สาวถูกหนุ่มกร่าง ขับปาดหน้า-ถุยน้ำลายใส่รถ โร่แจ้งความ

วันนี้ (1 ก.ค.) เวลา 14.00 น. นางสาวอริสรา เกษมรัตนพาณิชย์ อายุ 29 ปี ผู้เสียหายจากกรณีคลิปดังในโลกโซเชียล ซึ่งถูกคนขับรถแลนด์โรเวอร์ ถุยน้ำลายใส่ ได้นำหลักฐานเข้าแจ้งความต่อ ร.ตท.อนวัช ตันตินันทกุล สว.สอบสวน ที่ สน.ทองหล่อ เพื่อบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

ทั้งนี้ นางสาวอริสรา บอกเล่าเหตุการณ์ว่า  ขณะเกิดเหตุตนกำลังจะขับรถเลี้ยวขวาออกจากซอยเอกมัย 5 เห็นรถหรูของชายคนดังกล่าวจอดบนถนนเอกมัยขวางทางรถของตน จากนั้นคู่กรณีได้ลดกระจกประตู พร้อมกับยื่นแขนชูนิ้วกลางให้ และขับตัดหน้าตนทันที ตนก็หยุดรถ เขาก็ลดกระจกถุยน้ำลายออกมาจากรถใส่หน้ากระโปรงรถของตน

จากนั้น ตนจึงได้บีบแตรไป 1 ครั้ง ชายคนดังกล่าวก็ทำท่าทีไม่พอใจ และขับรถไปข้างหน้า เมื่อตนขับรถตามหลังไป ชายคนดังกล่าวก็ขับรถและเบรกย้ำ ๆ หลายครั้ง ต่อมาชายคนดังกล่าวก็จอดรถ และเปิดประตูเดินลงมาเคาะกระจกรถตนอย่างแรง เมื่อตนลดกระจกประตูลง ชายคนดังกล่าวเห็นว่าตนเป็นผู้หญิง เขาก็อุทานออกมาว่า “อุ๊ย ผู้หญิงหรอ ขอโทษนะจ๊ะเบบี๋” แล้วก็เดินกลับไปขึ้นรถ ซึ่งตอนนั้นตนรู้สึกงงมาก

ทั้งนี้ ตนตัดสินใจโพสต์คลิปลงในโลกออนไลน์ เพราะอยากเตือนภัยคนอื่นว่าชายคนในคลิปดูอันตราย และเป็นภัยต่อสังคม ซึ่งมีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กรายหนึ่งได้ทักตนมาว่าเคยเจอรถคันดังกล่าวกระทำลักษณะเช่นเดียวกัน ส่วนเป็นคันเดียวกันกับคู่กรณีของ “หลุยต์ สก๊อต” ไหมนั้นตนไม่แน่ใจ

อย่างไรก็ตาม การมาแจ้งความในครั้งนี้ตนไม่ได้จะเอาความแต่อย่างใด เพราะไม่ได้ถูกทำร้าย เพียงแต่เกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก หวั่นว่าหากคนขับเป็นผู้ชายอาจจะไม่ได้จบด้วยดีแบบตน จึงมาแจ้งความไว้เป็นหลักฐานเพียงเท่านั้น

‘ต้นอ่อนข้าวสาลี’ พืชผักสมุนไพร แค่ 7 วัน ก็สามารถตัดขายสร้างรายได้งาม

เทรนด์รักสุขภาพช่วงนี้ยังแรงไม่ตกจริงๆ เป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วงรอบปีที่ผ่านมา เราต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายเราอย่างมาก ทั้งปัญหาฝุ่นควัน สภาพอากาศที่เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก คนจึงหันมาดูแลสุขภาพร่างกายกันมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย หรือรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

ต้นอ่อนข้าวสาลี‘ เป็นอีกพืชผักอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มของคนรักสุขภาพ ซึ่งการทำ ‘น้ำคั้นต้นอ่อนข้าวสาลี‘ เป็นที่รู้จักในประเทศไทยมาหลายปีแล้ว ซึ่งเจ้าต้นอ่อนข้าวสาลีนี้ปัจจุบันสามารถนำไปแปรรูปได้มากมายทั้งการคั้นน้ำสด (Wheatgrass) สกัดเป็นยาบำรุง นำไปทำเป็นชา หรือแม้กระทั่งสามารถนำไปเป็นหญ้าแมวก็ได้เช่นกัน

