3 ‘ภัยไซเบอร์’ คนไทยถูกหลอกมากสุด พร้อมแนะวิธีรับมือ โดย ‘แบงก์ชาติ’

ภัยไซเบอร์ในปัจจุบันอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด ซึ่งหลายคนคงเคยได้ยินข่าวการโจมตีทั้งสถาบันการเงิน ภาคธุรกิจต่างๆ หรือหน่วยงานภาครัฐมาแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดย นิตสาร BOT พระสยาม Magazine ฉบับที่ 3/2562​​​​​​​​​​ (พฤษภาคม – มิถุนายน) คอลัมน์ Financial Wisdom ได้นำเสนอภัยไซเบอร์ใกล้ตัวแต่ละประเภทที่ควรรู้ รวมถึงแนะนำวิธีรับมือและป้องกันตนเองจากภัยที่อาจเกิดขึ้น

1. มิจฉาชีพบน Social Media 

ในยุค Social Media เราใช้ชีวิตและทำกิจกรรมต่างๆ บนโลกออนไลน์มากขึ้นเมื่อเทียบกับสมัยก่อน ซึ่งมิจฉาชีพเองก็เริ่มใช้ช่องทางดังกล่าวเพื่อแสวงหาผลประโยชน์เช่นเดียวกัน โดยอาศัยข้อมูลจากแชทหรือโพสต์ต่างๆ เป็นตัวช่วยในการสวมรอยหรือปลอมแปลงข้อมูลเพื่อหลอกลวงประชาชน ยกตัวอย่างเช่น การส่งข้อความแชทเพื่อหลอกให้โอนเงิน หรือการปลอมแปลงสลิปโอนเงินในการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ซึ่งหากเราไม่ระวังอาจทำให้สูญเสียเงินหรือเสียผลประโยชน์ทางธุรกิจได้ 

วิธีรับมือและป้องกัน : 

  1. อย่าหลงเชื่อข้อความผ่านแชทเพื่อขอให้โอนเงินหรือขอข้อมูลใดๆ หากผู้ส่งข้อความเป็นเพื่อน ควรติดต่อเพื่อนโดยตรงผ่านช่องทางอื่นเพื่อยืนยันตัวตนและจุดประสงค์ก่อน 
  2. ควรตรวจสอบสลิปโอนเงินจากผู้โอนให้มั่นใจก่อนยืนยันการโอนเงินทุกครั้ง

2. อีเมลหลอกลวง (Phishing) 

ทุกวันนี้เราทุกคนมีอีเมลเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันและสมัครบริการต่างๆ บนโลกออนไลน์ จึงไม่ถือเป็นเรื่องแปลกที่เหล่ามิจฉาชีพจะนิยมใช้ช่องทางนี้ในการแสวงหาผลประโยชน์หรือสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ซึ่งหนึ่งในกรณีที่พบเห็นบ่อย คือ การส่งอีเมลโดยแอบอ้างเป็นธนาคารพาณิชย์เพื่อหลอกให้ทำธุรกรรม หรือกรอกข้อมูลสำคัญ เช่น รหัสผ่าน หมายเลขบัตรเครดิต นอกจากนี้ มิจฉาชีพอาจฝังมัลแวร์ (โปรแกรมมุ่งร้าย) ไว้ในเอกสารแนบของอีเมล ซึ่งหากเปิดไฟล์ดังกล่าว จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้รับเกิดความเสียหายได้ เช่น ไฟล์ต่าง ๆ ถูกยึดเพื่อเรียกค่าไถ่ หรือระบบคอมพิวเตอร์ถูกทำลายจนไม่สามารถใช้งานได้ 

วิธีรับมือและป้องกัน

หากได้รับอีเมลต้องสงสัยให้ “คิด” ก่อน “คลิก” ควรตรวจสอบ ผู้ส่ง เนื้อหา และลิงก์ภายในอีเมลโดยละเอียดก่อนตอบกลับหรือให้ข้อมูลใดๆ ทุกครั้ง

3. การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล (Data Theft) 

