โมโน29 ปรับโฉมรายการทันข่าวเช้า ‘ต๊ะ-พิภู’ นำทัพทีมผู้ประกาศข่าว

MONO29 ปรับโฉมรายการทันข่าวเช้า ดึง’ต๊ะ-พิภู’ ผู้ประกาศหนุ่มไฟแรง นำทัพผู้ประกาศข่าวในรายการ ‘ทันข่าวเช้า’ (Good Morning Thailand) เริ่มวันจันทร์ที่ 8 ก.ค.62 เวลา 05.30-07.30 น.

ช่อง MONO29 (โมโนทเวนตี้ไนน์) ปรับรายการข่าวเช้าพลิกโฉมใหม่ สุดเซอร์ไพรส์คว้าตัวผู้ประกาศหนุ่มรุ่นใหม่อย่าง ‘ต๊ะ-พิภู พุ่มแก้วกล้า’ ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการข่าวมานานกว่า 10 ปี พร้อมเปิดตัว ‘เบลล์-เลลาณี ทศพร’ ลูกสาวแก้ว อภิรดี นั่งแท่นผู้ประกาศข่าวครั้งแรก และผู้ประกาศที่คุ้นหน้ามากประสบการณ์อย่าง ‘บอย-เจษฎา มณีรัตน์’ และ ‘แนนต์-วรวิตา จันทร์หุ่น’ จะมาเสิร์ฟข่าวทุกประเด็นร้อนในรายการ “ทันข่าวเช้า” (Good Morning Thailand) ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 05.30-07.30 น.

โดย ต๊ะ-พิภู ได้เปิดใจถึงการมาร่วมงานกับ MONO29 ในครั้งนี้ว่า “คาดหวังว่าจะเป็นอะไรที่สนุก เพราะที่ผ่านมาเมื่อพูดถึง MONO29 เราก็จะนึกถึงหนัง ซึ่งก่อนตัดสินใจมาที่นี่ก็ได้ทำการบ้านมาพอสมควร การที่ได้ร่วมงานกับที่นี่ก็คาดหวังว่าจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ๆ และเพิ่มมิติให้กับช่อง MONO29 ให้มีเนื้อหาสาระมากยิ่งขึ้น นอกจากความบันเทิงและหนังดีมีคุณภาพ”

ความท้าทายกับบ้านหลังใหม่ MONO29

“รู้สึกท้าทายอย่างมาก ที่ต้องร่วมสร้างภาพลักษณ์ด้านการข่าวขึ้นมาใหม่ เป็นอีกก้าวหนึ่งที่น่าสนุก มากกว่าก้าวไปในที่ๆ มีทุกอย่างให้พร้อมหมดแล้ว แล้วเราแค่ทำตามกระแส หรือทำตามระบบที่เขาเซ็ตไว้ให้ การที่เราได้ร่วมกันเซ็ตระบบการทำงานใหม่เช่นนี้มันน่าสนใจยิ่งกว่า ก็คาดหวังว่าการปรับโฉมรายการ ‘ทันข่าวเช้า’ ในครั้งนี้ จะสร้างความตื่นตาให้กับผู้ชม ในการรับชมข่าวที่ดูสนุก ทันสมัย และไม่ได้เป็นการรายงานข่าวอย่างช่องอื่นทั่วๆไป ซึ่งจะทำให้ความรู้สึกดูเพลินและมีสาระ ได้ประโยชน์ในการดูข่าวของเรา”

ต๊ะ-พิภู พุ่มแก้วกล้า

“ผมจะนำประสบการณ์ในการทำข่าวทั้งสายออนไลน์ และการนำเสนอรูปแบบข่าวใหม่ๆ มาปรับใช้เพื่อสร้างความแตกต่างจากรูปแบบเดิมๆ โดยเป็นข่าวที่สามารถฟังเพลินและสนุก ซึ่งจะสอดแทรกไปด้วยความรู้ และที่สำคัญคือต้องเป็นข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”

เบลล์-เลลาณี ทศพร กับบทบาทให้ในฐานะผู้ประกาศข่าว?