วันนี้ MThaiNews ในช่วง ‘เกษตรสร้างรายได้‘ มีโอกาสได้พบกับคุณสุขพงศ์ กนกสินสมบัติ หรือคุณเปา อายุ 33 ปี เจ้าของ ‘จอมทองฟาร์ม’ ตั้งอยู่ภายในซอยกันตนา ต.บางใหญ่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ซึ่งทำฟาร์ม ‘ต้นอ่อนข้าวสาลี‘ เพื่อตอบโจทย์คนที่รักสุขภาพในขณะนี้ พร้อมจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ต่างๆมากมาย

โดยคุณเปา เปิดเผยกับทีมข่าว MThai ว่า จุดเริ่มต้นที่เข้ามาสู่แวดวงเกษตรนั้น ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 9 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตอนนั้นเรียนมหาวิทยาลัยในสาขาวิชาสัตวบาล กระทั่งได้มีโอกาสไปฝึกงานในสถานที่แห่งหนึ่ง แต่กลับรู้สึกว่าไม่ชอบการเป็นมนุษย์เดือน จึงตัดสินใจว่าหากเรียนจบจะประกอบธุรกิจส่วนตัว เพื่อสานฝันที่อยากเป็นเจ้าของฟาร์มในอนาคต

พอช่วงเรียนจบก็ศึกษาเรื่องการทำ ‘ต้นอ่อนทานตะวัน‘ เพราะมองว่าเป็นพืชผักที่ใช้ระยะเวลาในการปลูกไม่นาน 7 วัน ก็สามารถตัดขายได้แล้ว และที่สำคัญในช่วงเวลานั้นยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ซึ่งได้ลองผิดลองถูกอยู่หลายปีจนประสบความสำเร็จในการปลูกต้นอ่อนทานตะวัน

ซึ่งรายได้หลักแล้วมาจากการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ทั้งต้นอ่อนทานตะวัน ต้นอ่อนข้าวสาลี ในแต่ละลอตที่สั่งเมล็ดพันธุ์เข้ามา ก็จะทดลองปลูกเพื่อในมั่นใจว่าในชุดเมล็ดพันธุ์ที่สั่งเข้ามานั้นได้คุณภาพ ก่อนส่งต่อถึงมือลูกค้าอีกทอดหนึ่ง

จนกระทั่งในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา เกิดกระแสการทำ ‘น้ำคั้นต้นอ่อนข้าวสาลี‘ เนื่องจากผลวิจัยและข้อมูลจากหลายๆแห่ง ระบุว่า น้ำคั้นต้นอ่อนข้าวสาลี มีส่วนประกอบหลักของคลอโรฟิลล์ และมีวิตามินเอ ซี และอี นอกจากนี้ยังพบแร่ธาตุต่างๆ อีกมากมาย

ในช่วงแรกที่ทดลองปลูก ‘ต้นอ่อนข้าวสาลี‘ ได้ใช้พื้นที่หลังบ้านในการทดลองปลูก แต่กลับเกิดปัญหามากมายโดยเฉพาะเรื่องโรครา โรคเน่า เนื่องจากเป็นการปลูกแบบเปิด จึงไม่สามารถควบคุมสภาพอากาศได้ เลยตัดสินใจหาพื้นที่ทำแปลงปลูกเป็นห้องที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ซึ่งคุณเปายังบอกเคล็ดลับในการปลูกต้นอ่อนข้าวสาลีด้วยว่าหากไม่อยากให้เป็นเป็นโรคต่างๆ ‘ต้นทาง‘ สำคัญที่สุด นั้นหมายความว่า ทั้งเมล็ดพันธุ์ และวัสดุที่จะใช้ปลูกทั้งกระบะปลูก ขุยมะพร้าว แกลบดำ ต้องสะอาดไม่เป็นที่มาของโรคต่างๆ

สำหรับการปลูก ‘ต้นอ่อนข้าวสาลี’ ที่ฟาร์มของคุณเปานั้น จะเริ่มต้นจากการนำเมล็ดพันธุ์ไปแช่น้ำ 5 ชั่วโมง เพื่อให้เมล็ดบาน หลังจากนั้นจะนำเมล็ดไปบ่มโดยจะใส่ไว้ในกระสอบอีกเป็นเวลา 12 ชั่วโมง โดยวางไว้ในอุณหภูมิห้องปกติ เพื่อทำการกระตุ้นราก

