คนวงการบันเทิง กับความเห็นทางการเมือง ‘คำพูดหนึ่งคำ มันดังกว่าคนอื่น’

ช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา การเมือง กลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเปราะบางในสังคมไทย เนื่องจากมีการแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายมาอย่างยาวนาน จนยากจะต่อกันติด และในบางครั้งการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมันก็เปรียบเหมือนการฆ่าตัวตาย โดยเฉพาะกับบุคคลสาธารณะ

ครั้งหนึ่ง กลุ่ม กปปส. เคยออกมารวมตัวขับไล่รัฐบาลในสมัยนั้น จนกระทั่งเกิดการรัฐประหาร 2557 ที่มีทั้งเหล่าดารา นักแสดง พิธีกร ผู้จัดละคร และคนมีชื่อเสียงในวงการบันเทิงจำนวนมาก ออกมาแสดงจุดยืนทางการเมืองอย่างชัดเจน

แต่ขณะนี้ หลายคนคงได้เห็นถึงกระแสการเมืองที่ค่อนข้างรุนแรงมากขึ้นในเรื่องของการแสดงความคิดตั้งแต่มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ยกตัวอย่างกรณี ปั้นจั่น ปรมะ อิ่มอโนทัย ที่ได้มีการโพสต์ข้อความทำนองว่า อย่าบ่นมาก ทำมาหากินต่อไป ไม่ใช่กินเหล้าปาร์ตี้มันทุกคืน ซึ่งขณะนั้น ภาพยนตร์เรื่อง รัก 2 ปียินดีคืนเงิน ที่เจ้าตัวเป็นนักแสดงนำ กำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ทำให้ถูกสังคมแบนไม่มีใครเข้าดูจนต้องออกมาขอโทษ

“คสช อยู่มา 4-5 ปี บอกสืบทอดอำนาจ ได้อยู่ต่ออีก 3 ปี ก็ยังบอกสืบทอดอำนาจ แล้วไอ้ที่สืบๆ กันมาจนลูกจบนอกขับรถซุปเปอร์คาร์นี่มันยังไง ตรูไม่เห็นจะมีนักการเมืองใช้ชีวิตธรรมดาสักคน ต้นทุนบางคนที่ได้มาพ่อแม่ก็เอามาจากภาษีประชาชนทั้งนั้น ฉะนั้นอย่าบ่นมาก ทำมาหากินไปมีเยอะก็เอาไปช่วยคนอื่นละกัน ทำบุญเยอะๆ ไม่ใช่แ_กแต่เหล้าปาร์ตี้มันทุกคืน”

จะเห็นได้ว่า ระยะเวลา 5 ปี ที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เข้ามาบริหารประเทศหลังการรัฐประหาร นับเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานพอสมควร ที่ทำให้กลุ่มคนรุ่นใหม่หันมาสนใจการเมืองมากขึ้น จนทำให้เกิดการแสดงออก เฉกเช่นเดียวกับกรณีของกลุ่มคนบันเทิง ที่เคยออกมาร่วมกลุ่มกับ กปปส.

และอีกหนึ่งคนที่กำลังมีกระแสอยู่ในขณะนี้ เพชร กรุณพล เทียนสุวรรณ หลังเจ้าตัวออกมาพูดถึงกรณีที่ตนเองเคยออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่สวนกระแส จนถูกถอดออกจากละครถึง 2 เรื่อง ซึ่งทาง MONO 29 ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าว

Q: ตอนนั้นคิดอะไรถึงตอบรับไปขึ้นเวทีเสวนาเกี่ยวกับการเมือง

ตอนนั้นสนใจการเมืองมาพักใหญ่แล้ว จนมีการติดต่อมาถามว่า สนใจมีเรื่องอะไรจะพูดบนเวทีไหม เราก็คิดว่าทุกคนตอนนี้พูดถึงแต่เรื่องแง่ร้าย Hate Speech (เฮทสปีช) ค่อนข้างเยอะ เราอยากพูดถึงว่า อยากเห็นเมืองไทยเป็นยังไง เราอยากสะท้อนมุมมองของวงการบันเทิงที่เห็นว่า เมืองไทยเป็นแบบไหน ก็เลยไปพูดแค่นั้นเอง พอดีมันมีคำถามว่า อยากให้ลุงอยู่ต่อไหม เอาตามความรู้สึกไปเลย ก็เลยพูดออกไปแบบนั้น จะให้อยู่ต่อทำไม

Q: ตกใจกับกระแสออนไลน์ถึงกรณีนี้ไหม?

