ศาลอุทธรณ์ประหาร บังฟัต-ลูกน้องรวม 7 รายคดีฆ่ายกครัวผู้ใหญ่บัติ

ประเด็นน่าสนใจ

  • ศาลอุทธรณ์ภาค8 ได้พิจารณาคดีบังฟัต พร้อมพวกฆ่ายกครัว ผู้ใหญ่บัติ รวม 8 ศพ เหตุเกิดเมื่อ ก.ค.62
  • ศาลตัดสินประหารชีวิตจำเลยอีก 1 คนรวมเป็น 7 คน ขณะที่อีกคนให้ยกฟ้อง
  • คนที่ศาลสั่งยกฟ้องคือ น.ส.ชลิดา สังข์โชติ ภรรยาของบังฟัต

ผู้สื่อข่าว MThai รายงานว่า วันนี้ (9 ก.ค. 2562) ที่ศาลจังหวัดกระบี่ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดกระบี่ ได้นั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค8 ในคดีที่นายซูริก์ฟัต บ้านนบวงศ์สกุล หรือบังฟัต อายุ 41 ปี พร้อมพวกรวม 8 คน

ร่วมกันสังหารโหดนายวรยุทธ หรือผู้ใหญ่บัต สังหลัง อายุ 46 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.บ้านกลาง อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ พร้อมครอบครัวเสียชีวิตรวม 8 ศพ สร้างความสะเทือนขวัญแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก เมื่อคืนวันที่9 ก.ค.ต่อเนื่องวันที่ 10 ก.ค.60

โดยการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้นสืบเนื่องมาจาก จำเลย ทั้ง 8 รายได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อศาลเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.61 หลังจากศาลชั้นต้นได้มีคำตัดสินไปก่อนหน้านี้ ทั้งนี้จากการพิจารณาพยานและหลักฐานแล้วจึงสั่งตัดสินให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1- 7 ส่วนจำเลย ที่ 8 นั้นให้ยกฟ้อง เพราะจำเลยไม่ได้มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

อีกทั้งให้จำเลยที่ 1-7 ร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 1 และ 2 เป็นเงิน 630,000 บาท ชดใช้ให้ผู้ร้องที่ 3 จำนวน 1,445,000 บาท ชดใช้ให้ผู้ร้องที่ 4 จำนวน 962,500 บาท ชดใช้ให้ผู้ร้องที่ 5 จำนวน 2,402,500 บาท ชดใช้ให้ผู้ร้องที่ 6 จำนวน 420,000 บาท ให้ชดใช้ผู้ร้องที่ 7 จำนวน 720,000 บาท ให้ชดใช้ผู้ร้องที่ 8 จำนวน 960,000 บาท

ซึ่งสาเหตุที่พิพากษาประหารชีวิตจำเลยที่ 7 ด้วยนั้น ก็เพราะมีเจตนาร่วมกระทำความผิด เนื่องจากในวันเกิดเหตุ จำเลยได้พกอาวุธปืนช่วยคุมเชิงอยู่นอกบ้าน และคุมตัวผู้ตายที่ 1 ไว้ในรถก่อนที่ผู้ตายที่ 1 จะถูกนำตัวไปยิงในบ้าน แม้ว่าก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นจะให้จำเลยที่ 7 จำคุก 1 ปี 9 เดือน ก็ตาม สำหรับจำเลยในคดีทั้ง 8 รายประกอบด้วย

  • นายซูริก์ฟัต บ้านนบวงศ์กุล หรือ บังฟัต
  • นายคมสรรค์ เวียงนนท์ (ม่อน)
  • นายอับดุลเลาะ ดอเลาะ (เลาะห์)
  • นายอรุณ ทองคำ (กี้ร์)
  • นายประจักษ์ บุญทอย (จักร์)
  • นายธนชัย จำนอง (โกบ)
  • นายธวัฒชัย บุญคง (ชัย)
  • น.ส.ชลิดา สังข์โชติ (ภรรยานายชูริก์ฟัต) ยกฟ้อง

‘สนธิรัตน์‘ เผยยังมองหน้ากันติดหลังขัดกับกลุ่มสามมิตร ปมแบ่งเก้าอี้ รมต.

ประเด็นน่าสนใจ

  • สนธิรัตน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เผยยังมองหน้ากันติด หลังมีความขัดแย้งกับ ‘กลุ่มสามมิตร’
  • ความขัดแย้งครั้งนี้มีปมมาจากการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี
  • กลุ่มสามมิตร มีมติขับไล่ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” ออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค จึงเกิดความขัดแย้งความวุ่นวายภายในพรรค

วันนี้ ( 8 ก.ค. 62 ) ที่ ทำการพรรคพลังประชารัฐ เวลา 13.30 น. นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ปรากฎตัวที่พรรคครั้งแรก หลังเกิดปัญหาการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี การขัดแย้งความวุ่นวาย กันภายในพรรค ของกลุ่มสามมิตร มีมติขับไล่ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” ออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค

ทั้งนี้นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า พรรคการเมืองถือว่ามีความคิดที่หลากหลาย เชื่อทำงานต่อได้ มองหน้ากันติดและยังทำงานในตำแหน่งเลขาธิการพรรคต่อไป สำหรับความคืบหน้าของนโยบายรัฐบาล นายสนธิรัตน์ ระบุว่า เตรียมเชิญ พรรคร่วมรัฐบาลมาหารือกัน ว่านโยบายใดเร่งด่วน พรรคพลังประชารัฐ จะเสนอเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พักหนี้เกษตรกร และมารดาประชารัฐ ส่วนนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอมานั้น ต้องพูดคุยกันอีก เพราะมีรายละเอียดอีกเยอะ

พร้อมกันนี้นายสนธิรัตน์ ในฐานะประธานคณะทำงานประสานงานพรรคร่วมในการจัดทำนโยบายรัฐบาล กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดทำร่างนโยบายว่า ขณะนี้ได้มีการนำนโยบายของพรรคร่วมทั้งหมดมาทำเป็นร่าง ซึ่งร่างแรกเสร็จแล้ว โดยใช้เวลาค่อนข้างนานเพราะเป็นการขึ้นโครง และหลังจากสองถึงสามวันจะนำเข้าที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อหารือให้นโยบายนำมาปฏิบัติได้จริง และพิจารณางบประมาณในการทำงาน โดยจะเร่งรัดให้เสร็จทันตามกรอบเวลาเพื่อแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งทุกนโยบายไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ รวมไปถึงนโยบายกัญชาเสรี จะต้องมีการพูดคุยให้เห็นพ้องร่วมกันในรัฐบาล เพราะเป็นรัฐบาลผสม จึงไม่สามารถที่จะทำนโยบายใด นโยบายหนึ่งได้เพียงลำพัง

ส่วนเรื่องนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 425 บาท นายสนธิรัตน์กล่าวว่า เป้าหมายที่แท้จริงคือการยกระดับฝีมือแรงงานซึ่งต้องปรับทั้งระบบแรงงานไทย จึงจะสามารถขึ้นค่าแรงให้สูงตามคุณภาพฝีมือแรงงาน ไม่เช่นนั้นจะไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยีและตลาดแรงงานในปัจจุบัน ส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นนโยบายหลักในการหาเสียงจะมีการปรับปรุงอย่างแน่นอน แต่ต้องหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลก่อนเพื่อให้ได้ข้อสรุปตรงกัน

ส่วนนโยบายเร่งด่วนของพรรคพลังประชารัฐที่จะเสนอต่อที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาล คือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, และราคาสินค้าเกษตร เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงนโยบายมารดาประชารัฐ นายสนธิรัตน์ ตอบว่า ก็เป็นนโยบายสำคัญ นโยบายหนึ่งที่พรรคหาเสียงไว้เช่นกัน ซึ่งคาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะมีความคืบหน้า และสัปดาห์หน้าจะเสนอนายกรัฐมนตรีให้พิจารณา

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงผู้ที่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีต้องลาออกจาก ส.ส. หรือไม่ นายสนธิรัตน์ตอบว่า น่าจะมีการหารือกันวันนี้ว่าจะให้สมัครใจหรือเป็นมติพรรค แต่เป็นเรื่องภายในพรรคซึ่งมีวิธีการของพรรคอยู่แล้ว ไม่ยาก ส่วนเรื่องการแต่งตั้งผู้ช่วยและเลขาธิการของรัฐมนตรี ยังไม่ถึงขั้นตั้งคณะทำงาน เพราะยังไม่โปรดเกล้าฯ

ขณะที่เรื่องความขัดแย้งภายในพรรค ที่มีสมาชิกจำนวนหนึ่งจะยื่นหนังสือไล่ตนออก นายสนธิรัตน์ ตอบว่า เป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องชี้แจงอะไรแล้ว และตอนนี้สามารถพูดคุยและมองหน้ากันได้ปกติ เรื่องทุกอย่างจบไปแล้ว ส่วนกระแสข่าวการเปลี่ยนยหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคนั้น ตนไม่ทราบ กรรมใการบลริหารพรรคทุกคนก็ยังทำงานอยู่

สรุปประเด็น จากเวทีวิชาการแลกเปลี่ยนความเห็น ‘ลิบรา’ ต่อยอดพัฒนาประเทศยุคดิจิทัล โดย ก.ล.ต.

ประเด็นน่าสนใจ

  • ก.ล.ต. จัดสัมมนาเชิงวิชาการหัวข้อ “Libra ก้าวที่กล้าของเฟซบุ๊ก : ก้าวสู่โลกใหม่ไร้พรมแดน” เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมฟัง ณ สำนักงาน ก.ล.ต. กว่า 400 คน และมียอดผู้เข้าชมเฟซบุ๊กไลฟ์มากกว่า 29,000 ครั้ง เพื่อเป็นเวทีกลางในการแลกเปลี่ยนมุมมองและแบ่งปันประสบการณ์จากผู้ปฏิบัติทั้งจากภาครัฐและเอกชน อันเป็นประโยชน์ต่อการนำไปขยายผลด้านแนวทางการพัฒนาธุรกิจและการกำกับในแวดวงสินทรัพย์ดิจิทัล

นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ก.ล.ต. จัดเสวนาวันนี้เป็น “เวทีวิชาการ” ที่อยากให้ประชาชนได้รับทราบว่า ความเป็นมาของ “ลิบรา” เป็นอย่างไร มีส่วนใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายในประเทศไทย และเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้ปฏิบัติ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลต่อไป

“ก.ล.ต. จะเป็นหน่วยงานที่เปิดรับความคิดเห็นและเสริมสร้างองค์ความรู้ให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเป็นตัวกลางสร้างเวทีวิชาการในประเด็นต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง และพร้อมสนับสนุนการพัฒนา การนำนวัตกรรม เทคโนโลยี มาใช้ในกระบวนการตลาดทุน ขณะที่ ก.ล.ต. เองจะติดตามความคืบหน้าด้านต่าง ๆ และเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลง” เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าว

สำหรับผู้ร่วมเสวนาครั้งนี้ ประกอบด้วย ดร.ภูมิ ภูมิรัตน ที่ปรึกษาสำนักงาน ก.ล.ต.  ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย นักกฎหมายกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ดร. สุมาพร (ศรีสุนทร) มานะสันต์ นิติกรชำนาญการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง นายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ และผู้บริหารสายงานดิจิทัล แบงก์กิ้ง และนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ร่วมก่อตั้งและกรุ๊ปซีอีโอ บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ และนางสาวพราว ลิ่มพงศ์พันธุ์ เจ้าหน้าที่บริการเชิงกลยุทธ์ บริษัท Zipmex Asia โดยมีนางสาวอาจารีย์ ศุภพิโรจน์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเงิน ก.ล.ต. เป็นผู้ดำเนินรายการ

ทั้งนี้ จากการสัมมนาสรุปสาระในประเด็นสำคัญดังนี้ “ลิบรา” ถือเป็นความท้าทายของโลก และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้มีการใช้คริปโทเคอร์เรนซีแพร่หลายยิ่งขึ้น ซึ่งหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องติดตามความคืบหน้าของลิบราและหารือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบควบคู่กับการกำกับดูแลที่เหมาะสม ขณะที่เอกชนมองว่า “ลิบรา” จะอยู่นานหรือไม่ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่โซเชียลมีเดียและคริปโทเคอร์เรนซีจะคงอยู่อีกนาน

ภาพรวมของลิบรา

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2562 เฟซบุ๊ก และพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้ง (founding members) ที่เป็นบริษัทชั้นนำของโลกรวม 28 ราย เช่น วีซ่า มาสเตอร์การ์ด เพย์พาล อีเบย์ และอูเบอร์ ได้เปิดตัวคริปโทเคอร์เรนซีชื่อ “Libra” (ลิบรา) ที่จะเริ่มนำมาใช้ในปี2563 เพื่อให้เป็นเงินดิจิทัลที่ใช้ได้อย่างแพร่หลายทั่วโลกที่เข้าถึงง่าย รวดเร็ว และต้นทุนต่ำ โดยมีลักษณะเป็นสเตเบิลคอยน์ (stable coin) ที่มีมูลค่าตามสินทรัพย์หนุนหลัง ต่างจากคริปโทเคอร์เรนซีอย่างบิทคอยน์ รวมทั้งมีความผันผวนน้อยกว่า

นอกจากนี้ เฟซบุ๊กและพันธมิตรได้จัดตั้งสมาคมลิบราขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีลักษณะเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร เพื่อขับเคลื่อนและดูแลประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับลิบรา เช่น ระบบบล็อกเชน และการบริหารจัดการทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง โดยก่อนเปิดบริการจริง เฟซบุ๊กตั้งใจจะหาพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้งประมาณ 100 ราย มาร่วมลงทุนอย่างน้อยรายละ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วยการออกและเสนอขาย Libra Investment Token (ซึ่งไม่ใช่เหรียญเดียวกันลิบรา คริปโทเคอร์เรนซีที่จะออกมาเป็นกลไกเพื่อการชำระเงิน) รวมถึงเฟซบุ๊กจะจัดตั้ง บริษัทชื่อ Calibra เพื่อเป็นผู้ให้บริการ wallet สำหรับผู้ที่จะใช้ลิบราด้วย

ด้านผลกระทบของลิบรา – โอกาสและความท้าทาย

เนื่องจากมีผู้ใช้บริการเฟซบุ๊กกว่า 2 พันล้านคนทั่วโลก จึงน่าจะมีผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะต่อการโอนเงินข้ามประเทศระหว่างรายย่อย ซึ่งจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถโอนเงินได้ทันทีเหมือนการส่งสติ๊กเกอร์ในไลน์แอปพลิเคชัน ขณะที่ภาคการเงินการธนาคารจะได้รับผลกระทบโดยตรง จึงต้องปรับตัวและหารูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อรองรับ เพราะอาจจะสูญเสียธุรกิจการโอนเงิน อีคอมเมิร์ซจะกลายเป็นโซเชียลคอมเมิร์ซ ที่ทำธุรกรรมผ่านโซเชียลมีเดีย และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็จะเข้าถึงอีคอมเมิร์ซระดับโลกได้ง่ายขึ้น รวมทั้งโซเชียลแบงก์กิ้งจะมาแทนที่โมบายแบงก์กิ้ง นอกจากนี้ อาจมีผู้เล่นรายอื่นเข้ามาแข่งขันกับลิบรา เช่น อาลีบาบา กูเกิล เทนเซ็นต์ และอเมซอน

ผลกระทบต่อภาครัฐ

ภาครัฐอาจไม่สามารถเก็บข้อมูลเพื่อนำไปกำหนดนโยบายด้านการเงินและการคลังได้ เนื่องจากการทำธุรกรรมหรือกิจกรรมต่าง ๆ อาจไม่มีความจำเป็นต้องผ่านผู้ประกอบการหรือตัวกลางที่ภาครัฐกำกับดูแลอีกต่อไป อย่างไรก็ดี ภาครัฐไม่ควรปิดกั้นหรือหยุดยั้งนวัตกรรม  แต่ควรต้องศึกษาและเรียนรู้อย่างใกล้ชิด เพื่อหาทางบริหารจัดการความเสี่ยงให้ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงเชิงระบบ (systematic risk) รวมทั้งเพื่อให้สามารถวางนโยบายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย

ด้านบริบททางกฎหมายและการกำกับดูแล

ลิบราเป็นความท้าทายของหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกซึ่งมีท่าทีที่ค่อนข้างระมัดระวัง แม้จะเปิดใจแต่ยังไม่เปิดรับโดยไร้การกำกับดูแล สำหรับประเทศไทย การกำกับดูแลลิบราโดยใช้กฎหมายในภาคการเงินที่มีอยู่อาจเป็นไปได้ยาก และต้องอาศัยการพิจารณาเพิ่มเติมว่า ลิบราเป็นเงินหรือไม่ ผู้ให้บริการลิบรา หรือ authorized reseller เป็นใครได้บ้าง เข้าข่ายการกำกับดูแลภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่ อาทิ กฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจสถาบันการเงิน การควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน หรือการทำธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) และอาจมีความจำเป็นต้องแก้ไข หรือออกกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อรองรับการกำกับดูแล

ในขณะที่ด้านภาษีมีความจำเป็นต้องมีกระบวนการคิดใหม่  หากจะกำกับดูแล ความท้าทายอยู่ที่การเก็บภาษีจากอีคอมเมิร์ซที่ย้ายไปขายสินค้าและบริการบนเฟซบุ๊ก โดยใช้ลิบราเป็นสื่อกลางในการซื้อขายทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้กรมสรรพากรไม่ได้รับข้อมูลสำหรับการกำกับดูแล

สำหรับการกำกับดูแลภายใต้ พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.) การออกและเสนอขายLibra Investment Token (ไม่ใช่ลิบราที่เป็นคริปโทเคอร์เรนซี) ซึ่งหากจะเสนอขายในประเทศไทยจะต้องมาขออนุญาต  อย่างไรก็ดี กรณีดังกล่าวมีความเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากผู้ที่จะสามารถลงทุนใน Libra Investment Token ได้ต้องเป็นสมาชิกของสมาคมลิบรา ซึ่งกำหนดคุณสมบัติของบริษัทที่จะเข้าร่วมไว้สูงมากและไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปลงทุนใน Libra Investment Tokenและ 2.) การขออนุญาตประกอบธุรกิจตัวกลาง (ศูนย์ซื้อขาย นายหน้า หรือผู้ค้า) ที่แสดงตนว่าจะให้บริการรับซื้อขายแลกเปลี่ยนลิบราในไทย

การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 

ภาครัฐควรเข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแลเพื่อป้องกันภัยคุกคามต่อความเป็นส่วนตัว และให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อให้เกิดความตระหนักในเรื่องดังกล่าว สำหรับประเทศไทยซึ่งมีกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลใช้บังคับแล้วนั้น ก่อนที่ภาคธุรกิจจะสามารถนำข้อมูลไปใช้ได้ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใช้บริการก่อน มิเช่นนั้นจะมีความผิดตามกฎหมาย

ความเสี่ยงและข้อควรระวังสำหรับประชาชน 

หากมีผู้ฉวยโอกาสแอบอ้างหรือชักชวนให้ไปลงทุนในโครงการลิบรามีความเป็นไปได้สูงมากว่าเป็นการหลอกลวง เนื่องจากประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึง Libra Investment Token ได้  ส่วนลิบราที่เป็นคริปโทเคอร์เรนซีก็ยังไม่เปิดให้บริการจริงในปัจจุบัน