ทางด้าน เบลล์-เลลาณี ทศพร เปิดเผยถึงการมาร่วมงานกับช่อง MONO29 และที่สำคัญนั่งแท่นผู้ประกาศข่าวครั้งแรก โดยเปิดใจว่า “รู้ตื่นเต้นมาก ซึ่งพิธีกรรายการข่าวเช้าเป็นรายการสดก็เป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับเบลล์ ก่อนหน้านี้เบลล์เป็นดีเจ ในคลื่นวิทยุโมโน เฟรช 91.5 Music Station การมารับงานพิธีกรข่าวในครั้งนี้มองว่ามีความยากคนละแบบกับการทำหน้าที่เป็นดีเจ ตอนนี้ต้องฝึกทำการบ้านอย่างหนัก ทั้งการอ่านคำ พยัญชนะต่างๆ”

เบลล์-เลลาณี ทศพร

“ซึ่งจะรับหน้าที่พิธีกรข่าวในช่วงสีสันและข่าวบันเทิง จับคู่กับพี่บอย-เจษฎา มณีรัตน์ ก็จะเป็นการรายงานข่าวเกี่ยวกับพี่น้องในวงการบันเทิงของดารา ศิลปิน ในเมืองไทย ซึ่งคุณแม่ก็ช่วยให้คำแนะต่างๆ ทั้งพยายามฝึกหรือดูจากผู้ประกาศที่มีประสบการณ์ ดูเรื่องการ reaction ต่างๆ ยังไงเบลล์ก็ขอฝากรายการ “ทันข่าวเช้า” (Good Morning Thailand) พบกับเบลล์ได้ในช่วงสีสันและข่าวบันเทิง” เบลล์-เลลาณี กล่าว

2 ผู้ประกาศในฐานะพี่ใหญ่มากประสบการณ์ ของรายการ ‘ทันข่าวเช้า’ MON29

ด้าน ‘บอย-เจษฎา มณีรัตน์’ เปิดเผยว่า “รายการ ‘ทันข่าวเช้า’ ก่อนหน้านี้เราจะเน้นการรายงานข่าว และข่าวที่สร้างสรรค์ เรื่องการสนับสนุนคนดี ซึ่งการปรับรายการข่าวโฉมใหม่นี้จะทำให้ผู้ชมเข้าถึงกับรายการมากยิ่งขึ้น การรายงานข่าวก็จะปรับมาเป็นการเล่าข่าวให้ดูสบายมากยิ่งขึ้น ก็คาดหวังว่าผู้ชมได้รับข่าวที่กระชับและสบายมากยิ่งขึ้น”

บอย-เจษฎา มณีรัตน์ – แนนต์-วรวิตา จันทร์หุ่น

‘แนนต์-วรวิตา จันทร์หุ่น’ กล่าวว่า “จากรูปแบบรายการข่าวในอดีตที่เน้นข่าวที่เข้มข้น ซึ่งการปรับรูปแบบรายการข่าวครั้งนี้ก็ยังเน้นการนำเสนอข่าวที่เข้มข้นอยู่ โดยรายการข่าวนี้แนนต์ได้จับคู่กับพี่ต๊ะ-พิภู ซึ่งพี่ต๊ะ-พิภู จะเป็นผู้ที่ดำเนินรายงานข่าวที่เน้นให้สาระและความรู้ ส่วนแนนต์ จะเปรียบเสมือนผู้บริโภคและเป็นเสียงสะท้อนจากผู้บริโภคที่มีข้อสงสัยในประเด็นข่าวต่างๆ ให้เหมือนกับเพื่อนพูดคุยข่าวร่วมกัน”

อย่างไรก็ตามสามารถติดตามที่รายการ “ทันข่าวเช้า” (Good Morning Thailand) เวลา 05.30-07.30 น. ทางช่อง MONO29 โดยเริ่มวันจันทร์ที่ 8 ก.ค. นี้ เป็นวันแรก กับการปรับโฉมรายการรูปแบบใหม่

ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ แสดงจุดยืน! เล็งยื่นแปรญัตติอภิปรายให้ตั้ง กมธ. หลากหลายทางเพศ

ส.ส. หลากหลายทางเพศ พรรคอนาคตใหม่ ไม่เห็นด้วย ร่างข้อบังคับฯ ไร้ “กมธ. ด้านสิทธิความหลากหลาย-เท่าเทียมทางเพศ” เล็งยื่นแปรญัตติอภิปราย 

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ และคณะทำงานเพื่อความเท่าเทียมทางเพศของพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปการพิจารณาล่าสุดของคณะกรรมาธิการวิสามัญยกร่างข้องบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไม่ให้ตั้ง คณะกรรมาธิการสามัญด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมทางเพศ แยกต่างหากอีกคณะหนึ่ง แต่ให้รวมไปไว้กับ คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุและผู้พิการ

ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ กล่าวว่าขณะนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญยกร่างข้องบังคับฯ ได้มีข้อสรุปการพิจารณาล่าสุดว่า ให้ประเด็นสิทธิความหลากหลายทางเพศถูกบรรจุอยู่ใน “คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุและผู้พิการ”

