ไทยรั้งอันดับ 2 ต่างชาติแห่เข้ามาท่องเที่ยวมากที่สุด

ประเด็นน่าสนใจ

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมหารือผู้ประกอบการ หลังการท่องเที่ยวช่วงครึ่งปีแรกนั้นยอดนักท่องเที่ยวลดลง เล็งเพิ่มความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว
  • เว็บไซต์ Euromonitor ได้จัดอันดับ 7 เมืองจุดหมายปลายทาง ที่นักท่องเที่ยวเดินทางมากที่สุดในโลก ไทยรั้งอันดับ 2 ต่างชาติแห่เข้ามาท่องเที่ยว

ภายหลังวานนี้ (16 ก.ค.62) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่. ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน หลังเสร็จสิ้นการถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว นายกรัฐมนตรี ได้มีการนัดครม.ชุดใหม่นัดแรกทันที เพื่อหารือถึงระเบียบขั้นตอนการทำงาน

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นหลังจากนี้คือการเติบโต ‘ด้านเศรษฐกิจ’ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ซึ่งถือได้ว่าเป็นรายได้สำคัญต้นๆของประเทศ จากสถิติในช่วงครึ่งปีแรกนั้นยอดนักท่องเที่ยวลดลงอย่างเห็นได้ชัด เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวทางด้าน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้เปิดเผยว่าหลังจากนี้ต้องมีการหารือกับทางผู้ประกอบการ และมุ่งเน้นสร้างความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในเมืองไทย

ทั้งนี้เว็บไซต์ Euromonitor ได้จัดอันดับ 7 เมืองจุดหมายปลายทาง ที่นักท่องเที่ยวเดินทางมากที่สุดในโลก โดยกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ถูกจัดเป็นอันดับที่ 2 เมืองจุดหมายปลายทาง ที่นักท่องเที่ยวเดินทางมากที่สุด จำนวนนักท่องเที่ยว 23.7 ล้านคน และอันดับที่ 1 เป็นฮ่องกง จำนวนนักท่องเที่ยว 29.8 ล้านคน

โดยทีมข่าว MThai ได้ลงพื้นที่สำรวจบริเวณวัดพระแก้ว พบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมากทยอยเดินทางเข้าเยี่ยมชมความสวยงามของวัดพระแก้วอย่างต่อเนื่อง แม้สภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว และจากการสังเกตจะเห็นว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติส่วนใหญ่จะเป็นคนประเทศจีน ซึ่งมาเป็นคณะและมีมัคคุเทศก์ชาวไทยเป็นผู้ให้ข้อมูล เดินถือธงนำชมในบริเวณพระบรมมหาราชวัง

สำหรับการจัดการ ด้านจราจรที่มาส่งนักท่องเที่ยว จะให้เดินรถทางเดียว โดยให้เข้าทางบริเวณถนนผ่านกลางสนามหลวงด้านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และออกทางฝั่งศาลฎีกาเป็นพื้นที่ มาส่งนักท่องเที่ยวลงและมารับกลับเมื่อถึงเวลานัดหมาย ห้ามให้มีการจอดรอโดยเด็ดขาด

ซึ่งรถทุกคันเมื่อจอดส่งนักท่องเที่ยวแล้วให้วนขึ้นสะพานพระปิ่นเกล้าข้ามไปจอดบริเวณสายใต้เก่าและใต้สะพานพระราม 8 หรือจุดจอดรถบัสต่าง ๆ แต่ละวันจะมีรถบัสนำนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมพระบรมมหาราชวังวัดพระแก้ว และบริเวณดังกล่าวประมาณ 200 กว่าคันต่อวัน

รองปลัดยุติธรรมพร้อมช่วยผู้เสียหาย ‘คดีแพรวา 9 ศพ’

