เปิดคลิปเก๋งมักง่าย กลับรถในบ้านคน ทำข้าวของเสียหาย แต่ปัดรับผิดชอบ

ประเด็นน่าสนใจ

  • คลิปเก๋งมักง่ายเลี้ยวกลับรถในบ้านคน
  • เหยียบข้าวของได้รับความเสียหาย แต่ปฏิเสธไม่รับผิดชอบ
  • การกระทำลักษณะนี้เข้าข่ายบุกรุกเคหะสถานโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • โทษบุกรุก คุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

วันนี้ (9 ก.ค. 2562) โลกออนไลน์ได้เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลังปรากฏคลิปรถเก๋งคันหนึ่งขับมาตามถนน ก่อนที่ถือวิสาสะขับเข้าบ้านของชาวบ้านที่อยู่ริมถนนเพื่อใช้เป็นที่กลับรถ จนทำให้กะละมังที่วางอยู่หน้าบ้านถูกเหยียบจนแตก แต่พอสอบถามถึงความรับผิดชอบคนขับรถคันดังกล่าวกลับปฏิสเธหน้าตาเฉย

โดยคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านผู้ใช้เฟซบุ๊ก Nujee Homsiang ที่เผยให้เห็นว่า ระหว่างที่เจ้าของบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ติดถนน เปิดประตูทิ้งไว้หลังจากขี่รถจักรยานยนต์เข้าบ้าน จู่ๆ ได้มีรถเก๋งคันหนึ่งขับซุกหน้าเข้ามาในบ้านเพื่อใช้เป็นที่กลับรถ

ทำให้ล้อหน้าของรถเหยียบกละมังที่วางอยู่แตกได้รับความเสียหาย จากนั้นเจ้าของบ้านจึงเข้าไปสอบคนขับรถถึงการกระทำที่เกิดขึ้น และให้รับผิดชอบต่อข้าวของที่เสียหาย แต่คนขับรถคันดังกล่าวกลับปฏิสเธที่จะรับผิดชอบ ก่อนจะยกมือไหว้และขับรถออกไป พร้อมระบุข้อความว่า

อย่าปล่อยให้หน้าบ้านของคุณมีพื้นที่ว่าง……… เข้ามากลับรถถึงประตูหน้าบ้าน (ห้องเช่า) แล้วเหยียบข้าวของเสียหาย……พอบอกว่าเข้ามาทำอะไรใช่ที่กลับรถหรือเปล่าข้าวของเสียหาย ใครจะชดใช้ คนขับรถ****ทำไมต้องชดใช้

คือ อะไร คุณขึ้นมากลับรถถึงหน้าประตูห้องเค้าแล้วยังทำข้าวของเสียหาย แล้วบอกว่าทำไมต้องชดใช้คือ……คุณ………. —–ประด็น คือ มันใช่ที่กลับรถรึเปล่า——-
*สุดท้ายก็ยกมือขอโทษ ให้ภาพมันเล่าเองดีกว่า ภายในรถประกอบชายไทย ประมาณ 3-4 คน

ทั้งนี้เมื่อคลิปดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของคนขับรถเก๋ง พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าทำไมคนเราในสมัยนี้ถึงขาดสามัญสำนึกเอาความสบายของตัวเองเป็นที่ตั้ง

แต่ไม่นึกถึงความเดือดร้อนของคนอื่น เพราะถ้าหากตอนนั้นเป็นเด็กเล็กนั่งอยู่ไม่ใช่กะละมังอะไรจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็แนะนำว่าเหตุการณ์นี้หากจำทะเบียนรถได้ก็สามารถแจ้งความในข้อหาบุกรุกได้

เปิดข้อกฎหมายบุกรุกเคหะสถาน

โดยในทางกฎหมายการบุกรุกเข้าไปยังเคหะสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันควร ถือว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนี้

มาตรา 362 ผู้ใดเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น เพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 363 ผู้ใดเพื่อถือเอาอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเป็นของตนหรือของบุคคลที่สาม ยักย้ายหรือทำลายเครื่องหมายเขตแห่งอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 364 ผู้ใดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เข้าไปหรือซ่อนตัวอยู่ในเคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์หรือสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่น หรือไม่ยอมออกไปจากสถานที่เช่นว่านั้นเมื่อผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ให้ออก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 365 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 362 มาตรา 363 หรือมาตรา 364 ได้กระทำ
(1) โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
(2) โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป หรือ
(3) ในเวลากลางคืน
ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 366 ความผิดในหมวดนี้ นอกจากความผิดตามมาตรา 365 เป็นความผิดอันยอมความได้