มีข่าวเว็บไซต์และบริการหลายแห่งถูกแฮกข้อมูล หรือทำข้อมูลรั่วไหลออกมาบ่อยครั้ง ซึ่งรวมถึงเว็บไซต์และบริการสาธารณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้อยู่ด้วย โดยข้อมูลที่รั่วไหล มักเป็นข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อบัญชีผู้ใช้งาน รหัสผ่าน หรือข้อมูลบัตร เครดิต และมิจฉาชีพสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวเข้าถึงบัญชี ผู้ใช้งานของเรา หรือกระทำการใดโดยมิชอบในนามของเราได้ เช่น โอนเงินโดยทุจริต 

วิธีรับมือและป้องกัน : 

  1. ไม่ให้ข้อมูลสำคัญกับเว็บไซต์หรือบริการใดๆ หากไม่จำเป็น 
  2. หมั่นติดตามข่าวสารด้าน Cybersecurity อย่างสม่ำเสมอ หากพบว่ามีข่าวเว็บไซต์หรือบริการที่ท่านใช้งานอยู่ถูกขโมยข้อมูลไป ควรรีบเปลี่ยนรหัสผ่านหรือดำเนินการต่างๆ เพื่อป้องกันหรือลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เช่น อายัดบัตรเครดิตทันที 

ภัยไซเบอร์นั้นมีหลากหลายรูปแบบ และอาจส่งผลกระทบต่อตัวเรา ครอบครัว และองค์กรได้โดยไม่ทันตั้งตัว ดังนั้น เราจึงต้องตระหนักรู้และเท่าทันภัยไซเบอร์ตลอดเวลา โดยติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ การอัปเดตอุปกรณ์ต่างๆ ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่ออุดช่องโหว่ด้านความปลอดภัย ก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นเดียวกัน

อ่าน นิตสาร BOT พระสยาม Magazine ฉบับที่ 3/2562​​​​​​​​​​ (พฤษภาคม – มิถุนายน)

พรรคพลังประชารัฐ เปิดโครงการ PIP สร้างผู้นำรุ่นใหม่ ที่รับผิดชอบต่อสังคม

ประเด็นน่าสนใจ

  • รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้เปิดโครงการอบรมหลักสูตร PIP อย่างเป็นทางการ สร้างผู้นำรุ่นใหม่ ที่รับผิดชอบต่อสังคม ดึงวิทยากรมากประสบการณ์ร่วมให้ความรู้ พร้อมยืนยัน ไม่ได้หาเด็กสังกัดพรรค
  • วัตถุประสงค์โครงการนี้ จากข้อมูลระบุว่า จะเน้นการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ ปลูกฝังจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม เรียนรู้การเมืองการปกครองในหลากหลาย
  • ทั้งนี้ ผู้เข้าอบรมจะได้พบและเรียนรู้จากวิทยากรที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น นักการตลาด นักธุรกิจ ข้อมูลระบุว่า ผู้เข้าอบรมจะได้เนื้อหาหลากหลายจากการเข้าอบรม ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการเมืองเพียงอย่างเดียว โดยโครงการนี้ไม่เสียค่าใช้จ่าย

วันนี้ 3 ก.ค. 2562 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะที่ปรึกษา โครงการ Palungpracharat Internship Program หรือ PIP พร้อมด้วยทีมคนรุ่นใหม่พรรคพลังประชารัฐ

นำโดย นายไกรเสริม โตทับเที่ยง ผู้อำนวยการโครงการ PIP ร่วมเปิดโครงการอบรมหลักสูตร Palungpracharat Internship Program หรือ PIP อย่างเป็นทางการ โดยมีเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ลงทะเบียนเข้าอบรม จำนวน 36 คนร่วมเปิดหลักสูตรครั้งนี้ด้วย

นายไกรเสริม กล่าวว่า โครงการนี้มีจุดเริ่มต้นจากพรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นพรรคเกิดใหม่ แต่ได้กระแสยอมรับจากประชาชน จากหลากหลายองค์ประกอบทั้งผู้นำ คณะกรรมการบริหารพรรคและ นโยบาย รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ร่วมทำงานและกำหนดนโยบาย

