เตือน! อย่าตกเป็นเหยื่อ ในการรับฝากส่งพัสดุไปรษณีย์

ประเด็นน่าสนใจ

  • มีการลักลอบฝากส่งยาเสพติดผ่านพัสดุไปรษณีย์
  • เลขาฯ ป.ป.ส. เตือนประชาชน อย่าตกเป็นเหยื่อในการรับฝากส่งพัสดุไปรษณีย์ ระมัดระวังการถูกใช้ชื่อเป็นผู้ส่ง หรือผู้รับพัสดุภัณฑ์ หลีกเลี่ยงให้บุคคลอื่นยืมบัตรประจำตัวประชาชน
  • ทั้งนี้ การลักลอบลำเลียงทางไปรษณีย์มีโทษหนัก ผู้รับยาเสพติด มีความผิดฐาน “ครอบครอง”

นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) กล่าวว่า

ในขณะนี้ ขบวนการค้ายาเสพติดได้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social media) และบริการจัดส่งสินค้า/พัสดุภัณฑ์ในการกระทำผิด โดยที่ผ่านมาพบว่า มีการใช้ในการซื้อขายและจัดส่งยาเสพติดประเภท ยาบ้า ไอซ์ กัญชา กระท่อม เอ็กซ์ตาซี และโคเคน ในระดับขายส่งรายย่อยและขายปลีกให้ผู้เสพ

ดังนั้น จึงขอให้พี่น้องประชาชนได้ดูแลบุตรหลานในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ และระมัดระวังการถูกใช้ชื่อเป็นผู้ส่ง หรือผู้รับพัสดุภัณฑ์ โดยหลีกเลี่ยงให้บุคคลอื่นยืมบัตรประจำตัวประชาชนหรือเอกสารแสดงตนใดๆ หากพบสิ่งผิดปกติให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอันดับแรก

นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวย้ำว่า “การส่งยาเสพติดให้ผู้ซื้อในประเทศ มีความผิดฐาน จำหน่าย” มีโทษสูงสุดคือ จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1-5 ล้านบาท หรือประหารชีวิตและถ้าเป็น การส่งยาเสพติดไปยังผู้ซื้อในต่างประเทศ มีความผิดฐาน “ส่งออก”ในขณะที่ผู้รับยาเสพติด มีความผิดฐาน “ครอบครอง”

การส่งสิ่งผิดกฎหมายทางไปรษณีย์ กรณีพบว่า เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการรายใดที่มีพฤติการณ์ในการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามประกาศข้างต้น ในลักษณะที่เป็นการปล่อยปละละเลย ให้ความร่วมมือ หรือสนับสนุนการกระทำความผิด จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด จะมีโทษปรับ ตั้งแต่ 10,000 – 50,000 บาท จึงขอเน้นย้ำผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามประกาศดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. ได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ โดยผลิตสื่อ Infographic เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน หน่วยงานราชการ หมู่บ้าน/ชุมชน และสำหรับผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดสื่อดังกล่าวได้ที่ เว็บไซต์ สำนักงาน ป.ป.ส. www.oncb.go.th เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

พร้อมข้อควรปฏิบัติสำหรับประชาชน เพื่อไม่ให้กระทำความผิดและไม่ตกเป็นเหยื่อในการรับฝากส่งพัสดุไปรษณีย์ และหากพบเห็นว่า มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ-ขาย หรือกรณีผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการรายใดมีพฤติการณ์ฝ่าฝืน สามารถแจ้งเข้ามาได้ที่สายด่วน สำนักงาน ป.ป.ส. 1386 ตลอด 24 ชม”

เตือนนนนนนนนน !!!! อย่าตกเป็นเหยื่อรับฝาก

โพสต์โดย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เมื่อ วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม 2019

กอ.รมน. แจง ไม่มีอำนาจเรียกปรับทัศนคติ

ประเด็นน่าสนใจ

  • โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เผย กอ.รมน. ไม่มีสิทธิเรียกปรับทัศนคติ คนเห็นต่างทางการเมือง
  • พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไม่ได้มีอำนาจเรียกบุคคลที่เห็นต่างทางการเมืองเข้ามาพูดคุย
  • กอ.รมน. ย้ำไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวชี้แจงถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โอนอำนาจให้ กอ.รมน.สามารถเชิญบุคคลเข้ามาพูดคุยเพื่อปรับทัศนคติได้นั้น

ยืนยันว่า คสช.ไม่ได้โอนอำนาจดังกล่าวให้ กอ.รมน. สามารถเรียกบุคคลมาพูดคุย เพราะในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้ แต่กฎหมายที่ คสช.ใช้อยู่คือ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ในการดูแลความเรียบร้อย เมื่อมีสถานการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงเกิดขึ้นก็จะประกาศเป็นพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 15 ของ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เมื่อมีการประกาศแล้วก็จะต้องมีการใช้กำลังตามมาตรา 16

กอ.รมน.เลือกว่าจะใช้อำนาจหน้าที่อย่างไรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงสอดคล้องกับหน่วยงานที่จะต้องเข้ามารับผิดชอบคือทหารหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยผู้ที่จะตัดสินใจเลือกใช้กำลังจะต้องเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ที่ถูกแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรี

พล.ต.ธนาธิป กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่า พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไม่ได้เชิญตัวบุคคลที่สอบปากคำหรือกักขัง ซึ่งมันเป็นกฎหมายคนละอย่างกับคสช. และ กอ.รมน.ก็เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับสำนักงานนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่กองทัพ กฎหมายตัวนี้ กอ.รมน.จะพยายามใช้กฎหมายที่ไม่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเน้นใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มากที่สุด ที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน

ทั้งนี้ ยืนยัน พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไม่ได้มีอำนาจเรียกบุคคลที่เห็นต่างทางการเมืองเข้ามาพูดคุย รวมถึงการเคลื่อนไหวของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ขณะนี้เดินสายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับต่างประเทศด้วย

ย้ำอีกครั้ง! พ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์ อย่าแจ้งราคาผ่านอินบ็อกซ์ เหตุผิดกฎหมาย

ประเด็นน่าสนใจ

  • กรมการค้าภายใน จับ-ปรับทุกวัน แม่ค้าออนไลน์ แจ้งราคาผ่านอินบ็อกซ์
  • การไม่แจ้งราคาที่ชัดเจน มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท
  • คนแจ้งเบาะแสได้รับส่วนแบ่ง 25%

รายงานข่าวแจ้งว่า วานนี้ (16 ก.ค. 2562) นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้ออกมาเปิดเผยถึงมาตรการจัดการกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ไม่มีการเปิดเผยราคาสินค้าให้ชัดเจน

แต่กลับใช้วิธีการให้ผู้บริโภคที่ต้องการซื้อสินค้าหรือบริการสอบถามทาง อินบ็อกซ์ และส่งราคาซื้อขายทาง อินบ็อกซ์ แทน หลังวิธีการดังกล่าวถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ว่า

ขณะนี้กรมการค้าภายใน ได้มีมาตรการจริงจังในการจัดการกับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่แจ้งราคาผ่านอินบ็อกซ์ ด้วยการจับปรับทุกวัน ตามที่ได้รับการร้องเรียนผ่านสายด่วน 1569 ซึ่งทางกรมก็จะดำเนินการต่อไปเพื่อปกป้องผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ

ดังนั้นหากพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ไม่อยากตกเป็นผู้กระทำผิดถูกจับปรับตามฐานความผิดดังกล่าว ก็ควรแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นจะมีความผิดไม่ติดป้ายราคาตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

ส่วนผู้บริโภคท่านใดหากเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็สามารถแจ้งเรื่องร้องทุกข์มาได้ พร้อมแนบหลักฐานข้อความที่พูดคุย การแจ้งราคาทางอินบ็อกซ์ หรือถ้ามีบัญชีธนาคารของพ่อค้าแม่ค้ามายืนยันก็แนบมาด้วยให้ชัดเจน เพื่อง่ายต่อการติดตามจับกุม

ซึ่งนอกจากจะได้รับความเป็นธรรมในเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ผู้แจ้งเบาะแสจนไปสู่การจับกุมก็จะได้รับสินบนนำจับ 25% ของเงินค่าปรับ เช่น ปรับสูงสุด 10,000 บาท ก็จะได้รับส่วนแบ่ง 2,500 บาทเป็นต้น