พาณิชย์ ประกาศห้ามนำเข้ารถยนต์ส่วนตัวใช้แล้วบังคับใช้ 10 ธ.ค.นี้

ประเด็นน่าสนใจ

  • กระทรวงพาณิชย์ ออกประกาศห้ามนำเข้ารถยนต์ส่วนตัวใช้แล้ว
  • มีผลบังคับใช้ 10 ธันวาคม 2562
  • มาตรการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อป้องกันปัญหามลพิษและการหลบเลี่ยงมาตรการควบคุม

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ออกประกาศกำหนดให้รถยนต์ใช้แล้วเป็นสินค้าที่ต้องห้าม หรือต้องขออนุญาตในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 10 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป โดยกำหนดให้รถยนต์นั่งที่ใช้แล้วเพื่อใช้เฉพาะตัวเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้า เพื่อป้องกันปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยบนท้องถนน รวมถึงแก้ไขปัญหาการหลบเลี่ยงมาตรการควบคุมและปรับลดขั้นตอนการทำงานเพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนตามนโยบายรัฐบาล

สำหรับรถยนต์ประเภทอื่น กรมฯ จะถ่ายโอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำกับดูแล ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ยังคงกำกับดูแลรถยนต์ลักษณะพิเศษเพื่อใช้ในกิจการของตนเอง (รถเครน) และรถยนต์ที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การสาธารณกุศลได้รับบริจาค (รถพยาบาล และรถดับเพลิง)

ผู้ที่ประสงค์จะนำเข้ารถยนต์ใช้แล้ว ตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภท 87.01 (ยกเว้นรถหัวลาก) ประเภท 87.02 ประเภท 87.03 (ยกเว้นรถพยาบาล) ประเภท 87.04 และรถยนต์โบราณตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภท 97.06 ภายใต้ประกาศและระเบียบฉบับเดิม ต้องนำเข้าภายในวันที่ 9 ธันวาคม 2562

สำหรับขั้นตอนการขออนุญาตนำเข้า หากผู้นำเข้าแสดงหลักฐานและเอกสารประกอบคำขอได้ครบถ้วนสมบูรณ์ กรมฯ จะใช้เวลาในการพิจารณาอนุญาตไม่เกิน 25 วัน โดยจะต้องได้รับใบอนุญาตก่อนนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร และใบอนุญาตนำเข้าจะมีอายุไม่เกินวันที่ 9 ธันวาคม 2562 เท่านั้น

สำหรับรถยนต์ใช้แล้วที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้ามา ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวหรือนำเข้ามาเพื่อปรับสภาพแล้วส่งออกก่อนวันที่ประกาศกระทรวงฯ ปี 2562 จะใช้บังคับ ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดจนกว่าจะพ้นภาระและความรับผิดชอบตามกฎหมาย

สาวโพสต์ นวย เก็บกระเป๋าส่งคืน เข้าพบ พงส.ปอท.รับทราบข้อหา พรบ.คอมพ์

ประเด็นน่าสนใจ

  • สาวแม่ค้าออนไลน์ที่โพสต์ นวย เก็บเป๋าส่งคืน เข้าพบ พงส.ปอท.รับทราบข้อหา พรบ.คอมพ์ 14(1) นำข้อมูลอันเป็นเท็จฯ เข้าสู่ระบบคอมพ์
  • ข้อหานี้ มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสน หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • เจ้าตัวยังยืนยันเป็นเรื่องจริง ขอใช้สิทธิต่อสู้คดีในชั้นศาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (8 ก.ค.) เวลาประมาณ 15.00 น. หญิงสาวเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กผู้โพสต์ “นวย เก็บกระเป๋า” พร้อมทีมทนายความ 2 คน เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.ปิยวัฒน์ ปริญญา รอง สว.(สอบสวน)กก.3 บก.ปอท.เพื่อรับทราบข้อกล่าวหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มาตรา 14 (1) โดยผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ และยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความจริง ขอใช้สิทธิต่อสู้คดีในชั้นศาล

สำหรับคดีนี้สืบเนื่องจากกรณีที่เจ้าของบัญชีเฟซบุ๊ก เป็นผู้หญิงมีอาชีพแม่ค้าออนไลน์คนหนึ่งโพสต์ข้อมูลอ้างว่าทำกระเป๋าหรูหาย…แล้ว”นวย” ซึ่งเป็นกรรมกรก่อสร้าง เก็บกระเป๋าที่หายได้และส่งคืนให้เธอ โดยโพสต์เฟซบุ๊กบอกเล่าเรื่องราว หลังจากที่เธอทำกระเป๋าแบรนด์หรูหล่นหาย ปรากฏว่ามีคนเก็บไว้ได้แล้วส่งคืนทางไปรษณีย์ โดยของข้างในกระเป๋าอยู่ครบ ขาดแค่เงินเพียง 200 บาท เท่านั้น ที่หายไป

