เวิลด์แบงก์หั่นจีดีพีไทย เหลือ 3.5% เหตุสงครามการค้า-กังวลรัฐบาลผสม ด้านรายได้ท่องเที่ยวคาดโตแค่ 4.3%

ประเด็นน่าสนใจ

  • ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์จีดีพีไทยปี 2562 เหลือ 3.5% จากเดิม 3.8%
  • ปัจจัยสำคัญคือ ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ประกอบกับความกังวลต่อความมั่นคงของรัฐบาลผสม 19 พรรค และความตึงเครียดด้านสงครามการค้า
  • ขณะที่กองเศรษฐกิจท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คาดการณ์ว่า รายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศไทยปีนี้จะขยายตัวเพียง 4.3% ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของ ททท. ก่อนหน้านี้ที่ 9.5%

ธนาคารโลก (World Bank) เปิดตัวรายงานเศรษฐกิจไทยฉบับล่าสุด ซึ่งระบุว่า ในช่วงต้นปี 2562 เศรษฐกิจไทยเริ่มเติบโตช้าลงท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอการเติบโตลงจาก 4.1% ในปี 2561 มาอยู่ที่ 3.5% ในปี 2562 นี้ ลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.8%

ขณะที่การส่งออกไทยหดตัวเหลือ 4% ในไตรมาสแรกของปี 2562 นับเป็นการหดตัวไตรมาสแรกในรอบสามปี การลงทุนภาคเอกชนและการบริโภคของครัวเรือน ยังคงเติบโตใกล้เคียงกับระดับสูงสุดที่เคยมีมาในรอบสามปีที่ผ่านมา โดยได้รับปัจจัยบวกจากอัตราเงินเฟ้อต่ำ การเพิ่มการจ้างงาน  และการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อมาใช้ดำเนินการ ขณะเดียวกันการลงทุนภาครัฐลดลง เนื่องจากการดำเนินการโครงการลงทุนขนาดใหญ่ชะลอตัว อันเนื่องมาจากการเลือกตั้งที่ล่าช้า มีผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวลดลงที่ 2.8% ในไตรมาสแรกของปี 2562 ซึ่งเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่า 3% เป็นครั้งแรกนับจากกลางปี 2558

อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตสูงขึ้นจาก 3.5% ในปี 2562 เป็น 3.6% และ 3.7% ในปี 2563 และ 2564 ตามลำดับ

ทั้งนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อเป็นความเสี่ยงที่สำคัญของแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในอนาคต ความกังวลที่มีต่อความมั่นคงของรัฐบาลผสมที่เกิดจาก 19 พรรคการเมืองมีผลด้านลบต่อนักลงทุนและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค รวมถึงอาจมีผลต่อความล่าช้าในการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาลให้ทันกำหนดการที่วางไว้ นอกจากนี้แล้วยังมีปัจจัยภายนอกได้แก่ ความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนอย่างต่อเนื่องอาจมีผลให้ความต้องการสินค้าส่งออกจากประเทศไทยลดลง และไม่ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชนในอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออกเป็นหลัก

ขณะที่กระทรวงการคลังรายงานภาวะเศรษฐกิจรายสัปดาห์ระหว่างวันที่ 1 – 5 กรกฎาคม 2562 อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือน มิ.ย. 62 ขยายตัวร้อยละ 0.87 ต่อปี ชะลอตัวลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ของปี 62 โดยปัจจัยบวกที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น คือ สินค้ากลุ่มอาหารสด โดยสูงขึ้นร้อยละ 6.35 ตามการสูงขึ้นของผักและผลไม้ ข้าวสาร และเนื้อสุกร เป็นสำคัญ ส่วนปัจจัยลบคือ สินค้าในกลุ่มพลังงานที่หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยลดลงร้อยละ -3.86 ตามราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานขยายตัวร้อยละ 0.48 ต่อปี

ด้านกองเศรษฐกิจท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คาดการณ์ว่าตลอดปีนี้ประเทศไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมทั้งสิ้น 3.2 ล้านล้านบาท โดยขยายตัวเพียง 4.3% ซึ่งเป็นรายได้ที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ล่าสุดของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ถึง 180,000 ล้านบาท ตามที่ ททท.คาดว่าตลอดปีนี้จะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ทั้งสิ้น 3.38 ล้านล้านบาท ขยายตัว 9.5% จากปีที่ผ่านมา

“ศรีสุวรรณ” ร้อง สตง. สอบเจ็ตหรูบริการ “ประวิตร”

ประเด็นน่าสนใจ

  • ศรีสุวรรณ จรรยา เตรียมยื่นคำร้องต่อ สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ให้ตรวจสอบเครื่องบินเจ็ตหรู
  • โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกมาชี้แจงกรณีเครื่องบินเจ็ตหรูไม่ได้เลือกให้บริการเฉพาะ พล.อ.ประวิตร รองนายกรัฐมนตรี เพียงเท่านั้น แต่ยังใช้ปฏิบัติภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นประจำอยู่แล้ว

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะ เดินทางด้วยเครื่องบินเจ็ตของกองบินตำรวจ เพื่อไปมอบโฉนดที่ดินให้กับประชาชนที่ จ.ลพบุรี

