จุรินทร์ สักการะสิ่งศักสิทธิ์ทำเนียบ พอใจรัฐบาลบรรจุแก้ รธน. เป็นนโยบายเร่งด่วน

ประเด็นน่าสนใจ

  • จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ สักการะสิ่งศักสิทธิ์เอาฤกษ์ เอาชัย เข้าทำงานวันแรกที่ทำเนียบ
  • พอใจรัฐบาลทำตามข้อเสนอ บรรจุการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ในร่างนโยบายเร่งด่วน
  • เกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกรด ระหว่างทำพิธี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (17 ก.ค. 2562) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยคณะทำงาน อาทิ นายสรรเสริญ สมะลาภา และนางมัลลิกา บุญมีตระกูลมหาสุข เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล

โดยถือฤกษ์ดีเวลา 09.12 น. สักการะศาลท้าวมหาพรหม ที่ประดิษฐ์ฐานอยู่บนตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมกับลงมาสักการะศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลตา-ยาย จากนั้นถวายดอกไม้พวงมาลัย ตุ๊กตานางรำและตุ๊กตาลูกไก่ เพื่อเป็นสิริมงคล ซึ่งถือเป็นเครื่องเซ่นไหว้ปกติ ไม่ได้มีนัยยะแต่อย่างใด

เกิดพระอาทิตย์ทรงกรด ระหว่างทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์

พร้อมกันนี้ในช่วงที่นายจุรินทร์ กำลังสักการะสิ่งศักกดิ์สิทธิ์อยู่นั้น ได้เกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกรดพอดี จึงทำให้เชื่อได้ว่าการทำงานครั้งนี้ จะช่วยให้บ้านเมืองหรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านพ้นวิกฤตได้ เพราะพระอาทิตย์ทรงกลด มีความหมายในทางดี สื่อถึงเป็นแสงแห่งชัยชนะ

ทั้งนี้หลังจากเสร็จภารกิจสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นายจุรินทร์ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนช่วงหนึ่ง ว่า รู้สึกพอใจที่รัฐบาลได้ทำตามข้อเสนอที่พูดคุยไว้ในช่วงที่มีการจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญเร่งด่วน 1 ปี ที่รัฐบาลได้บรรจุไว้ในร่างนโยบายเร่งด่วนแล้ว

พอใจรัฐบาล ทำตามข้อเสนอที่ให้ไว้ช่วงจัดตั้งรัฐบาล

ซึ่งแสดงให้เห็นเจตจำนงของรัฐบาล ที่สนับสนุนให้มีการดำเนินการ ส่วนจะใช้เวลาเท่าใดนั้น เป็นเรื่องของรายละเอียดในเรื่องของขั้นตอนการปฏิบัติ ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะช่วยให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น และป้องกันการแกรัฐธรรมนูญเหมือนที่ผ่านมาได้

นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวยังได้รายงานต่อว่า ในวันพรุ่งนี้ (18 ก.ค. 2562) นายจุรินทร์ จะเดินทางไปยังกระทรวงพาณิชย์ ถนนสนามบินน้ำ จ.นนทบุรี เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และพบปะกับข้าราชการกระทรวง ส่วนจะมีการหารือเลยหรือไม่ต้องขอดูก่อน

พิชัย นริพทะพันธุ์ ออกตัวค้าน รัฐบาลเรียกปรับทัศนคติ!

ประเด็นน่าสนใจ

  • อดีตรมว.พลังงานไม่เห็นด้วย รัฐบาลคงมาตรการเรียกคนเห็นต่างปรับทัศนคติ
  • ชี้ไม่ใช่วิสัยของประชาธิปไตย เพราะเหมือนการข่มขู่
  • การเรียกปรับทัศนคติเหมือนพวกเผด็จการ ทำลายความเชื่อมั่นนักลงทุน

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ตามที่นายวิษณุ เครืองาม บอกว่า แม้คสช. จะไม่มีแล้ว แต่ยังเรียกปรับทัศนคติได้ ในฐานะที่เคยถูกเรียกปรับทัศนคติมากที่สุดถึง 8 หน

