กทม.ทุ่มงบฯ ปี 2563 กว่า 8.3 หมื่นล้าน มุ่งพัฒนากรุงเทพฯ

วันที่ 26 กรกฎาคม 2552 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ร.ต.ต เกรียงศักดิ์ โลหะชาละประธานสภากรุงเทพมหานคร พร้อมคณะ ได้จัดแถลงข่าว “ผลการพิจารณาร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ.2563”

ร.ต.ต. เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ ประธานสภากรุงเทพมหานคร กล่าวว่า วันนี้สภากรุงเทพมหานครได้พิจารณาร่างข้อบัญญัติ กรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 เสร็จสิ้นลงแล้ว และได้มีมติเห็นชอบให้ประกาศใช้ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครฯ เป็นจํานวนเงินทั้งสิ้น 83,398,006,000 บาท จําแนกเป็น 2 ประเภท คือ

1.งบประมาณรายจ่ายของกรุงเทพมหานคร จํานวน 83,000,000,000 บาท

2.งบประมาณรายจ่ายของการพาณิชย์ของกรุงเทพมหานคร จํานวน 398,006,000 บาท

งบประมาณทั้งหมดของกรุงเทพมหานคร จําแนกออกเป็น งบดําเนินการ ร้อยละ 73.70 และงบลงทุนร้อยละ 26.30 จะนําไปเป็น ค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานใน 7 ด้าน

  • ด้านการบริหารทั่วไป คิดเป็นร้อยละ 31 หรือ ประมาณ 2.54 หมื่นล้านบาท
  • ด้านการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ร้อยละ 16 หรือประมาณ 1.35 หมื่นล้านบาท
  • ด้านการโยธาและระบบจราจร ประมาณ 1.63 หมื่นล้านบาท 
  • ด้านการระบายน้ำและบําบัดน้ำเสีย จํานวนประมาณ 9.8 พันล้านบาท 
  • ด้านการพัฒนาและบริการสังคม จํานวนประมาณ 6.3 พันล้านบาท
  • ด้านการสาธารณสุข จํานวนประมาณ 6.7 พันล้านบาท
  • ด้านการศึกษา จํานวนประมาณ 4.6 พันล้านบาท

‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’ ยกระดับภาคการเกษตรจากผู้ผลิตสู่ผู้ประกอบการ

ประเด็นน่าสนใจ

  • กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการสนับสนุนองค์ความรู้ทางบัญชีสู่เกษตรกร
  • ปรับปรุงพัฒนาเครื่องมือทางบัญชีให้มีความทันสมัยใช้ง่าย ด้วยเทคโนโลยีเกิดเป็นนวัตกรรมทางบัญชี เพื่อชี้ทางสร้างเกษตรกรให้มั่นคง สู่ภาคการเกษตรที่มั่งคั่ง

จากคนที่ไม่มีพื้นฐานในด้านการเกษตรมาก่อน สู่การเป็นครูบัญชีอาสาที่ได้รับรางวัลระดับประเทศ และมีจิตอาสาสามารถถ่ายทอดความรู้ บ่มเพาะองค์ความรู้ทางบัญชีจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้กับเกษตรกร โดยการใช้บัญชีเป็นแรงจูงใจในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆด้านการเกษตร และบริหารจัดการสู่ความสำเร็จ

นายประยงค์ บุญทอง ครูบัญชีอาสา ในจังหวัดอำนาจเจริญ เริ่มเข้ามาเรียนรู้การจัดทำบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ พร้อมสมัครเป็นครูบัญชีอาสาให้กับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ตั้งแต่ปี 2554 จนประสบความสำเร็จและเป็นต้นแบบในการทำบัญชีอย่างจริงจัง สามารถแยกแยะรายรับรายจ่าย ต้นทุน กำไร จากการประกอบอาชีพได้อย่างเป็นระบบ รวมถึงสามารถบันทึกข้อมูลทางการเกษตร สู่การบริหารจักการในภาคการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อเห็นประโยชน์จากการจัดทำบัญชีแล้วจึงได้ใช้พื้นที่การทำเกษตรของตนเองเป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ถ่ายทอดความรู้ทางด้านการเกษตรควบคู่ไปกับความรู้ทางด้านบัญชีให้แก่เกษตรกร ในชุมชน ความสำเร็จของครูประยงค์ บุญทองในครั้งนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีและเป็นต้นแบบของชุมชน จากการบันทึกบัญชีรายรับ รายจ่ายในครัวเรือนและบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ รวมถึงบันทึกข้อมูลการเกษตร สามารถวิเคราะห์ต้นทุนการประกอบอาชีพของตนเอง และถอดบทเรียน เพิ่มองค์ความรู้ของการประกอบอาชีพ

โดยใช้บัญชีชี้ทาง “เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย มีเงินออม” ตลอดจนสามารถนำไปวางแผนขยายผลต่อยอดบริหารจัดการภาคการเกษตร และเป็นต้นแบบให้แก่เกษตรกรรายอื่น ๆ สามารถนำไปปฏิบัติเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ให้อยู่ดี กินดี สร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนต่อไป

ด้านนายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากนโยบายรัฐบาลในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งสู่ประชาชนทั่วประเทศ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการสนับสนุนองค์ความรู้ทางบัญชีสู่เกษตรกร ให้ทำบัญชีได้ใช้บัญชีเป็นในภาคครัวเรือนและภาคการเกษตร มาแล้วตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบัน

ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านการประกอบการเกษตรให้กับเกษตรกรได้อย่างมั่นคง โดยเกษตรกรผู้มีองค์ความรู้ทางบัญชีนอกจากจะรู้รายรับ รายจ่าย รู้ตัวตนแล้ว ข้อมูล ที่ได้บันทึกจากการประกอบการทำเกษตรจะช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิต การเก็บเกี่ยวผลผลิตและการตลาด รวมถึงต่อยอดพัฒนาพืชผลทางการเกษตรให้เป็นสินค้าที่ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภคได้

โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ทางบัญชี และปรับปรุงพัฒนาเครื่องมือทางบัญชีให้มีความทันสมัยใช้ง่าย ด้วยเทคโนโลยีเกิดเป็นนวัตกรรมทางบัญชี เพื่อชี้ทางสร้างเกษตรกรให้มั่นคง สู่ภาคการเกษตรที่มั่งคั่ง และอนุรักษ์ให้ทรัพยากรการเกษตรมีความยั่งยืน

เด็ก 2 ขวบ ถูกพี่เลี้ยงทำร้าย เสียชีวิตแล้ว

นางสาวเพียงคำพร บุญพัฒน์ อายุ 33 ปี ชาวสระแก้ว เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.พระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ กรณีให้นางมยุรี ทวงเกตุ อายุ 34 ปี

ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงของน้องดิว ลูกชายวัย 2 ขวบ แต่กลับทำร้ายร่างกายน้องดิวจนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยน้องทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ แพทย์แจ้งว่าลูกชายมีบาดแผลร่องรอยถูกกัดตามตัวหลายแห่ง และน่าจะถูกตีด้วยของแข็งที่ศีรษะจนก้านสมองตาย มีรอยเขียวช้ำที่หน้าอกและด้านหลัง เชื่อว่าลูกถูกพี่เลี้ยงทำร้าย จึงเข้าแจ้งคงวามให้สอบสวนข้อเท็จจริง

ส่วนนางมยุรีพี่เลี้ยงได้หายตัวไป ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.พระสมุทรเจดีย์ ได้ติดตามจับกุมตัวนางมยุรี พี่เลี้ยงโหดเอาไว้ได้ ก่อนนำตัวมาทำการสอบสวนที่ สภ.พระสมุทรเจดีย์

โดยมี พลตำรวจตรีธรรมนูญ ไตรทิพยพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ เดินทางเข้าทำการสอบสวนข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง นางมยุรี ให้การว่า ระหว่างที่ดูแล น้องดิวไม่เชื่อฟัง เช่น อุจาจาระ ปัสสาวะไม่เป็นที่เปรอะเปื้อนบ้าน จึงลงโทษโดยการกัดตามร่างกาย หยิกใบหู และบางครั้งก็ใช้มือทุบตีไปที่แผ่นหลัง

เคยใช้ขวดน้ำพลาสติกเปล่าตีไปที่ศีรษะ ทำไปต้องการให้เด็กหลาบจำ นอกจากนี้เด็กยังพลัดตกบันไดบ้านหลายครั้ง และเกิดอาการชักเกร็ง จึงได้พาไปส่งโรงพยาบาลพระสมุทรเจดีย์ และส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลสมุทรปราการ ด้านพนักงานสอบสวนได้ควบคุมตัวนางมยุรีไว้ดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

มาดูอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่จังหวัดปราจีนบุรี เป็นอุทาหรณ์เตือนผู้ปกครองให้ระมัดระวังเวลาเด็กๆ หยิบของมาเล่น โดยเหตุการณ์นี้ เป็นเรื่องของเด็กหญิงวัย 2 ขวบ เล่นกระดิ่งขนาดเล็ก แล้วกระดิ่งหลุดเข้าไปในรูจมูก จนต้องนำส่งโรงพยาบาล

โดยนางสาวณัฐพร แก้วโรจน์ แม่ของเด็กหญิง วัย 2 ขวบ 6 เดือน เล่าว่าลูกสาวเดินมาบอกว่า มีสิ่งของติดในรูจมูก จึงดูว่าเป็นกระดิ่ง แม่ก็ให้สั่งออกมา แต่ไม่ออก จึงต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล แพทย์ได้ใช้อุปกรณ์การแพทย์เกี่ยวออกมา โดยเด็กไม่ได้รับอันตรายใดๆ

มีข้อมูลจากศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ให้ข้อมูลว่า ธรรมชาติของเด็กวัยไม่เกิน 3 ขวบ ชอบสำรวจโลก และมักจะพิสูจน์ด้วยการหยิบเข้าปากและจมูก ดังนั้น จึงแนะนำให้พ่อแม่ผู้ปกครองเก็บกวาดพื้นบ้านให้เกลี้ยง อย่าให้มีเศษวัสดุใดๆ ตกอยู่ตามพื้นบ้าน

เพราะที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้บ่อยครั้ง เช่น หยิบกระดุมเข้าปาก กินผลไม้โดยไม่เคี้ยว ไม่คายเม็ดจนติดหลอดลม ลูกปัด หรือแม้กระทั่งเศษเหรียญ และที่อันตรายสุดคือเม็ดยา ที่สำคัญอย่าละเลยสิ่งที่ควรระวังที่สุดในการเลี้ยงเด็กเล็ก คืออย่าให้คลาดสายตาเด็ดขาด