ประเด็นน่าสนใจ

  • โลกออนไลน์ได้เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ถึงกรณีคดี ‘แพรวา 9 ศพ’ หลังมีผู้ที่ได้รับผลกระทบของเหตุการณ์ดังกล่าว ออกมาระบุว่ายังไม่ได้รับเงินเยียวยา
  • ด้านรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ระบุพร้อมช่วยเหลือผู้เสียหายจากเหตุดังกล่าว ชี้ผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องขอให้ศาลขอหมายบังคับคดี เพื่ออายัดทรัพย์สินต่างๆ
  • คดีนี้เฉพาะคดีแพ่งที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา ไปเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตามกฎหมายแล้วจำเลยต้องชดใช้เงินภายใน 30 วัน

จากกรณี โลกออนไลน์ได้เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลังมีผู้อ้างตัวว่าเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ น.ส.แพรวา ขับรถยนต์ฮอนด้า ซีวิค เฉี่ยวชนรถตู้โดยสารบนทางยกระดับโทลล์เวย์ขาเข้า จนเป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ศพเมื่อคืนวันที่ 27 ธ.ค. 2553 แต่เวลาล่วงเลยผ่านมา 9 ปีแล้ว ผู้ก่อเหตุยังบ่ายเบี่ยงไม่ยอมจ่ายเงินค่าชดเชยให้กับผู้รอดชีวิต

ล่าสุดวันนี้ 17 ก.ค.62 นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ทราบว่าคดีนี้มีการฟ้องร้องในชั้นศาลจบกระบวนการแล้ว โดยเฉพาะคดีแพ่งที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาสั่งให้ชดใช้เงินให้กับผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บประมาณ 26 ล้าน 8 แสนบาท ซึ่งศาลได้พิพากษาไปเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตามกฎหมายแล้วจำเลยต้องชดใช้เงินภายใน 30 วัน

แต่หากเลยเวลาแล้วไม่ชดใช้เงินให้ ผู้เสียหายก็สามารถฟ้องร้องขอให้ศาลขอหมายบังคับคดี เพื่อจะได้มีอำนาจเข้าไปสืบทรัพย์ จากนั้นจึงนำเรื่องดังกล่าวไปยื่นต่อกรมบังคับคดี เพื่ออายัดทรัพย์สินต่างๆ ที่พบ เข้าสู่กระบวนการยึดทรัพย์ หรือนำทรัพย์สินไปขายทอดตลาด ซึ่งกระบวนต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ทนายเข้าไปช่วยดำเนินการ หากผู้เสียหายไม่สะดวก หรือมีปัญหาการจ้างทนาย ก็สามารถร้องขอให้กระทรวงยุติธรรมดำเนินการให้ได้

ส่วนกรณีที่มีความเป็นห่วงเรื่องการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินเพื่อหวังไม่ให้ถูกยึดทรัพย์ไปนั้น ยืนยันว่าเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ และการชดใช้เงินให้กับโจทก์ในคดีนี้ ศาลได้ระบุไว้ชัดเจนว่าผู้ต้องชดใช้ค่าเสียหายนอกจากคนที่นำรถไปขับแล้ว เจ้าของรถ พ่อและแม่ของผู้ขับรถ ก็ต้องร่วมชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด ตามที่ศาลแพ่งระบุไว้ โดยคดีนี้มีกฎหมายระบุชัด มีผลบังคับคดีเป็นเวลา 10 ปี นับตั้งแต่คำพิพากษาศาลแพ่งถึงที่สุด คือเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน

ทั้งนี้ ยืนยันว่าในระหว่างนี้ ทุกขั้นตอนการบังคับคดี ทั้ง 2 ฝ่ายยังสามารถไกล่เกลี่ยกันได้ และทางกระทรวงยุติธรรมพร้อมเป็นตัวกลางในการช่วยไกล่เกลี่ย ซึ่งเรื่องนี้เห็นว่าควรต้องคำนึงถึงการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่เหมาะสม กับความเสียหายที่เกิดขึ้นของครอบครัวผู้เสียชีวิตตลอด 9 ปี ที่ผ่านมาด้วย