โดยจัดให้อยู่ในลำดับท้ายชื่อของคณะกรรมาธิการสามัญว่า “ผู้มีความหลากหลายทางเพศ” พรรคอนาคตใหม่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงานเพื่อผลักดันประเด็นสิทธิความหลากหลายทางเพศมาตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เรารู้สึกยินดีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ยกร่างข้อบังคับคำนึงถึงมิติความหลากหลายทางเพศ และได้บวกรวมประเด็นสิทธิความหลากหลายทางเพศไปด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม เรายังมีข้อกังวลและไม่เห็นด้วยกับการไม่ตั้ง คณะกรรมาธิการสามัญด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมทางเพศ แยกต่างหาก และเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทยจะต้องมีการจัดตั้ง คณะกรรมาธิการสามัญด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมทางเพศ เป็นการเฉพาะ ไม่นำไปผนวกรวมอยู่กับประเด็นเฉพาะทางอื่นๆ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ กล่าว โดยอธิบายเหตุผลต่อว่าเพราะ

1. ข้อมูลขององค์กร LGBT-Capital เมื่อปี พ.ศ. 2559 พบว่าประเทศไทยมีกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศอยู่เป็นจำนวนกว่า 4 ล้านคน ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 4 ของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นี่คือตัวเลขที่สามารถเก็บข้อมูลได้เท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วอาจมีตัวเลขสูงถึงเกือบ 7 ล้านคน หรือคิดเป็น 10% ของจำนวนประชากรทั้งหมดในประเทศไทย 

2. รายงานวิจัยจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศไทย โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) รวมถึงรายงานจากธนาคารโลก (World Bank) บ่งชี้และแสดงให้เห็นสภาพปัญหาการขาดกฎหมายคุ้มครองรับรองสิทธิและความเสมอภาคของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งการไม่สามารถใช้สิทธิการสมรสได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่บุคคลข้ามเพศไม่สามารถแก้ไขข้อมูลประวัติทะเบียนราษฎร์ให้สอดคล้องกับเพศสภาพ หรือการบังคับใช้ พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 เพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านี้ก็ดำเนินงานไปอย่างล่าช้าไม่ทันต่อสถานการณ์การเลือกปฏิบัติและการกีดกันด้วยเหตุแห่งเพศและการแสดงออกทางเพศ

3. ประเทศไทยในฐานะสมาชิกขององค์การสหประชาชาติมีพันธกรณีต่อกติกาและอนุสัญญาสากลด้านสิทธิมนุษยชน อาทิ กติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR) กติกาสากลว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights – ICESCR)

อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women – CEDAW) ซึ่งปัจจุบันได้ยกระดับให้คุ้มครองบุคคลในมิติทางเพศวิถี อัตลักษณ์ทางเพศ และการแสดงออกทางเพศ ตามหลักการยอกยาการ์ตา (The Yogyakarta Principles) อีกด้วย 

คณาสิต พ่วงอำไพ หัวหน้าคณะทำงานเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ พรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า ด้วยเหตุผล 3 ข้อที่กล่าวไปข้างต้น พรรคอนาคตใหม่เห็นว่าเป็นเหตุผลสำคัญอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจำเป็นจะต้องมีการรับรอง คุ้มครอง สนับสนุน กฎหมายและนโยบายต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในทุกกลไกของรัฐ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติ พรรคอนาคตใหม่จึงเห็นว่าต้องมีการจัดตั้ง คณะกรรมาธิการสามัญด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมทางเพศ เป็นการเฉพาะ ไม่นำไปผนวกรวมอยู่กับประเด็นเฉพาะทางอื่น

นอกจากนี้จากการรับฟังเสียงประชาชนและเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมหลากหลายองค์กรก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน

ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ กล่าวว่า ส.ส. ของพรรคอนาคตใหม่จึงขอแสดงจุดยืน โดยเราจะดำเนินการยื่นแปรญัตติอภิปราย ร่างข้อบังคับฉบับดังกล่าวต่อไป เพื่อให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมทางเพศ แยกออกมาโดยเฉพาะ 

ดังนั้น เราขอเรียกร้องและเชิญชวนให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านร่วมกันประกาศจุดยืนสนับสนุนการทำงานด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศ ทั้งในการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมทางเพศ และการขับเคลื่อนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิความหลากหลายทางเพศในสภาฯ ต่อไป

เพื่อจะได้บรรลุเป้าหมายในการยกระดับศักดิ์ศรี สิทธิของบุคคลที่ความหลากหลายทางเพศ ให้เท่ากับที่บุคคลทั่วไปในสังคมพึงได้ให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย

ศาลสั่งถอนอุทธรณ์ คดีหลวงปู่เณรคำ ฉ้อโกงปชช.

