ประกันสังคม ยืนยัน! สิทธิรักษาพยาบาลไม่ด้อยกว่าสิทธิอื่น

นายอนันต์ชัย  อุทัยพัฒนาชีพ  เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม  กระทรวงแรงงาน  กล่าวถึง ข่าวที่ปรากฏทางสื่อออนไลน์เกี่ยวกับกรณีผู้ป่วยวัณโรคที่ใช้สิทธิประกันสังคมแต่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง  และสิทธิการรักษาไม่เท่าเทียมกับกองทุนอื่นนั้น กรณีดังกล่าว สำนักงานประกันสังคมขอเรียนว่า 

สำนักงานประกันสังคมดูแลคุ้มครอง ผู้ประกันตนที่เจ็บป่วยทุกโรค โดยโรงพยาบาลที่ตกลงเป็นสถานพยาบาลคู่สัญญากับสำนักงานประกันสังคมต้องให้การดูแลรักษาพยาบาลเป็นไปตามมาตรฐานการรักษาโรค การตรวจวินิจฉัย  และสั่งใช้ยาเป็นไปตามดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา 

ซึ่งแพทย์ผู้รักษาต้องยึดมาตรฐานวิชาชีพและมิได้เลือกปฏิบัติ แต่ให้การรักษาเช่นเดียวกันในผู้ป่วยทุกกองทุน ทั้งนี้กรณีการรักษาโรควัณโรค หากแพทย์ผู้รักษามีความจำเป็นต้องส่งตรวจอณูชีววิทยาเพื่อวินิจฉัยโรค การส่งตรวจเอ็กซเรย์ การตรวจห้องปฏิบัติการใดๆ ผู้ประกันตนไม่ต้อง เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

สำหรับยารักษาวัณโรคที่แพทย์สั่งใช้ในกองทุนประกันสังคม โรงพยาบาลที่เป็นคู่สัญญาของสำนักงานประกันสังคม ต้องมีมาตรฐานทางเภสัชกรรมโดยกำหนดให้เลือกซื้อยาที่ผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐาน GMP และต้องขึ้นทะเบียนรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาทุกรายการ ผู้ประกันตนจึงมั่นใจได้ในมาตรฐานคุณภาพยาของสถานพยาบาลประกันสังคมทุกแห่ง  

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อไปว่า กรณีมีผู้ให้ความเห็นผ่านสื่อคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการรักษาวัณโรคของผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมไม่ตรงกับข้อเท็จจริงนั้น

สำนักงานประกันสังคมจะได้เร่งชี้แจง ทำความเข้าใจกับผู้ให้สัมภาษณ์ รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตน และเกิดความร่วมมือที่ดีต่อกันในโอกาสต่อไป

โมโน29 อัดแน่นทุกประเด็นร้อนในรายการ ‘เจาะข่าวเด็ด The Day News Update’

‘เจาะข่าวเด็ด The Day News Update’ ช่อง MONO29 ปรับรูปแบบอัดแน่นด้วยประเด็นข่าวร้อน เล่าข่าวแบบเข้าใจง่าย มีสาระความรู้ กับ 2 หนุ่ม ‘เอก นนทกฤช กลมกล่อม’ และ ‘แบงค์ พบเอก พรพงเมตา’ ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 15.20-15.45 น.

ช่อง MONO29 พร้อมเสิร์ฟประเด็นข่าวอย่างต่อเนื่องกับรายการ ‘เจาะข่าวเด็ด The Day News Update‘ พร้อม 2 ผู้ประกาศข่าวมากความสามารถ ‘เอก นนทกฤช กลมกล่อม’ และ ‘แบงค์ พบเอก พรพงเมตา’ ซึ่งจะมาพร้อมกับความเข้มข้นในประเด็นข่าวรอบวัน เพิ่มเติมอัดแน่นด้วยสาระที่มีประโยชน์ต่อผู้รับชม

โดย เอก นนทกฤช กลมกล่อม เปิดเผยว่า “รายการ เจาะข่าวเด็ด The Day News Update ทำมาอย่างต่อเนื่อง 3-4 ปี แล้ว ซึ่งรูปแบบรายการที่เป็นจุดเด็นคือ เราจะคัดสรรประเด็นใหญ่ๆของวันนั้นมานำเสนอในมุมต่างๆ ในมุมแรกคือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของเรื่องนั้น มุมที่สองคือถ้ามีบุคคลที่อยู่ในข่าว เราก็จะขยายความว่าในแต่มุมมีความคิดเห็นอย่างไรในประเด็นนั้นๆ ในมุมที่สามจะเป็นการเปรียบเทียบเรื่องราวในอดีต หรือข้อมูลตัวเลขสถิติ ในเชิงความรู้ที่มีประโยชน์ต่อผู้รับชม ส่วนมุมสุดท้ายคือในมุมของนักวิชาการที่จะมีการแสดงความคิดต่อในประเด็น”