ไม่ตกใจ แต่ตกใจที่คนแชร์ไปค่อนข้างเยอะมากกว่าว่า คนสนใจการเมืองเยอะขนาดนี้เลยเหรอ

Q: หลังจากพูดออกไปมีผลกระทบต่อชีวิตอะไรไหม?

ไม่มี มีคนด่าบ้าง ชมบ้าง เป็นปกติของปุถุชนคนธรรมดา ที่ทำอะไรแล้วไม่มีคนชอบร้อยเปอร์เซ็นหรือเกลียดร้อยเปอร์เซ็นต์

Q: คุณเพชร พูดว่า คสช. เข้ามายุติความขัดเเย้ง แอบเห็นด้วยตอนแรก?

ไม่ได้เห็นด้วยกับการปฏิวัติ แต่เห็นด้วยว่า เลิกทะเลาะกันซะทีเถอะ มีกรรมการเข้ามาแม้กรรมการจะไม่ถูกต้อง แต่ก็คิดว่ามันไม่ควรปฏิวัติอยู่ดีนั่นแหละ ส่วนตัวไม่เคยขึ้นเวทีทางการเมืองฝ่ายไหนเลย มีแค่เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นที่เชิญมาตนก็ไป

Q: ส่งผลกระทบมากสุดตอนไหน?

มากสุดตอนออกไปชวนให้เลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. เมื่อ 5 ปีที่แล้ว แล้วคนในวงการบันเทิงที่เห็นต่างกับเราเขาก็เริ่มไม่สุงสิงด้วย เคยถูกถอดจากละครสองเรื่องด้วย แต่ก็ไม่เป็นไร ชีวิตต้องดำเนินต่อไป ผู้จัดไม่ได้ให้เหตุผล แค่บอกว่าไม่ชอบแนวความคิดทางการเมืองเราที่แตกต่างจากเค้า ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ของเขา สิทธิ์ของเจ้าของเงินเป็นคนเลือกว่าจะเอาเงินไปให้กับใครเท่านั้นเอง

สำหรับเราหากเราความเห็นไม่ตรงกัน หน้าที่ความรับผิดชอบกับความคิดเห็นมันแตกต่างกันนะ ถ้าได้รับหน้าที่แล้วก็ต้องทำให้เต็มความสามารถที่ต้องทำ เรื่องบางเรื่องอย่างเรื่องการเมือง ผมคิดว่า เราสามารถคุยกันได้ แต่ถ้าคุยกับคนนี้แล้วคนนี้ความเห็นไม่ตรง เราก็แค่ไม่คุยประเด็นนี้เท่านั้นเอง คนไทยส่วนใหญ่พอเห็นแตกต่างกันก็อยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว ทั้งๆ ที่ลืมไปหรือเปล่าว่า ไม่ว่าใครจะขึ้นมาหรือลงไป เราก็ยังอยู่ข้างๆ กัน ถ้าเราได้ผู้นำที่เก่งมันก็จะสามารถทำให้เราได้องค์ประกอบส่วนรวมของประเทศมันยกขึ้นมาได้ แต่เราเลือกที่จะรักคนแตกต่างกันแล้วเลิกคบกัน ผมว่ามันตลกมาก

Q: สถานการณ์ตอนนี้มองว่าเป็นยังไง คิดว่าจะสงบไหม จะอยู่ร่วมกันได้หรือยัง?

คิดว่ามันคงดีขึ้นจากเดิมที่พูดอะไรกันมากไม่ได้ วันนึงถ้าตั้ง ครม. เสร็จ ทุกอย่างก็เป็นประชาธิปไตย การเป็นประชาธิปไตยเราต้องมีสิทธิเสรีภาพในการที่จะวิจารณ์ ตรวจสอบได้ ทุกอย่างต้องอยู่ในครรลองของกฎหมาย ไม่ใช่ว่าตรวจสอบแล้วใช้ความรุนแรง หรือเอาข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบเพื่อให้คนอื่นเชื่อ แบบนั้นก็มีความผิดตามกฎหมายอยู่แล้ว

Q: พอมีรัฐบาลใหม่ คุณเพชร ก็พร้อมจะวิพากษ์วิจารณ์ในฐานะประชาชนเหมือนเดิม?