ประเด็นน่าสนใจ

  • หลวงปู่เณรคำได้ยื่นอุทธรณ์ในคดีฉ้อโกงปชช. หลังถูกศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 20 ปี
  • ก่อนที่วันนี้ได้ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ และศาลท่านได้อนุญาต และพิพากษาความผิดตามศาลชั้นต้น
  • หลวงปู่เณรคำ เป็นข่าวฉาวจากการที่มีการโพสต์ภาพใช้ชีวิตหรูหราในโลกโวเชียล ก่อนจะตามมาอีกข่าวฉาวหลายคดี

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (4 ก.ค. 2562) ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ได้มีการอ่านคำร้องขอถอนอุทธรณ์ออก ในคดีที่นายวิรพล สุขผล หรือ “อดีตหลวงปู่เณรคำ” เป็นจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ด้วยการอาศัยความเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา หลอกหลวงให้ผู้ศรัทธาเลื่อมใสบริจาคเงิน ก่อนจะนำเงินนั้นไปส่วนตัวไม่ได้มีการนำไปทำบุญตามที่ได้กล่าวอ้างไปก่อนหน้านี้ ด้วยการซื้อเครื่องบินเจ็ท และของมีค่าอื่นๆ

ทั้งนี้ในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาจำคุก จำเลยทั้งสิ้น 114 ปี แต่ตามกฎหมายเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จำคุกได้สูงสุดตามประมวลกฎหมายอาญา เป็นจำคุก 20 ปี พร้อมชดใช้เงินให้ผู้เสียหายตามความเป็นจริง

ซึ่งหลังมีคำสั่งตัดสินนายวิรพล หรือ “อดีตหลวงปู่เณรคำ” ได้มีการยื่นอุทธรณ์สู้คดีต่อ ก่อนที่เขาจะกลับลำยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ออก ศาลจึงได้นัดฟังคำอ่านถอนอุทธรณ์วันนี้ (4 ก.ค. 2562) และให้ตัดสินตามคำสั่งของศาลชั้นต้น และมีคำสั่งให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ขอถอน จึงเท่ากับว่าคดีถึงที่สุดแล้ว

ประวัติ หลวงปู่เณรคำ

“หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก” มีนามเดิมว่า “วิรพล สุขผล” เกิดที่บ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2522 “หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก” เป็นบุตรคนที่ 4 จากพี่น้องทั้ง 5 คน ของนายรัตน์ สุขผล และนางสุดใจ สุขผล

เมื่อหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก บวชเป็นพระภิกษุแล้ว ได้รับฉายาทางพระพุทธศาสนาว่า “ฉัตติโก” หรือ “พระอาจารย์ วิรพล ฉัตติโก”

หากขุดคุ้ยเรื่องราวของ “เณรคำ” ก่อนหน้านี้ได้มีการอ้างประวัติว่า ตั้งมั่นตามแนวทางคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ มีศรัทธาในการปฏิบัติจิต บำเพ็ญภาวนากรรมฐาน จากประวัติดังกล่าวทำให้เป็นพระดัง เพราะแผนโปรโมต ด้วยการแสดงตัวเป็นเกจิ อาจารย์ คอยรักษาโรคที่เกิดจากไสยศาสตร์

ต้นเหตุเกิดคดีฉาวในวงการสงฆ์

ความเชื่อเรื่องผี และพิธีสะเดาะเคราะห์ เนื่องจากเชื่อว่า หลวงปู่เณรคำคือร่างของเทพเจ้าตามตำนานที่มาโปรดชาวโลก กระทั่งได้รับฉายานามว่า คนเหนือโลก ทำให้มีชื่อเสียงภายใน 2 -3 ปี จนมีชาวบ้านจากทั่วสารทิศแห่มาทำบุญ บริจาคเงินจำนวนมาก ทั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หรือนักธุรกิจที่ร่ำรวย จากต่างจังหวัดเดินทางมาทำบุญไม่ขาดสาย

นอกจากนี้ “เณรคำ” ยังมีพฤติการณ์อวดอุตริ ซึ่งหลักฐานที่ปรากฏในชั้นสอบสวนพบว่า ในการเดินสายเทศน์ตามสถานที่ต่างๆ “เณรคำ” จะอวดอ้างว่าตัวเองเป็นพระสงฆ์ชรารูปหนึ่งที่มรณภาพแล้วกลับชาติมาเกิดสามารถระลึกชาติได้

ทำให้เกิดผลพวงคดีความผิดอื่นๆ ตามมา อาทิ ฉ้อโกง, ฉ้อโกงประชาชน ,ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และความผิดฐานฟอกเงิน ทั้งหมดนี้ที่มาของชื่อ “หลวงปู่เณรคำ” พระจอมลวงโลกต้นตอข่าวฉาวสะเทือนวงการสงฆ์