โดยผู้ที่เก็บกระเป๋าไว้ได้แล้วส่งคืน ใช้ชื่อว่า “นวย” เขียนข้อความในกระดาษ ระบุว่า “ผมเจอตกที่กำแพง ผมเป็นคนดี แต่ผมจน ผมขอค่าเหล้า 1 ขวด ค่าไปรษณีย์ ค่าเสียเวลา 200 ไม่รู้ว่าใครคือผม ผมสบาย ปิดทองหลังพระ นวย” ต่อมาหญิงสาวดังกล่าวยังได้โพสต์ยืนยันอีกว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องจริง โดยอ้างว่าสามารถติดต่อ “นวย” ทางโทรศัพท์ได้ โดยโพสต์เพิ่มเติมว่า

” นวย รับสายครั้งแรก บอกว่า ยุ่งอยู่ งานยุ่ง เทปูนก่อนนะ นวยรับสายครั้งล่าสุดบอกว่า ไม่ต้องการเงิน ไม่มีเลขบัญชี ไม่รู้ที่อยู่ เพราะอยู่แคมป์คนงานก่อสร้าง ถ้าอยากตอบแทน #ผมขอเหล้าขาวสองขวดพอคับ ปล.ผมตรวจหวยให้แล้ว มันบ่ถูกเด้อคับ #รักนวยไปอี้กกกกก #ให้เหล้าเท่ากับแช่ง แต่ถ้านวยต้องการ #นวยจะได้เหล้าค่ะ #นวยแน่มาก!!

จนมีเสียงเรียกร้องจากชาวเน็ตให้พา “นวย” มาปรากฏตัวต่อสาธารณชน เพื่อคลายข้อสงสัยว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เนื่องจากหญิงสาวเจ้าของโพสต์เป็นแม่ค้าออนไลน์ อาจมีเจตนาอย่างอื่นแอบแฝง

จากนั้น ชาวเน็ตได้มีการแชร์เรื่องราวมากมาย จนเกิดเป็นกระแสดรามา จนโลกโซเชียลสงสัยตั้งข้อสังเกตวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง ล่าสุดบัญชีเฟซบุ๊ก ดังกล่าวได้ปิดไปแล้ว

ซึ่งในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเป็นที่สนใจของประชาชน และอาจเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ สร้างความสับสนในสังคม พล.ต.ต.ไพบูลย์ น้อยหุ่น ผบก.ปอท. จึงสั่งการให้ พ.ต.อ.ขวัญชัย พัฒรักษ์ ผกก.3 บก.ปอท. สืบสวนสอบสวน มีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว จนเชื่อว่าเรื่องราวดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจริง จึงมอบหมายให้ พนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอท.ออกหมายเรียกหญิงสาวเจ้าของโพสต์กระเป๋าหาย ให้มาพบพนักงานสอบสวน วันที่ 29 มิ.ย.ก่อนจะขอเลื่อนอ้างเหตุผลว่าป่วยไม่สบายไม่สามารถมาพบพนักงานสิบสวนได้

ก่อนจะเลื่อนมาพบในวันนี้ เพื่อให้มาชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งการกระทำดังกล่าว เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (1)โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท.

สำหรับคดีนี้ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท. ฐานะโฆษก บก.ปอท. กล่าวว่าผู้ต้องหาได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเมื่อวานนี้รับทราบข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มาตรา 14 (1) ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (1)โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา
สำหรับการให้การปฏิเสธนั้น เป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา เป็นเรื่องในคดีที่ต้องมีการต่อสู้พิสูจน์ความจริงตามพยานหลักฐานในชั้นศาลต่อไป

ตนอยากจะฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังใช้สื่อโซเชียล โดยเฉพาะการโพสต์หรือส่งต่อข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ต้องคิดและตรวจสอบข้อมูลก่อนโพสต์ ควรโพสต์สิ่งที่เป็นความจริง ไม่สร้างความสับสนให้กับสังคม เพราะหากที่นำข้อมูลที่เป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีเจตนาทุจริต และอาจเกิดความเสียหายกับประชาชน อาจเข้าข่ายความผิดที่จะถูกดำเนินคดีตามฐานความผิดดังกล่าวได้ จะมาอ้างที่หลังว่าไม่รู้กฎหมาย หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์คงไม่ได้ เพราะกฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดเจน