หนุน SMEs ไทย ยกระดับมาตรฐานเครื่องสำอางไทยสู่สากล

สสว. ผนึกกำลัง อย. และ Central Lab Thai หนุน SMEs ไทย จัดโครงการยกระดับมาตรฐานเครื่องสำอางไทย สู่สากล

นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และ CENTRAL LAB THAI จัดโครงการยกระดับมาตรฐานสินค้า เพื่อช่วยสนับสนุนให้ SMEs ได้รับมาตรฐานสินค้าในกลุ่มเครื่องสำอางและอาหาร

เน้นจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานสินค้า สนับสนุนการตรวจสารปนเปื้อนและสารพิษตกค้าง (Toxic) และให้คำปรึกษาในการตรวจประเมินสถานประกอบการ เตรียมความพร้อมในการขอการรับรองมาตรฐานสินค้า อย. เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าของผู้ประกอบการให้ได้มาตรฐาน สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้บริโภค ตั้งเป้ายกระดับมาตรฐานสินค้าของ SMEs ให้มีศักยภาพสามารถแข่งขันในตลาดระดับสากลได้อย่างยั่งยืน

โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการโอทอป วิสาหกิจรายย่อย และบุคคลทั่วไป ที่เป็นสมาชิกของ สสว. ลงทะเบียนเข้ารับการอบรมและผ่านการคัดเลือกจำนวนรวม 1,000 ราย เข้ารับการฝึกอบรมเกี่ยวกับมาตรฐานสินค้าจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก อย. และกิจกรรมที่สอง ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิ์คูปองส่วนลดรายละ 3,000 บาท

เพื่อใช้บริการตรวจและวิเคราะห์ผลทางห้องปฏิบัติการกับ Central Lab Thai เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าสู่มาตรฐานความปลอดภัย และกิจกรรมสุดท้าย เป็นกิจกรรมให้คำปรึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมต่อการตรวจประเมินสถานที่ผลิตในการยื่นขอมาตรฐาน อย.

ผู้ประกอบท่านใดสนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด โทร 02-9406881 และสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมและสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านทาง แอปพลิเคชัน SME connect ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

‘ปิยบุตร’ โต้ 27 ส.ส.พลังประชารัฐ ไม่มีกฎหมายข้อใดให้ขอคุ้มครองชั่วคราวได้

“ปิยบุตร” ยก 4 กรณีถือหุ้นสื่อเทียบมาตรฐานกระบวนการยุติธรรม โต้ 27 ส.ส.พลังประชารัฐ ไม่มีกฎหมายข้อใดให้ขอคุ้มครองชั่วคราวได้

วันนี้ (21 มิ. ย. 62) ที่ ทำการพรรคอนาคตใหม่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวถึงประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับกรณีที่พรรคอนาคตใหม่ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้วินิจฉัยกรณี 41 ส.ส.พรรครัฐบาลถือหุ้นสื่อ ถือว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือไม่

โดย นายปิยบุตร ระบุว่า สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญอยู่ในขณะนี้มีสองเรื่อง เรื่องแรกก็คือ เกณฑ์ในการพิจารณาดูว่ามีการถือหุ้นสื่อจริงหรือไม่ และเรื่องที่สอง คือ จะมีการสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวหรือไม่

ในเรื่องแรกนั้น นายปิยบุตร ระบุว่า เคยมีแนวทางคำพิพากษาศาลฎีกาออกมาแล้วในสองคดีหลักๆ คือคดีของอดีตผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดสกลนคร พรรคอนาคตใหม่ นายภูเบศวร์ เห็นหลอด และอดีตผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดอ่างทอง พรรคประชาชาติ นายคมสัน ศรีวนิชย์ ซึ่งทั้งสองคดีนี้ศาลได้ให้แนวทางมาแล้ว ว่าให้ไปดูที่หนังสือบริคณห์สนธิ โดยถ้ามีข้อความระบุว่าทำกิจการที่เกี่ยวกับสื่อวลชน ก็ให้ถือว่าบริษัทนั้นประกอบกิจการสื่อจริง ส่วนเรื่องที่สอง กรณีที่เกิดขึ้นกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว โดยระบุว่าหากปล่อยให้ปฏิบติหน้าที่ต่อไป จะส่งผลให้เกิดปัญหาทางกฎหมายและการดำเนินงานที่สำคัญในการประชุมสภา

ต่อมา นายปิยบุตร ได้นำกรณีของคดีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และมีข้อเท็จจริงไม่ได้แตกต่างกัน มาชี้เปรียบเทียบให้เห็นถึงมาตรฐานในการพิจาณา คือกรณีของนายดอน ปรมัตถ์วินัย ที่ กกต.ใช้เวลา 386 วันหลังจากรับเรื่อง ก่อนที่จะส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลา 70 วันก่อนจะมีคำวินิจฉัยรับคำร้อง และมีคำสั่งออกมาว่าไม่ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ และยังมีกรณีของสี่รัฐมนตรีในรัฐบาล คสช. ที่ กกต.ใช้เวลาถึง 355 วันหลังจากรับคำร้อง ในการส่งเรื่องต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ โดยศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาถึง 75 วันก่อนจะมีคำวินิจฉัยรับคำร้อง และมีคำสั่งออกมาว่าไม่ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเมื่อเทียบกับกรณีของนายธนาธร กกต.ใช้เวลา 51 วันก่อนส่งเรื่องต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญหลังจากรับคำร้องมา และศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาเพียง 7 วันเท่านั้นพร้อมมีคำวินิจฉัยให้นายธนาธรยุติการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว

ส่วนกรณีของ 41 ส.ส. ที่มีการยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรไปนั้น ประธานสภาผู้แทนราษฎรใช้เวลา 8 วันก่อนส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ และจนขณะนี้ทุกคนก็ยังรออยู่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องหรือไม่ และจะมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ “ที่น่าสนใจคือ ไม่ทราบว่าจะมีการใช้บรรทัดฐานแบบนายดอน, สี่รัฐมนตรี, หรือใช้บรรทัดฐานเดียวกับกรณีของนายธนาธร” นายปิยบุตรกล่าว

นายปิยบุตร ยังระบุต่อว่า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการโต้แย้งในหลายประเด็นว่ากรณีของนายธนาธรไม่เหมือนกันกับกรณีของ 41 ส.ส. ซึ่งตนก็เชื่อว่ามีความไม่เหมือนกันจริงๆ เพราะกรณีของนายธนาธรได้มีการโอนหุ้นหมดแล้วตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 เพราะฉะนั้นในวันสมัครรับเลือกตั้ง นายธนาธรไม่มีชื่ออยู่ในการถือหุ้นสื่ออะไรอีกเลย แต่ทาง 41 ส.ส.นั้น ในวันที่รับสมัครยังคงถือหุ้นสื่ออยู่ เป็นที่แน่ชัดว่าทุกคนถือหุ้นอยู่จริงโดยไม่มีการโต้แย้งในเรื่องนี้

ส่วนการโต้แย้งว่ากรณีของ 41 ส.ส.ไม่ได้เป็นบริษัทที่ทำกิจการสื่ออยู่จริง เป็นเพียงการระบุไปในข้อหนึ่งของหนังสือบริคนธ์สนธิเท่านั้น อย่างนั้นตนก็ต้องถามว่าแล้วกรณีของนายภูเบศวร์และนายคมสัน ก็เป็นกรณีที่บริษัทไม่ได้ทำกิจการสื่ออยู่จริงๆ เช่นเดียวกัน แต่ก็ถูกตัดสิทธิ์โดยศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เช่นนั้นแล้วตนก็ต้องถามว่าตกลงแล้วเราจะใช้มาตรฐานใดในเรื่องนี้กันแน่

ส่วนกรณีที่ 27 ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐไปยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญคุ้มครองชั่วคราว โดยอ้างว่าหากหยุดปฏิบัติหน้าที่จะกระทบกับการทำหน้าที่สำคัญนั้น ตนก็ต้องตั้งคำถามว่ากรณีของนายธนาธร ศาลมีการสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่โดยเหตุผลว่าอาจกระทบกับการดำเนินงานที่สำคัญ แล้วจะเอาเหตุผลว่ากำลังปฏิบัติหน้าที่สำคัญอยู่มาอ้างได้อย่างไร ตกลงแล้วจะใช้มาตรฐานไหนกันแน่

“กระบวนการตอนนี้ศาลยังไม่พูดอะไรซักแอะ แต่คุณส่งไปแล้วว่าขอให้คุ้มครองชั่วคราว คุณไปร้องก่อนล่วงหน้า แล้วไปร้องโดยไม่มีช่องทางให้ร้องด้วย แต่สุดท้ายหากกรณีชองพรรคพลังประชารัฐได้รับการคุ้มครองชั่วคราวแบบนี้ขึ้นมา ทางพรรคอนาคตใหม่และนายธนาธรก็จะขอสงวนสิทธิขอคุ้มครองชั่วคราวด้วย แต่เบื้องต้นตอนนี้เราขอยืนยันว่าช่องทางนี้ไม่มี แต่ถ้าสุดท้ายศาลให้เมื่อไหร่เราจะขอด้วยแน่” นายปิยบุตรกล่าว

ส่วนการขอให้ศาลเปิดการไต่สวนสองครั้งนั้น นายปิยบุตร ระบุว่า ใน พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดเอาไว้เลยว่าศาลต้องเปิดการไต่สวนในขั้นตอนการรับคำร้อง รวมถึงในขั้นตอนวินิจฉัยว่าจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ โดยในมาตรา 49 ระบุไว้ว่าศาลอาจจะตั้งองค์คณะเล็กขึ้นมาพิจารณาหรือร่วมกันพิจารณาโดยองค์คณะใหญ่เองก็ได้ ซึ่งตอนนี้ตนก็ไม่รู้ว่าขั้นตอนอยู่ตรงไหนแล้ว หากใช้องค์คณะใหญ่ ณ ตอนนี้ก็ถือว่าเกินช่วงเวลา 5 วันมาแล้ว และสุดท้ายหากศาลอนุญาตให้ 41 ส.ส.เข้าชี้แจงก่อนวินิจฉัยว่าจะให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ตนก็ต้องถามกลับไปว่าแล้วทำไมกรณีของนายธนาธร ไม่มีการเปิดโอกาสให้ชี้แจงในลักษณะเดียวกันบ้าง

สุดท้าย นายปิยบุตรระบุว่าการแถลงข่าวในวันนี้ ตนไม่ได้ต้องการตั้งคำถามถึงองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เราต้องการตั้งคำถามต่อกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย เราขอเพียงอย่างเดียวว่าขอให้มีมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมแบบเดียวกัน กรณีที่เหมือนกันต้องได้รับการปฏิบัติในลักษณะเดียวกัน

“อำนาจขององค์กรทั้งหลายที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมตั้งอยู่บนกฎหมายว่าแต่ละองค์กรมีอำนาจใด และมีกฎหมายห้ามละเมิด ห้ามหมิ่นเจ้าหนักงาน ห้ามละเมิดศาล แต่กฎหมายเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น

ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีศรัทธาจากพี่น้องประชาชน ของสาธารณชนต่างหาก ร่วมกันประเมินตัดสินว่ายุติธรรมจริงหรือไม่

ถ้าหากคุณจะทำให้เกิดความยุติธรรมขึ้นมา ทำให้คนทั้งประเทศเชื่อมั่นว่ายุติธรรมจริงหรือไม่ คุณก็ต้องทำให้คดีที่มีลักษณะเดียวกันได้รับการปฏิบัติด้วยมาตรฐานเดียวกัน” นายปิยบุตรกล่าว

อุทาหรณ์หนี้กู้ยืม! เจ้าหนี้ควรทำสัญญากู้ให้รอบคอบ การทวงประจานผิดกฎหมาย

ประเด็นน่าสนใจ

  • เพจทนายแนะ! การให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินควรทำสัญญาเงินกู้ เงินที่ให้ผู้อื่นกู้มากกว่า 2000 บาท หากไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืม ยากต่อการฟ้องร้อง
  • ทั้งนี้ การที่เจ้าหนี้โพสต์ประจานลูกหนี้ เจ้าหนี้จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้

หลังจากก่อนหน้านี้ทาง MThai ได้หยิบยกกรณีเจ้าหนี้หญิงรายหนึ่งโพสต์เล่าเรื่องราวอุทาหรณ์ หลังเธอต้องอยู่ในคุก 1 วัน 1 คืนเต็มๆ เพราะโดนหมายจับจากตำรวจ ข้อหาหมิ่นประมาท เนื่องจากโพสต์ประจานทวงหนี้จำนวนเงิน 30,000 บาท

คลิกอ่านข่าว สาวโวย! โพสต์ทวงหนี้สามหมื่น ถูกหมายจับนอนคุก 1 คืน ฐานหมิ่นประมาท

ล่าสุดทางแฟนเพจทนายคู่ใจ ซึ่งมีทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ เป็นผู้ดูแลอยู่ ได้โพสต์ข้อความแนะนำเหล่าเจ้าหนี้ ถึงการให้ผู้อื่นยืมเงิน ว่าควรทำสัญญากู้ยืมให้รอบคอบ ซึ่งในทางกฎหมายการกู้ยืมเงินมากกว่า 2,000 บาท หากไม่มีสัญญาการกู้ยืมที่ถูกต้อง
ฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ กรณีการโพสต์ทวงหนี้ก็เป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้

ข้อความทั้งหมดมีดังนี้ …

สำหรับหนี้กู้ยืมแล้วเจ้าหนี้ควรทำสัญญากู้ยืมเงินให้รอบคอบ และหาบุคคลที่มีหลักทรัพย์มาค้ำประกันด้วย ถ้ามีการหนีหนี้ก็ควรไปฟ้องศาล ไม่ใช่นำลูกหนี้มาประจาน เพราะตามกฎหมายการกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ (มาตรา 653)

ซึ่งถ้าเจ้าหนี้โพสต์ประจานลูกหนี้เจ้าหนี้จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ มาตรา 11(3) ที่บอกว่า “ห้ามผู้ทวงถามหนี้แจ้งหรือเปิดเผยเกี่ยวกับความเป็นหนี้ของลูกหนี้ให้แก่ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทวงถามหนี้”

หากเจ้าหนี้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับและความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

การโพสต์ภาพของผู้อื่นโดยทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ถือเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๒๘

กรณีมีหมายศาลมาแล้วไม่ไป บุคคลที่เป็นจำเลยถ้าขัดหมายศาลคดีอาญาจะต้องถูกออกหมายจับ ตามป.วิ.อาญา มาตรา 182 วรรคสาม หากมีเหตุสงสัยว่าจำเลยหลบหนีหรือจงใจไม่มาฟัง ให้ศาลออกหมายจับจำเลย

เมื่อได้ออกหมายจับแล้วไม่ได้ตัวจำเลยมาภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันออกหมายจับ ก็ให้ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งลับหลังจำเลยได้ และให้ถือว่าโจทก์หรือจำเลย แล้วแต่กรณี ได้ฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นแล้ว