จึงต้องการต่อยอดจุดนี้ไปยังคนรุ่นใหม่ต่อๆไป เพราะเห็นความสำคัญและความสามารถของคนกลุ่มนี้ ที่ต้องติดดาบความรู้นอกห้องเรียน เนื่องจากหลักสูตรนี้เราไม่ได้สอนแค่การเมืองแต่มีวิทยากรหลากหลายอาชีพมาร่วมแชร์ประสบการณ์ มีการเรียนรู้นอกสถานที่

ทั้งนี้คนรุ่นใหม่คือพลังของประเทศในอนาคต จึงหวังว่าหลักสูตรนี้จะสามารถสร้างบุคคลากรที่ดีและมีคุณภาพ สู่สังคมไทยในอนาคต

ด้านนายณัฏฐพล กล่าวว่า โครงการนี้ไม่เกี่ยวกับพรรค พลังประชารัฐ แต่เกี่ยวกับประเทศไทย เพราะเป็นโครงการที่มุ่งหวังให้คนซึ่งมีความรู้ความสามารถมาร่วมผลักดันให้การขับเคลืีอนประเทศไปได้ พร้อมนำความคิด การเสนอแนะ ของน้องๆในยุคสมัยใหม่มาผลักดันให้ประเทศต่อสู้กับการขับเคลื่อนโลกในยุคปัจจุบัน อยากให้ทุกคนช่วยกันแชร์ และนำความรู้ความสามารถ ความคิดใหม่ที่แตกต่างมาผสมผสานกัน

เพราะโครงการนี้ไม่ใช่การเมืองเพียงอย่างเดียว แต่คลอบคลุมทุกด้าน นอกจากนี้น้องๆที่เข้าอบรมจะได้มีโอกาสเห็นตัวแทนพี่น้องประชาชนขับเคลื่อนนโยบายจริง เพราะพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำรัฐบาล จึงมีพี่ๆ หลายคนได้เข้าไปทำงานในกระทรวงต่างๆ ทำให้ผู้เข้าอบรมมีโอกาสดีที่จะได้สัมผัสการทำงานจริง และมีส่วนร่วมในการแชร์ความคิด

อย่างไรก็ตามหวังว่า หลักสูตรนี้จะเปิดโอกาสในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างผู้เข้าอบรมกับรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ด้านนายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า วันนี้อนาคตประเทศไทยอยู่ที่คนรุ่นใหม่ หลายสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตมีคนขัดเส้นไว้ให้เรา อาจถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง แต่จากนี้เราจะเป็นผู้กำหนดชีวิตของเรา และประเทศของเรา เมื่อมาเข้าอบรมแล้วหลายคนอาจจะนึกว่าต้องยึดโยงกับการเมืองซึ่งไม่ใช่ เพราะเราเปิดกว้างและรู้ดีว่า ความสนใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ดังนั้นอย่าปิดกั้น ต้องกล้าแสดงออก ที่สำคัญเมื่ออบรมเสร็จไม่ได้มีข้อผูกมัดว่า น้องๆที่เข้าอบรมจะต้องอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ หรือต้องเลือกพรรคพลังประชารัฐ เพราะเราอยู่ด้วยการแลกเปลี่ยนความคิด และหลังจบหลักสูตรไปแต่ละคนจะเลือกพรรคการเมืองไหน ก็เชื่อว่า จะเป็นพรรคที่นำพาประเทศไปได้

อย่างไรก็ตามมีการ ตั้งเป้าในการเปิดหลักสูตร PIP ปีละ 2 รุ่น ทั้งในและต่างประเทศจึงหวังว่า รุ่นที่ 1 จะเป็นกำลังหลักเพื่อให้สามารถเปิดรุ่นที่ 2 ได้ จึงขอเป็นกำลังใจและขอให้ทุกคนเต็มที่กับการเรียนรู้