หลังจากนั้นก็สามารถนำไปเพาะปลูกได้เลย โดยกระบะปลูกที่ฟาร์มจะใช้ขนาดมาตรฐานคือ ขนาด 30 คูณ 60 โดยจะนำขุยมะพร้าวมาคลุกเคล้ากับแกลบดำและนำใส่กระบะ ซึ่งเมล็ดต้นอ่อนข้าวสาลี 1 กิโลกรัม สามารถนำมาปลูกใส่กระบะได้ประมาณ 5 กระบะ หลังจากนำเมล็ดใส่กระบะแล้วจะนำกระบะมาซ้อนทับกันเป็นเวลา 2 วัน เพื่อไม่ให้รากแห้ง หลังจากครบกำหนดแล้วให้ทำการแยกกระบะแล้วรดน้ำเพื่อครั้งเดียวในรอบการปลูก เนื่องจากสถานที่ปลูกเป็นแบบปิดสามารถควบคุมความชื้นที่พอเหมาะได้ แต่ถ้าหากเป็นการปลูกแบบเปิดควรรดน้ำอย่างน้อย 2 วัน หรือตามสภาพอากาศในตอนนั้น

หลังจากนั้น 4 วันก็สามารถกับเกี่ยวเพื่อจำหน่ายได้แล้ว โดยราคาขายที่ฟาร์มสำหรับคนที่มารับหน้าฟาร์ม ราคากิโลกรัมละ 300-350 บาท หรือส่งทางไปรษณีย์ กิโลกรัมละ 450-500 บาท จัดส่งฟรี นอกจากนี้ยังจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ต้นอ่อนข้าวสาลี ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ที่สั่งมาจากประเทศออสเตรเลียที่มีคุณภาพ

คุณเปา กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เหตุที่ต้องใช้เมล็ดต้นอ่อนข้าวสาลีจากต่างประเทศ เนื่องมาจากมีคุณภาพและปริมาณสินค้ามีจำนวนมากเพียงพอต่อการจำหน่ายและนำไปเพาะปลูก ซึ่งหากเทียบกับข้าวสาลีพันธุ์ ฝาง 60 ซึ่งเป็นพันธุ์จากทางภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งคุณภาพยังไม่ได้มาตรฐาน และปริมาณก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

ส่วนช่องทางการตลาดของทางฟาร์ม มีฐานลูกค้าเก่าอยู่แล้วซึ่งจะเป็นการบอกปากต่อปาก โดยตอนนี้จะเน้นเจาะกลุ่มออนไลน์เริ่มจากการทำเว็บไซต์ และสื่อโซเชียลทั้งในเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งจะได้กลุ่มลูกค้าที่กว้างมากยิ่งขึ้น ส่วนมุมมองของเจ้า ‘ต้นอ่อนข้าวสาลี’ ในอนาคต ตนมองว่ายังไปได้อีกไกล เนื่องจากตอนนี้กระแสคนหันมาดูแลสุขภาพเยอะขึ้น ทำให้พืชผักสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นที่นิยม

สำหรับผู้ที่สนใจอยากลองปลูกต้นอ่อนข้าวสาลี คุณเปา ได้แนะนำว่าควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน ซึ่งปัจจุบันข้อมูลและความรู้ต่างๆมีมากมาย โดยเฉพาะในอินเตอร์เน็ต และสิ่งสำคัญคือการลงมือทำด้วยตนเอง ซึ่งเราสามารถรู้ปัญหาและวิธีการแก้ไขด้วยตัวเราเอง หากเรามั่นใจในสินค้าเกษตรของเราแล้วก็ต่อยอดไปสู่การหาตลาดที่รองรับต่อไป

ทั้งนี้หากใครที่สนใจอยากศึกษาเรียกรู้ หรือสนใจสั่งซื้อต้นอ่อนข้าวสาลี หรือเมล็ดพันธุ์ต่างๆ สามารถติดต่อได้ที่ ‘จอมทองฟาร์ม’ ซอยกันตนา ต.บางใหญ่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี หรือโทรติดต่อได้ที่เบอร์ 0615659542 (คุณเปา)