เปลี่ยนรูปแบบและเพิ่มประเด็นข่าว กระแสรอบวันที่กว้างยิ่งขึ้น

“เดิมแล้วรูปแบบการนำเสนอของรายการจะเน้นสร้างสรรค์สังคม ประเด็นเตือนภัย และเรื่องการเมือง ซึ่งการปรับเปลี่ยนครั้งนี้จะนำเสนอประเด็นที่กว้างมากยิ่งขึ้น แต่ยังยึดเรื่องราวที่มีสาระความรู้ และเป็นประโยชน์ โดยเป็นการนำเสนอแบบกระชับ เข้าใจง่าย”

มองมุมต่อการบริโภคข่าวสารของคนในยุคปัจจุบัน

“เรื่องโชเชียลในมองมุมหนึ่ง คือ ทำให้คนสนใจเรื่องราวมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องข่าวอย่างเดียว แต่สิ่งที่น่ากังวลคือคนมักจะเชื่อสิ่งแรกที่พบเห็นในโซเชียล โดยไม่มีการไตร่ตรองวิเคราะห์ หรือดูข้อมูลจากหลายๆที่ ซึ่งเป็นผลเสียอาจทำให้เกิดการตีความหรือเข้าใจประเด็นผิดไป แต่เชื่อว่าในอนาคตคนจะรู้เท่านั้นข้อมูลข่าวสารในโซเชียลมากยิ่งขึ้น”

เอก นนทกฤช กลมกล่อม

การปรับตัวในยุคที่โชเซียล และการนำเสนอข่าวที่เปลี่ยนแปลงไป

“ทุกวันนี้คนสนใจเรื่องราวในโลกโซเชียล จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการนำเสนอข่าวของสื่อ โดยบรรดาสื่อต่างๆต้องปรับตัวและมีการนำข่าวออนไลน์มานำเสนอ แต่สิ่งสำคัญคือสื่อต้องมีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ไม่ใช่แค่หยิบมาแล้วนำเสนออย่างเดียวหรือเสนอเพียงด้านเดียว”

การเพิ่มเติม Content ที่สร้างสรรค์และมีประโยชน์

แบงค์ พบเอก พรพงเมตา เปิดเผยว่า “สำหรับในช่วงที่ 2 ของรายการ จะเป็นช่วง News Update จะเป็นการอัพเดตข่าวทั้งไทยและต่างประเทศ และข่าวกีฬา ซึ่งจะเป็นการเล่าข่าวแบบกระชับ และเข้าใจง่าย โดยเก็บตกประเด็นสำคัญๆเช่นเดียวกัน นอกจากนี้มีการเพิ่ม Content ซึ่งเป็นสกู๊ปพิเศษ 5 วัน 5 Content อาทิเรื่องนวัตกรรมที่ใหม่ๆ ที่ต่างประเทศกำลังให้ความสนใจ”

แบงค์ พบเอก พรพงเมตา

ทั้งนี้สามารถติดตามราย ‘เจาะข่าวเด็ด The Day News Update’ ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 15.20-15.45 น. ทางช่อง MONO29

อธิบดีกรมอุทยานฯ แจงประชาชน ไม่ต้องกลัวนำเงินไปใช้ในทางไม่เหมาะสม

อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ แจงประชาชนไม่ต้องกลัวการนำเงินรายได้ ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฉบับใหม่ไปใช้ในทางไม่เหมาะสม

ปีงบประมาณ 2561 เงินรายได้จากอุทยานต่างๆ ทั่วประเทศรวมแล้วมียอดเงินสูงขึ้นอีก คือ 2.7 พันล้านบาท ถือเป็นการทำสถิติการเก็บรายได้สูงสุด นับแต่ตั้งกรมอุทยานแห่งชาติขึ้นมา

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า เมื่อมีความจริงจัง ไม่มีนอก ไม่มีใน ใดๆ สำหรับการจัดเก็บเงินรายได้ เริ่มตั้งแต่ การให้บุคคลระดับหัวหน้าอุทยานไปอยู่ในที่ที่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถของตัวเอง

สำคัญที่สุด คือ หากมีความโปร่งใสในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย เมื่อหัวหน้าอุทยานคนนั้นเข้าไปทำหน้าที่โดยไม่มีต้นทุนอะไร เขาก็จะสามารถบริหารจัดการเงินรายได้ที่เข้ามาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย “ขนาดปีนี้เราปิดอุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ได้รับความนิยมมาก อย่างอ่าวมาหยา เพื่อให้ธรรมชาติฟื้นตัว แต่เรายังเก็บเงินรายได้ตั้ง 2,700 ล้าน”

อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ อธิบายเพิ่มว่า สำหรับเงินรายได้อุทยาน ฯ ที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ จัดเก็บมาได้ทั้งหมดนั้น เมื่อมีการสรุปในแต่ละรอบปีแล้ว ตามหลักเกณฑ์ต้องแบ่งรายได้ที่อุทยานแห่งชาตินั้นๆตั้งอยู่ ให้กับท้องถิ่น จำนวน 5% ของเงินรายได้ทั้งหมด เช่น ตลอดทั้งปีเก็บเงินรายได้ 100 บาท ต้องแบ่งให้ ท้องถิ่น 5 บาท เก็บได้ 100 ล้านบาท ก็ต้องให้ท้องถิ่น 5 ล้านบาท เป็นต้น

หลังจากนั้น เงินก็จะถูกโอนเข้าทางคลังจังหวัด ซึ่งกรมอุทยานแห่งชาติโดยสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 1 – 16 และสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์สาขาทุกสาขา เป็นผู้ดูแลทั่วประเทศ

“การนำเงินรายได้อุทยานไปใช้นั้น เมื่อพื้นที่ไหน อุทยานใด ต้องการใช้เงิน ก็ต้องทำเรื่องเสนอแผนเข้ามา หลักการใช้เงินรายได้ของกรมอุทยานแห่งชาติที่กำหนดเอาไว้ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 คือ ต้องใช้เพื่อทำนุบำรุงอุทยานแห่งชาติเท่านั้น

ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวอาจจะเป็นอุปสรรคสำหรับการนำเงินส่วนนี้มาใช้สำหรับดูแลสวัสดิการแก่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า เช่น ก่อนหน้านี้ กรมอุทยานฯจะนำเอาเงินส่วนนี้มาเพื่อดูแลสวัสดิการ ซื้อประกันชีวิตแก่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า

แต่มีการตีความทางกฎหมายว่า เอามาใช้เพื่อดูแลสวัสดิการเจ้าหน้าที่ไม่ได้ อย่างไรก็ตามเมื่อพระราชบัญญัติฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ในปลายปีนี้จะเกิดความคล่องตัวสำหรับการดูแลสวัสดิการของเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามากยิ่งขึ้น”

อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ กล่าวว่า ประชาชนไม่ต้องกลัวว่า หาก พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฉบับใหม่ผ่านการพิจารณาแล้ว จะมีการเอาเงินรายได้ส่วนนี้มาใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม เพราะขั้นตอนการพิจารณานำเงินรายได้มาใช้นั้นต้องพิจารณากลั่นกรองกันหลายขั้น

ตั้งแต่การเขียนโครงการในพื้นที่ ผ่านการพิจารณาของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ของพื้นที่นั้น หลังจากนั้นก็จะถูกส่งเข้ามาที่สำนักอุทยานแห่งชาติ แล้วจะถูกส่งเข้าพิจารณาในคณะกรรมการพิจารณาเงินรายได้อุทยานแห่งชาติ

ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มีทั้งนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย และองค์กรพัฒนาเอกชนร่วมอยู่ด้วย หลังจากทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว อธิบดีจะเป็นผู้ลงนามอนุมัติ

“อย่างไรก็ตาม เงินรายได้ ไม่ใช่สิ่งสำคัญของกรมอุทยานแห่งชาติฯ เป้าหมายของเรา คือ การรักษาทรัพยากรธรรมชาติของพี่น้องประชาชนให้อยู่คู่กับคนไทยตลอดไปต่างหาก”

อันดับ 10 อุทยานยอดนิยมเก็บเงินรายได้สูงสุด

1. หาดนพรัตน์ธารา – หมู่เกาะพีพี 669,150,880.68 บาท
2. อ่าวพังงา 391,441,149.91 บาท
3. หมู่เกาะสิมิลัน 308,001,294.49 บาท
4. เขาแหลมหญ้า – หมู่เกาะเสม็ด 116,897,900.00 บาท
5. เอราวัณ 108,912,560.80 บาท
6. เขาใหญ่ 108,227,137.09 บาท
7. ดอยอินทนนท์ 72,674,788.00 บาท
8. เขาสก 63,029,460.00 บาท
9. หมู่เกาะลันตา 59,225,421.88 บาท
10. หมู่เกาะอ่างทอง 38,440,233.40 บาท

ปีงบประมาณ 2561 ยอดเงินถึง 2.7 พันล้านบาท