ด้านนายวรัญญู เกตุชู หรือ ติน หนึ่งในผู้รอดชีวิตคดีอุบัติเหตุดังกล่าว บอกว่า เห็นใจฝั่งคู่กรณีมาตลอดและเข้าใจว่าเป็นเรื่องของอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเรื่องมันเกิดไปแล้ว ก็ต้องมีการแสดงความรับผิดชอบ หรือแสดงความจริงใจ ซึ่งตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา ตนมีโอกาสพบกับคนขับเพียงแค่ครั้งเดียว คือ เมื่อตอนไปเยี่ยมตนที่โรงพยาบาลเท่านั้น ซึ่งครั้งนั้นก็ได้รับเงินหลักหมื่นบาท
.
หลังจากนั้นไม่เคยได้รับเงินเยียวยาใดๆ จากคู่กรณี ผ่านมาจนถึงวันนี้เป็นเวลา 9 ปี คล้ายกับเห็นคู่กรณีประวิงเวลามาโดยตลอด แม้กระทั่งในการขึ้นศาลแต่ละครั้ง คนขับหรือแม้แต่ทนายความก็ไม่ปรากฎตัวในชั้นศาล ตรงข้ามกับตนและญาติผู้เสียชีวิตที่ต้องคอยเดินทางไกลจากต่างจังหวัดเพื่อมาขึ้นศาล

ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ต่อสู้ในคดีนี้ ก็ไม่ได้เรียกร้องเงินส่วนใดเกินเลย มีเพียงค่ารักษาพยาบาล และค่าเสียโอกาสของมารดาเท่านั้น ยอมรับว่าเงินชดใช้ที่ศาลพิพากษา เทียบไม่ได้กับเงินที่ต้องจ่ายไป แต่ตนก็ยินยอม เพราะอยากให้เรื่องนี้จบ

ที่มา : Mono29

เนสกาแฟ โกลด์ ส่ง “เนสกาแฟ โกลด์ เครมมา สมูท แอนด์ ไฟน์เนสท์” เอาใจคนรักกาแฟคราฟท์

เนสกาแฟ โกลด์ เปิดตัว “เนสกาแฟ โกลด์ เครมมา สมูท แอนด์ ไฟน์เนสท์” ตอกย้ำความเป็นแบรนด์กาแฟพรีเมี่ยมอันดับ 1 ในไทย ด้วยกาแฟดำรสนุ่ม เอาใจคอกาแฟคราฟท์

นายธนธร พันพานิชย์กุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดอาวุโส กลุ่มผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ โกลด์ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เผยว่า การเปิดตัว ‘เนสกาแฟ โกลด์ เครมมา สมูท แอนด์ ไฟน์เนสท์’ ครั้งนี้ก็เพื่อตอบสนองคนรักกาแฟ ที่กำลังมองหากาแฟดำรสนุ่ม ที่อยากได้ประสบการณ์การดื่มกาแฟดำในความแตกต่างอย่างลงตัว

ซึ่ง เนสกาแฟ โกลด์ เครมมา สมูท แอนด์ไฟน์เนสท์ รังสรรค์ขึ้นจากกาแฟอาราบิก้าชั้นดีคั่วบดละเอียดกว่า 10 เท่า และการคั่วอย่างพิถีพิถันด้วยอุณหภูมิที่พอเหมาะในระดับไลท์ โรสต์ เพื่อดึงเอาจุดเด่นด้านรสชาติอันเข้มเต็มรส

แต่ยังคงความนุ่มละมุนและกลิ่นหอมอันล้ำลึกออกมาให้ได้มากที่สุด แต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของกาแฟคุณภาพดี และหวังว่าการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในครั้งนี้ จะสร้างความแข็งแกร่งให้เนสกาแฟ โกลด์ เป็นกาแฟระดับพรีเมี่ยมที่ครองใจผู้บริโภคไทย

สำหรับใครอยากสัมผัสประสบการณ์ กาแฟดำรสนุ่ม กับ เนสกาแฟ โกลด์ สมูท แอนด์ ไฟน์เนสท์ ก็สามารถไปหาจับจองได้ ที่ร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำใกล้บ้านคุณทั่วประเทศ

โดยมี 2 ขนาด คือ แบบขวดบรรจุ 100 กรัม ราคา 140 บาท และแบบขวดบรรจุ 200 กรัม ราคา 245 บาท หรือ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมทาง Facebook.com/Nescafe.TH/