สำหรับหลักสูตร PIP เน้นพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ ปลูกฝังจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม เรียนรู้การเมืองการปกครองในหลากหลายมิติ ทั้งการบริหารจัดการ การพัฒนาตนเองและองค์กร มิติเพื่อสังคมและการเมือง เพื่อให้ทันกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยผู้เข้าอบรมจะได้พบและเรียนรู้จากวิทยากรผู้มากประสบการณ์ในด้านต่างๆ

เช่น พระจิตร์ ตัณฑเสถียร อดีตนักการตลาดที่จะช่วยให้ได้เห็นคุณค่าที่แท้จริงจากสิ่งต่างๆรอบตัว ,น.ส.อภินรา ศรีกาญจนา ผู้บริหาร U Drink I Drive ซึ่งประสบความสำเร็จด้านธุรกิจและการตอบแทนสังคม,นายธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ อีคอมเมิร์ซ ที่มาพร้อมแนวคิดสำคัญ ในการทำธุรกิจที่ว่า “เราโตคนเดียวไม่ได้”,

นายอมฤทธิ เจริญพันธ์ ผู้ก่อตั้ง Co Working Space ชื่อดังของเมืองไทย ที่จะมาปลุกพลังและสร้างแรงบันดาลใจในชีวิต และนายอุกฤษ อุณหเลขกะ ผู้ร่วมก่อตั้ง Ricult แพลตฟอร์มเพื่อเกษตรกรไทย ที่จะมาเผยแนวคิดการทำธุรกิจเพื่อสังคม

นอกจากนี้ผู้เข้าอบรมยังจะได้คิดจริง ทำจริง ตลอดจนสัมผัสพื้นที่จริงนอกห้องเรียน เนื้อหาเข้มข้นหลากหลาย ไม่ใช่เฉพาะการเมืองเพียงอย่างเดียว โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

ประกาศกรมอุตุฯ ฉบับ 7 เตือนเตรียมรับมือ ‘พายุมูน’

ประเด็นน่าสนใจ

  • กรมอุตุนิยมวิทยาเผย พายุโซนร้อน มูน จะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนในคืนวันนี้ (วันที่ 3 ก.ค. 62) ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง
  • กรมอุตุนิยมวิทยาเตือน! ผู้ที่จะเดินทางไปประเทศลาวและประเทศเวียดนามตอนบนควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง
ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา พายุ “มูน” (Mun) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน (มีผลกระทบถึงวันที่ 4 กรกฎาคม 2562)” ฉบับที่ 7 ลงวันที่ 03 กรกฎาคม 2562

เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันนี้ (3 ก.ค. 62) พายุโซนร้อน “มูน” (Mun) บริเวณเกาะไหหลำ ประเทศจีน ได้เคลื่อนตัวลงสู่อ่าวตังเกี๋ยแล้ว โดยมีศูนย์กลางอยู่ห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองฮานอย ประเทศเวียดนามประมาณ 360 กิโลเมตร หรือที่ละติจูด 19.7 องศาเหนือ ลองจิจูด 109.0 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็ว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าพายุนี้จะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนในคืนวันนี้ (วันที่ 3 ก.ค. 62) ลักษณะเช่นนี้ ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งกับมีลมแรง

โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าว ระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปประเทศลาวและประเทศเวียดนามตอนบนควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย

โดยจะมีฝนตกหนักตามภาคต่าง ๆ ดังนี้

วันที่ 3 กรกฎาคม 2562

  • ภาคเหนือ: จังหวัดน่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และตาก
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ยโสธร ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี
  • ภาคกลาง: จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี ลพบุรี และสระบุรี
  • ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ในช่วงวันที่ 4 กรกฎาคม 2562

  • ภาคเหนือ: จังหวัดน่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และตาก
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ชัยภูมิ ขอนแก่น และกาฬสินธุ์
  • ภาคกลาง: จังหวัดราชบุรี และกาญจนบุรี
  • ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี และตราด

อนึ่ง มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้และอ่าวไทยมีกำลังแรง ทำให้คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยยังคงมีกำลังแรง โดยทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร

ส่วนอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งต่อไปอีก

ทั้งนี้ ทางกรมอุตุฯ ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ประกาศ ณ วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 เวลา 11.00 น.