โดย พล.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้จัดเตรียมเครื่องบินเจ็ต Dassault Falcon 2000S RTP 33-742 ซึ่งเป็นเครื่องบินเจ็ตลำแรกของกองบินตำรวจ ที่เพิ่งเข้าประจำการเมื่อช่วงปลายปี 2561 และมีการแชร์ภาพแอร์โฮสเตส ยืนต้อนรับคณะจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากในสื่อสังคมออนไลน์ และต่อมามีการเปิดเผยราคาเครื่องบินลำดังกล่าวว่าสูงถึง 1,145,286,800 บาท

สำหรับประเด็นที่น่าสนใจคือมีความจำเป็นเพียงใดที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องมีเครื่องบินหรูประเภทนี้ เนื่องจากปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีเครื่องบินใช้ในภารกิจอยู่แล้วถึง 71 เครื่อง ซึ่งสามารถนำมาใช้งานได้ดีอยู่แล้ว

ที่สำคัญคือเครื่องบินเจ็ตรุ่นนี้ ราคาที่ซื้อขายทั่วไปเพียง 898,500,000 บาทเท่านั้น แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับซื้อหามาราคาสูงถึง 1,145,286,800 บาท จึงมีข้อสงสัยว่าทำไม ประเทศไทยจึงชอบซื้อของที่มีราคาแพง หรือมีอะไรพิเศษที่ไม่บอกความจริงกับประชาชน

ด้วยเหตุสงสัยดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำความไปร้องเรียนต่อสตง. เพื่อขอให้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน 2561 ประกอบ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 ในการตรวจสอบว่าการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดซื้อจัดหาเครื่องบินเจ็ตดังกล่าวมา เป็นการใช้เงินอย่างคุ้มค่า หรือส่อไปในทางทุจริตหรือไม่ โดยจะเดินทางไปยื่นคำร้อง ณ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน

ด้านพล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมากล่าวว่า เครื่องบินเจ็ทลำดังกล่าว ไม่ได้ใช้สำหรับภาระกิจของ พล.อ.ประวิตร เท่านั้น พร้อมยืนยันว่าใช้ปฏิบัติภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นประจำอยู่แล้วตามปกติทั้งการตรวจเยี่ยมหน่วย การปฏิบัติการกวาดล้างตรวจค้นยาเสพติด การป้องกันอาชญากรรมการสืบสวน และงานความมั่นคงต่างๆ

ทั้งนี้เครื่องบินลำดังกล่าวมีความเหมาะสมในทุกสภาพอากาศ และมีเพียง 10 ที่นั่ง รวมทั้งเหมาะสำหรับพื้นที่สนามบินที่มีรันเวย์ขนาดสั้น โดยเฉพาะสภาพภายในเหมือนเครื่องบินขนาดทั่วไป ส่วนภาพที่ปรากฎในสื่อเป็นภาพตัดต่อไม่ตรงกับความจริง

ดราม่าทูตอังกฤษวิจารณ์ ‘ทรัมป์’ โง่

ประเด็นน่าสนใจ

  • เกิดกระแสดราม่าระหว่างอังกฤษและสหรัฐฯ หลังเอกสารบันทึกทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯ ที่เตรียมรายงานกลับไปยังรัฐบาล ถูกเผยแพร่ไปสู่สาธารณชน
  • เอกสารฉบับนี้ มีเนื้อหาวิจารณ์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่สหรัฐฯ ว่า ‘โง่เขลา’
  • ทรัมป์ ได้ออกมาตอบโต้ทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯรายนี้ ว่าเซ่อและไร้ประสิทธิภาพ

เกิดกระแสดราม่าระหว่างอังกฤษและสหรัฐฯ หลังเอกสารบันทึกทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯ ที่เตรียมรายงานกลับไปยังรัฐบาล ถูกเผยแพร่ไปสู่สาธารณชน โดยในเอกสารดังกล่าว มีเนื้อหาวิจารณ์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ว่า ‘โง่’

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าว กรณีมีเอกสารบันทึกการทูตของนายเซอร์คิม แดร์รอค เอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ ที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าโง่เขลา โดยระบุว่า การบริหารประเทศของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ และการทำงานภายในทำเนียบขาวผิดวิสัยทำให้เกิดความแตกแยก

บันทึกของทูตอังกฤษที่หลุดออกมานั้น เป็นเอกสารที่นายแดร์รอค เตรียมส่งก็เพื่อรายงานต่อรัฐบาลอังกฤษ โดยรายงานระบุว่า เอกสารหลายฉบับมีเนื้อหาระบุถึงวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีทรัมป์ที่จะหมดสมัยในอีกไม่ช้า อาจจะจบลงแบบไม่เป็นท่า และสร้างความน่าอับอายให้กับชาวสหรัฐฯ

นอกจากนี้บันทึกดังกล่าวยังชี้ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์มีโอกาสเป็นไปได้ที่เขาจะกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยหน้าในการเลือกตั้งต่อไป แม้ว่าจะสูญเสียคะแนนนิยมก่อนหน้านี้

ทั้งนี้หลังเอกสารดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกมาแล้ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาตอบโต้นายแดร์รอค ว่าเซ่อและไร้ประสิทธิภาพ ทั้งยังเผยว่าสหรัฐไม่นิยมเอกอัครราชทูตอังกฤษรายนี้ เพราะเขาทำหน้าที่ได้ไม่ดี

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษเผยว่า กระทรวงจะทำการสอบสวนเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ โดยจะมุ่งเน้นหาที่มาของการเผยแพร่ข้อมูลนี้