เชอรี่ สามโคก พาเทรนเนอร์แซ่บ แจ้งความปอท. โดนแฮกเฟซหลอกยืมเงิน

ประเด็นน่าสนใจ

*ตำรวจ ปอท.เตือนให้ตั้งระบบความความปลอดภัย 2 ชั้นบัญชีโซเชียลต่างๆ ป้องกันคนร้ายแฮกได้ง่าย
*การประกาศเตือนครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากมีคนโดนแฮกช่องทางต่าง ๆ ทางออนไลน์เป็นจำนวนมาก
*ล่าสุด เชอรี่ สามโคก พาเทรนเนอร์แซ่บ แจ้งความปอท. โดนแฮกเฟซบุ๊กและไลน์

ประเด็นน่าสนใจ

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 1 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ลฏาภา รัชตะอมรโชติ หรือเชอรี่ สามโคก อายุ 35 ปี นางแบบสาวแนวปลุกใจ พร้อมด้วย น.ส.ลภาภัทร์ ม่วงทอง อายุ 39 ปี เจ้าของฉายาเทรนเนอร์แซ่บ ซึ่งเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัวของเชอรี่ และนายวาสกันต์ บุณยรัตพันธุ์ อายุ 26 ปี ได้นำหลักฐานเอกสารการโดนแฮกข้อมูลทางเฟซบุ๊กและไลน์แล้ว นำไปยืมเงิน มูลค่าความเสียหายเกือบ 2 แสนบาท เข้าพบ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท.ฐานะโฆษก บก.ปอท. และ พ.ต.อ.วัชรพันธ์ ศิริพากษ์ ผกก.1 ปอท. ร.ต.อ.หญิง รัฐฎาพร น้อยวัน รองสว.(สอบสวน) กก.1 บก.ปอท.

น.ส.ลฏาภา-เชอรี่ เปิดเผยว่า ทางเทรนเนอร์แซ่บ ซึ่งเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัวที่ตนฝึกมาได้ 3 ปี โดยเรื่องทั้งหมดเริ่มจากในวันที่ 26 มิ.ย. เวลาประมาณ 10.45 น. เทรนเนอร์แซ่บได้รับข้อความทางไลน์จากคนรู้จักว่า “เทรนเนอร์แซ่บเห็นข่าวนี้หรือยัง” แต่เมื่อเทรนเนอร์แซ่บกดลิงค์ เข้าไปดูมันก็ให้ใส่ชื่อและรหัสของเฟสบุ๊ก เมื่อเทรนเนอร์แซ่บใส่รหัสเสร็จก็ไม่เห็นมีข่าวอย่างที่ว่า

ทางเทรนเนอร์ก็ไม่ได้คิดอะไร ผ่านไปประมาณ 10 นาที เฟสบุ๊กของเทรนเทอร์โดนแฮก เมื่อรู้ตัวว่าโดนแฮคเทรนเนอร์ก็พยายามกู้เฟสบุ๊กคืน จนกู้คืนได้ในเวลา 11.30 น.ของวันเดียวกัน

น.ส.ลฏาภา-เชอรี่ เปิดเผยต่อว่า แต่ในระหว่าง 45 นาทีที่โดนแฮก เทรนเนอร์แซ่บก็ได้ไปแจ้งความไว้ที่สน.ห้วยขวางทันทีโดยในระหว่างนั้นคนร้ายก็ได้ใช้เฟสบุ๊กของเทรนเนอร์แซ่บ ส่งข้อความไปยืมเงินกับคนที่เทรนเนอร์แซ่บเป็นเพื่อนด้วย ซึ่งมีทั้งหมดกว่า 5,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนลูกศิษย์ ของเทรนเนอร์แซ่บเอง และคนร้ายยังใช้กลอุบายทำเป็นโทรศัพท์เข้ามาแล้วก็วางสายหาชื่อเฟสบุ๊กคนที่ยืมเงิน เพื่อทำให้แลดูเหมือนว่า เทรนเนอร์แซ่บ กำลังเดือดร้อนเงินจริงๆ

ซึ่งมีเพื่อนที่หลงเชื่อและได้โอนเงินไปหลายคน อย่างเช่น น.ส.มิ้น (นามสมมุติ) อายุ 34 ปี ได้หลงเชื่อ โอนเงินไป 2 รอบ รอบแรก 32,000 บาท และรอบที่สอง 68,000 บาท โดยทั้งการโอนเงินทั้ง 2 ครั้งชื่อบัญชีที่โอนเงินให้แตกต่างกันจากนั้นคนร้ายได้แฮกไลน์ของเทรนเนอร์แซ่บต่อ พร้อมกับส่งข้อความในลักษณะ “ฟิงชิง” ไปถึงคนอื่นๆ ในไลน์กลุ่มว่า “รบกวนช่วยโหวตให้หลานที่ประกวดร้องเพลงหน่อยนะ”