อยากให้คนพูดอภิปรายด้วยหลักการและเหตุผลมากกว่าอารมณ์ จะเห็นว่าอะไรก็ตามที่เราไม่ถูกใจผิดจากที่เราคิด เราจะด่าก่อนเลย ใช้ตัวเองเป็นศาล ตัดสินสิ่งไหนผิดถูก ต้องดูข้อมูลรอบด้าน ครบถ้วน คนที่อ่านหนังสือเล่มเดียวกับสิบเล่มย่อมมีความคิดเห็นที่ต่างกันอยู่แล้ว

Q: คิดจะเล่นการเมืองไหม มีคนสนับสนุนไหม

เราสนใจการเมือง แต่เราไม่คิดเล่นการเมือง เพราะเราคิดว่าการเมืองไม่สามารถเลี้ยงชีวิตเราได้ ส่วนใหญ่นักการเมืองก็รวยอยู่แล้ว แต่สำหรับพวกเราที่ ไม่ได้มีเงินเก็บ ค่าใช้จ่ายของเรามีเกินกว่ารายได้ของนักการเมืองที่มี ก็ไม่มีซัพพอร์ต ซึ่งไม่คุ้มต่อความเชื่อ

Q: มองคนอื่นที่ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร?

บุคคลสาธารณะ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักแสดงก็ได้ การแสดงความเห็นใดๆ ควรจะเป็นพื้นฐานของข้อเท็จจริงและใช้คำสุภาพ เพราะว่าคนติดตามเยอะ การพูดคำหนึ่งคำมันดัง ดังกว่าคนอื่นๆ ที่คนติดตามไม่กี่ร้อย เพราะฉะนั้นการพูดเสียงดังๆ มันต้องใช้ความคิดเยอะๆ บางครั้งเราใช้อารมณ์ สะใจ ดูเก๋า ดูเกรียนแล้วคิดว่ามันจะเท่ แต่อย่าลืมว่าเหรียญมีสองด้าน มีดีกะเลว ยังไงก็ต้องมีคนชอบและคนไม่ชอบ ต้องถามตัวเองก่อนโพสต์ว่า รับได้ไหมถ้ามีคนไม่ชอบกะความคิดนี้ หากรับได้ก็ทำเลยเพราะเป็นสิทธิของคุณ

ขณะเดียวกันการที่คุณทำสิทธิ์ของคุณก็ต้องไม่ก้าวข้ามก้าวล่วงสิทธิ์ของบุคคลอื่นในการแสดงความคิดเห็นเช่นกัน ผมว่าดารา คนมีชื่อเสียง มีสิทธิโพสต์ทุกอย่าง แต่ต้องคิดเยอะๆ ดีๆ ก่อนเท่านั้นเอง ทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นและถูกกล่าวว่าตำหนิ แต่ถ้ามันเลยเส้นของตำหนิเป็นหมิ่นประมาทให้ข้อมูลเท็จ ก็ให้กฎหมายตัดสินดีกว่า เพราะมันมีกฎหมายหมิ่นประมาทซึ่งหลายคนอาจจะมองข้าม แต่ผมฟ้องไปหลายคนแล้วสำหรับคนที่กล่าวหา คนที่ยอมโพสต์ขอโทษก็จบ แต่ไม่ขอโทษก็แจ้งอยู่ในชั้นศาล

ทุกคนเคยผิดพลาด หากผิดสำนึกขอโทษอย่างจริงใจด้วยเหตุผล ไม่ขอไปที คนไทยเป็นคนที่อะลุ่มอล่วยรู้แล้วขอโทษด้วยความจริงใจ ทุกคนก็พร้อมให้อภัย

ทั้งนี้ หลังจากเกิดประเด็นดังกล่าวขึ้นทาง MThai ได้สอบถามความคิดเห็นจากแฟนเพจว่า คิดเห็นอย่างไร เมื่อคนบันเทิงออกมาแสดงความคิดเห็น “เรื่องการเมือง” ซึ่งโดยส่วนใหญ่เผยว่า เป็นสิทธิ์ที่ทำได้ แต่การแสดงความเห็นนั้นขอให้อยู่ในขอบเขต อย่าสร้างความเกลียดชังก็เป็นพอ

อย่างไรก็ตาม กรณีเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่า การแสดงความเห็นอะไรก็ตาม ต้องคิดให้รอบคอบและยอมรับหากความเห็นนั้นส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต และต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงใจ หากผิดก็ขอโทษด้วยเหตุผล เพราะสังคมไทยพร้อมจะให้อภัยเสมอ

สรุป-เปรียบเทียบ ‘ค่าเก็บขยะ’ กทม. เก่า-ใหม่ จาก 20 เป็น 80 บาท /เดือน

ประเด็นน่าสนใจ

  • ราชกิจจาฯ ประกาศข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร เรื่องค่าธรรมเนียมการเก็บขยะใหม่ เริ่ม 1 ต.ค. 2562 นี้
  • บ้านเรือนทั่วไปจ่ายเดือนละ 80 บาท จากเดิมเดือนละ 20 บาท

สรุปค่าเก็บขยะของ กทม. อัตราใหม่ ตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ค่าธรรมเนียมการให้บริการในการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2562 โดยจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ต.ค. 2562 มีดังนี้ 

ขยะมูลฝอยทั่วไป

  • กรณีวันหนึ่งไม่เกิน 20 ลิตร ค่าเก็บและขน 40 บาท/เดือนและเก็บค่ากำจัดอีก 40 บาท/เดือน รวมเป็น 80 บาท/เดือน จากเดิมที่เก็บเฉพาะค่าเก็บและขนเดือนละ 20 บาท หรือเพิ่มขึ้นมาอีก 60 บาทต่อเดือน
  • กรณีวันหนึ่งเกิน 20 ลิตร แต่ไม่เกิน 500 ลิตร (คิดเป็นหน่วยทุกๆ 20 ลิตร) เช่น มีปริมาณมูลฝอย 40 ลิตร/วัน จะคิดเป็น 2 หน่วย ค่าเก็บและขน หน่วยละ 65 บาท (เดิมหน่วยละ 40 บาท) ค่ากำจัด หน่วยละ 70 บาท
  • กรณีวันหนึ่งเกิน 500 ลิตร แต่ไม่เกิน 1 ลูกบาศก์เมตร ค่าเก็บและขน 2,450 บาท/เดือน (เดิม 2,000 บาท/เดือน) ค่ากำจัด 2,650 บาท/เดือน
  • กรณีวันหนึ่งเกิน 1 ลูกบาศก์เมตร (คิดเป็นหน่วยทุกๆ 1 ลูกบาศก์เมตร) มีค่าเก็บและขนหน่วยละ 3,250 บาท (เดิมหน่วยละ 2,000 บาท) ค่ากำจัดหน่วยละ 3,500 บาท

ขยะมูลฝอยทั่วไปจัดเก็บเป็นครั้งคราว

  • กรณีไม่เกิน 500 ลิตร ค่าเก็บและขน ครั้งละ 125 บาท (เดิมครั้งละ 150 บาท) ค่ากำจัดครั้งละ 130 บาท
  • กรณีเกิน 500 ลิตร แต่ไม่เกิน1 ลูกบาศก์เมตร ค่าเก็บและขน ครั้งละ 180 บาท (เดิมครั้งละ 150 บาท) ค่ากำจัดครั้งละ 190 บาท
  • กรณีเกิน 1 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นหน่วยทุกๆ 1 ลูกบาศก์เมตร) ค่าเก็บและขนหน่วยละ 245 บาท (เดิมหน่วยละ 150 บาท) ค่ากำจัดหน่วยละ 250บาท

ขยะมูลฝอยติดเชื้อ

จัดเก็บเป็นรายเดือน เดิมเก็บเฉพาะค่าธรรมเนียมการเก็บขน จะมีการเพิ่มค่ากำจัด กรณีเศษไม่เกินครึ่งหน่วยให้คิดเป็นครึ่งหน่วย เศษเกินครึ่งหน่วยให้คิดเป็นหนึ่งหน่วย

  • กรณีวันหนึ่งไม่เกิน 13 ลิตร หรือน้ำหนักไม่เกิน 2กิโลกรัม ค่าเก็บและขน 300 บาท/เดือน (จัดเก็บเท่าเดิม 300 บาท/เดือน) ค่ากำจัด 480 บาท/เดือน
  • กรณีวันหนึ่งเกิน 13 ลิตร หรือน้ำหนักเกิน 2 กิโลกรัม (คิดเป็นหน่วย ทุกๆ 2 กิโลกรัม เช่น มีปริมาณมูลฝอยติดเชื้อ 4 กิโลกรัม/วัน จะคิดเป็น 2 หน่วย) ค่าเก็บและขน หน่วยละ 300 บาท เท่าเดิม ค่ากำจัดหน่วยละ 480 บาท

ขยะติดเชื้อจัดเก็บเป็นครั้งคราว

  • ค่าบริการ 3,000 บาท/ครั้ง กรณีระยะทางไม่เกิน 10 กิโลเมตร และคิดเพิ่มขึ้นอีกกิโลเมตรละ 15 บาท ทั้งนี้ เมื่อรวมแล้วต้องไม่เกิน 5,000 บาท จากเดิมเก็บ 2,000 บาท/ครั้ง
  • กรณีระยะทางเกิน 10 กิโลเมตร ให้คิดอัตราเพิ่มขึ้นอีกกิโลเมตรละ 20 บาท ทั้งนี้เมื่อรวมแล้วต้องไม่เกิน 3,000 บาท
  • กรณีไม่เกิน 100 ลิตร หรือน้ำหนักไม่เกิน 15 กิโลกรัม เก็บครั้งละ 75 บาท
  • กรณีเกิน 100 ลิตร หรือน้ำหนักเกิน 15 กิโลกรัม (คิดเป็นหน่วย ทุกๆ 15 กิโลกรัม) จัดเก็บหน่วยละ 75 บาท
  • ค่ากำจัดมูลฝอยติดเชื้อ กรณีไม่เกิน 6.5 ลิตร หรือน้ำหนักไม่เกิน 1 กิโลกรัม จัดเก็บหน่วยละ 8 บาท

สาเหตุที่ กทม. ต้องขึ้นค่าเก็บขยะ

  • เนื่องจากอัตราเดิมใช้มาตั้งแต่ปี 2548 และเป็นการจัดเก็บเฉพาะค่าธรรมเนียมเก็บและขนมูลฝอย ไม่รวมค่ากำจัดมูลฝอย
  • ที่ผ่านมา กทม. ต้องแบกรับภาระในการจัดเก็บและกำจัดขยะมูลฝอยปีละประมาณ 6,900 ล้านบาท ซึ่งการเก็บเดือนละ 20 บาท คิดเป็นแค่ 9% ของค่าใช้จ่ายจริง คือเดือนละประมาณ 228 ขณะที่อัตราใหม่จะคิดเป็น 35%
  • กระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมมูลฝอยทั่วไป เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่าย ทั้งค่าเก็บขนและค่ากำจัดตามหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (PPP)
  • ก่อนหน้านี้ กทม. เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อประกอบการพิจารณา ระหว่างวันที่ 21 ม.ค. – 5 ก.พ. โดยมีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น 3,095 ราย ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปรับขึ้น

อ่านเพิ่มเติม

ราชกิจจาฯ ประกาศอัตราค่าเก็บขยะใหม่เป็น 80 บาท เริ่ม 1 ต.ค.นี้

ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ค่าธรรมเนียมการให้บริการในการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๖๒

ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ค่าธรรมเนียมการให้บริการในการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๔๖

โปรดเกล้าฯ ให้นายทหารราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2562  เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศให้นายทหารสัญญาบัตรพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่นายทหารราชองครักษ์พิเศษ ใจความว่า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้นายทหารสัญญาบัตรพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่นายทหารราชองครักษ์พิเศษ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอกอัมรินทร์ สุพรรณนพ นายทหารราชองครักษ์พิเศษพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ นายทหารราชองครักษ์พิเศษ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พุทธศักราช 2562

ประกาศ ณ วันที่ 8 กรกฎาคม พุทธศักราช 2562 เป็นปีที่ 4 ในรัชกาลปัจจุบัน