จึงอยากขอบอกว่า ประเทศไทยได้กลับสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้ว แต่คำสั่ง คสช. ที่ให้อำนาจในการเรียกปรับทัศนคตินั้นยังอยู่ สวนทางกับระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดเจน

ประเทศไทยนั้นมีกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว ถ้าใครทำผิดก็ฟ้องร้องกันไป ไม่ใช่จะเรียกกันมาปรับทัศนคติ เพราะในโลกประชาธิปไตยไม่มีใครทำแบบนี้ ยกเว้นจะเป็นระบบเผด็จการ

ผมขอคัดค้านเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และขอให้ฝ่ายค้านนำเรื่องนี้เข้าสู่สภา และออกกฎหมาย เพื่อล้มเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นคำสั่งของเผด็จการอย่างชัดเจน ไม่มีประเทศเสรีที่ไหนในโลกเขาทำ

ส่วนที่อ้างว่าเพื่อความสงบเรียบร้อยนั้น ผมว่าไม่เกี่ยว เพราะรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารประเทศมา 5 ปีแล้ว หากคิดว่าประชาชนเห็นดีเห็นงามด้วย ก็ไม่ต้องกังวล ป้องกันไม่ให้คนวิพากษ์วิจารณ์ หรือ พูดอะไรที่ขัดหูรัฐบาล มันควรหมดไปตั้งนานแล้ว

ผมถูกเรียกปรับทัศนคติมากที่สุด ต้องยอมรับว่ารู้สึกกลัว ทั้งที่เพียงวิพากษ์วิจารณ์ตัวเลขทางเศรษฐกิจเท่านั้น โดยมีการอ้างอิงตัวเลขที่ตรงกับความเป็นจริง ยืนอยู่บนหลักวิชาการ และต่อมาก็เป็นจริงอย่างที่ผมวิพากษ์วิจารณ์ เศรษฐกิจไทยย่ำแย่มาตลอด

แต่เมื่อถูกเรียกกลับทำให้เรากดดัน เหมือนเกรงกลัว เพราะเหมือนกับการทำร้ายกันทางจิตใจ และหลอนอยู่เหมือนกัน เพราะเราคิดว่าได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่กลับถูกเรียกอย่างไม่ยุติธรรม ทั้งนี้เพราะหลายครั้งมีทหารถือปืนมาคุมตัว และบางครั้งก็ถูกคลุมหัวปิดตาพาไปกักตัวอยู่ถึง 7 วัน เพียงเพราะวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐกิจ

ไม่มีใครในโลกนี้ ที่จะถูกเรียกปรับทัศนคติเพราะไปวิจารณ์เศรษฐกิจ ผมโดนทั้งหมด 8 ครั้ง ถูกเรียกดำเนินคดี 4 ครั้ง รวม 12 ครั้ง ประเด็นนี้จะทำให้รัฐบาลถูกกดดันต่อไป เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง มันเหมือนการข่มขู่

นอกจากนี้ การเรียกปรับทัศนคตินี้จะทำให้ประเทศไทยยังดูเป็นเผด็จการอยู่ ซึ่งจะทำลายความมั่นใจของนักลงทุนชาวต่างประเทศที่จะมาลงทุนในไทย

ศุลกากรแจง ผดส.พกของใช้ส่วนตัวราคาเกิน 2 หมื่น ต้องจ่ายภาษี

ประเด็นน่าสนใจ

  • ในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์ข้อมูล เกี่ยวกับการนำเข้าของติดตัวของผู้โดยสารทางท่าอากาศยาน
  • กรมศุลกากรได้ออกมาชี้แจงว่า ผู้โดยสารได้รับยกเว้นอากรสำหรับของส่วนตัวเพื่อใช้เองหรือใช้ในวิชาชีพมูลค่าไม่เกิน 20,000 บาท ทั้งนี้ต้องไม่เป็นของต้องห้าม ของต้องกำกัด และไม่มีลักษณะทางการค้า
  • เป็นของที่มีลักษณะเชิงพาณิชย์แม้จะมีมูลค่าไม่เกิน 20,000 บาท ของดังกล่าวเป็นของต้องเสียภาษีอากร