โดยในกรณีนี้มีนายวาสกันต์ บุณยรัตพันธุ์ ซึ่งเป็นเพื่อนเทรนเนอร์ ของเทรนเนอร์แซ่บ ได้หลงกลกดเข้าไป แล้วจะมีข้อความให้กรอบพราสเวิร์ดเฟซบุ๊ก ทำให้คนร้ายได้พราสเวิร์ดเฟซบุ๊กไป และเมื่อคนร้ายแฮกเข้าไปได้ ก็ได้ใช้เฟสบุ๊กของนายวาสกันต์ ไปยืมเงินเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊กต่ออีก รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 60,000 บาท

น.ส.ลฏาภา หรือเชอรี่ เปิดเผยต่อว่า ทั้งนี้ตนได้รับข้อความจากเทรนเนอร์แซ่บได้ส่งไลน์มาขอยืมเงินตนด้วย แต่โชคดีที่ในจังหวะนั่นตนนอนอยู่จึงไม่ได้เปิดอ่าน ก่อนที่ทางเทรนเนอร์แซ่บจะโทรมาบอกตนด้วยตัวเอง ไม่เช่นนั้นตนคงโอนเงินให้คนร้ายไปแล้ว

ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่าคนร้ายได้ส่งเลขบัญชีให้โอนเงิน ทั้งหมด 5 บัญชีประกอบด้วย

  • Bunlap Chuykaeng (บุญลาภ ช่วยแข็ง)ธนาคารกสิกร เลขที่ 0541251596
  • Poomiwat Chanked(ภูมิวัฎ จันทร์เกษ) กสิกร เลขที่ัญชี 0538816469
  • Sakhon Palasit scb เลขที่ 7932837321
  • Punyisa Khamyong กรุงเทพ เลขบัญชี 5897069084
  • Adeenan Tabaru scb เลขที่ 5082895366

จากบัญชีเหล่านี้ซึ่งเป็นชื่อที่แตกต่างกัน ตนอยากจะฝากเตือนว่า ถ้าหากมีคนที่สนิทส่งอะไรแบบนี้มา ขอให้โทรคุยกันก่อนต้องได้ยินด้วยเสียงหรือเห็นหน้า ตนไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก เชื่อว่าคนร้ายทั้งหมดน่าจะทำเป็นกระบวนการ ในขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ ตร.ปอท.กำลังสืบสวนจากบัญชีทั้ง 5 ที่ส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อสืบสวนสอบสวนนำตัวคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็ว

ด้าน น.ส.ลภาภัทร์ เปิดเผยว่า ในขณะนี้คนร้ายที่แฮกเฟซบุ๊กและไลน์ของตน ยังไม่หยุดที่จะส่งข้อความไปให้เพื่อนของตน ซึ่งนั้นจะสร้างความเสียหายขึ้นอีก ซึ่งตนอยากจะฝากให้ทุกคนที่โดนหลอกลวงในกรณีเดียวกับตน รวบรวมนำพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุด เพื่อมาดำเนินคดีเอาผิดกับกลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้ให้ได้

ด้าน พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ เปิดเผยว่า ทั้งนี้อยากฝากเตือนถึงพี่น้องประชาชนผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก และแอพพลิเคชันต่างๆ ควรตั้งรหัสผ่านล็อกอินที่สามารถให้ผู้อื่นคาดเดาได้ยาก อีกทั้งควรตั้งค่าเข้าระบบถึง 2 ชั้น ด้วยรหัสผ่านและ sms ในการยืนยันตัวตนอีกครั้งก่อนเข้าระบบเพื่อความปลอดภัยที่จะช่วยปกป้องบัญชีของผู้ใช้ นอกจากนี้ควรตั้งค่าความเป็นส่วนตัว อย่ารับคนที่ไม่รู้จักเป็นเพื่อนเนื่องจากอาจถูกส่องดูพฤติกรรมความเคลื่อนไหวจนเป็นช่องว่างให้กลุ่มมิจฉาชีพใช้ในการก่อเหตุในด้านต่างๆ