จากกรณีที่มีผู้โดยสารลงสื่อโซเชียลถึงการจัดเก็บภาษีสำหรับการนำเข้าของติดตัวผู้โดยสารทางท่าอากาศยานนั้น ล่าสุดทาง ‘กรมศุลกากร’ ได้ชี้แจงเกี่ยวกับสิทธิของผู้โดยสารในการนำของติดตัวเข้ามาพร้อมกับตนทางท่าอากาศยาน ว่า ผู้โดยสารได้รับยกเว้นอากรสำหรับของส่วนตัวเพื่อใช้เองหรือใช้ในวิชาชีพมูลค่าไม่เกิน 20,000 บาท ทั้งนี้ต้องไม่เป็นของต้องห้าม ของต้องกำกัด และไม่มีลักษณะทางการค้า

หากผู้โดยสารนำของที่มีมูลค่าเกิน 20,000 บาท หรือเป็นของที่มีลักษณะเชิงพาณิชย์แม้จะมีมูลค่าไม่เกิน 20,000 บาท ของดังกล่าวเป็นของต้องเสียภาษีอากร ซึ่งผู้โดยสารสามารถมาสำแดงของเพื่อเสียภาษีอากร ที่ช่องตรวจมีของต้องสำแดง (ช่องแดง) และหากของนั้นเป็นของต้องกำกัด ของนั้นต้องได้รับอนุญาตให้นำเข้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน โดยอัตราภาษีอากรนำเข้าจะแตกต่างกันตามชนิดและประเภทสินค้า เช่น กระเป๋า 20% นาฬิกา 5% เครื่องสำอาง 30% เข็มขัด 30% เป็นต้น และรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%โดยมีวิธีการคำนวณคือ

ราคาสินค้า x อัตราภาษีขาเข้า = อากรขาเข้า
(ราคาสินค้า + อากรขาเข้า) x อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% = ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ค่าภาษีทั้งหมดที่ต้องชำระ= อากรขาเข้า + ภาษีมูลค่าเพิ่ม

โดยกรมศุลกากรเน้นอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารโดยใช้ระบบบริหารความเสี่ยง (Risk Management) มาใช้ในการตรวจสอบกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสาร

อย่างไรก็ตาม หากผู้โดยสารท่านใดคิดว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการจัดเก็บภาษีของเจ้าหน้าที่ศุลกากร หรือพบเห็นพฤติการณ์เกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ศุลกากร สามารถร้องเรียนได้ตามช่องทางต่าง ๆ ที่ท่านสะดวก ได้แก่ โทรศัพท์สายด่วนรับเรื่องร้องเรียน 1332 ร้องเรียนผ่านทาง Application LINE ID: @customshearing

หรือร้องเรียนด้วยตนเองผ่านศูนย์ประสานงานแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียน ตามโครงการ “ระฆังศุลกากร” ของแต่ละส่วนราชการที่ท่านใช้บริการ รวมถึงส่งไปรษณีย์มาที่กรมศุลกากร หรือส่ง E-mail มาได้ที่ ctc@customs.go.th

นอกจากนี้ท่านยังสามารถมาร้องเรียนด้วยตนเองที่กลุ่มคุ้มครองและส่งเสริมจริยธรรม ณ กรมศุลกากร หรือร้องเรียนผ่านสำนักนายกรัฐมนตรี GCC 1111 นอกจากนี้ท่านยังสามารถร้องเรียนไปหน่วยราชการอื่น เช่น ป.ป.ช. /สตง. หรือร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปฏิบัติพิธีการศุลกากรของติดตัวผู้โดยสารที่นำติดตัวเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรพร้อมกับตนทางท่าอากาศยาน ได้ตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 60/2561 หรือหากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมโปรดติดต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร ณ จุดปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ศุลกากรสนามบินนั้น ๆ