เร่งสอบข้อเท็จจริง กรณีนักเรียน ม.3 ข่มขืน ม.1

มีเหตุนักเรียนชายก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศเพื่อนนักเรียนหญิงถึง 2 กรณีด้วยกัน โดยเหตุการณ์ที่จังหวัดนครราชสีมา มีการก่อเหตุข่มขืนนักเรียนหญิงภายในห้องน้ำโรงเรียน ซึ่งครูทราบเรื่องแต่ไม่แจ้งให้ผู้ปกครองทราบ กลับให้เด็กกินยาคุมฉุกเฉิน

“น้องบี” (นามสมมติ) นักเรียนหญิงอายุ 13 ปี ชั้น ม.1 โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ถูกรุ่นพี่นักเรียนชาย อายุ 16 ปี ชั้น ม.3 โรงเรียนเดียวกัน ข่มขืนกระทำชำเราในห้องน้ำโรงเรียน และได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.โนนสูง

ล่าสุดนางนก (นามสมมติ) แม่ของน้องบี ได้พาลูกเดินทางมาที่สำนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา เพื่อให้สหวิชาชีพทำการสอบสวนเรื่องที่เกิดขึ้น โดยนางนก กล่าวว่า รู้สึกเสียใจมากกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับ

โดยในวันเกิดเหตุ (11 มิ.ย.) หลังเลิกเรียน ก็ไปรับลูกตามปกติ แต่สังเกตเห็นว่าที่คอของลูกมีรอยจ้ำๆ และลูกมีอาการซึม หวาดกลัว และมียากลับมากินที่บ้าน 2 เม็ด โดยบอกว่าครูเอามาให้กินเพราะเห็นว่าไม่สบาย ลูกก็ไม่ยอมเล่าอะไรให้ฟัง จนเวลาผ่านไปตนก็พยายามเค้นสอบถามลูก

สุดท้ายลูกก็ยอมรับว่าถูกรุ่นพี่ข่มขืน โชคดีที่เก็บซองยานั้นไว้ จึงนำไปตรวจสอบที่ร้านขายยาจึงทราบว่าเป็นยาคุมฉุกเฉิน จึงไปสอบถามคุณครูถึงเรื่องที่เกิดขึ้น จากนั้นทางโรงเรียนได้ให้เข้าพบ ผอ. และเรียกเด็กทั้ง 2 คนมาสอบถาม

โดยฝ่ายชายบอกว่าไม่ได้ก่อเหตุข่มขืนจึงปล่อยตัวไป ต่อมาน้องบีมีอาการซึมเศร้าหนักขึ้นและกรีดข้อมือทำร้ายตัวเอง นางนกจึงตัดสินใจพาลูกสาวไปแจ้งความดำเนินคดี

ด้านนายพิสิษฐ์ ชดกิ่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชี่ยวชาญ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถามศึกษานครราชสีมา เขต 1 กล่าวว่า ได้สั่งการให้ทางโรงเรียนตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริง พร้อมยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

มาดูอีกเหตุการณ์เกิดขึ้นที่จังหวัดระยอง เด็กนักเรียนหญิงวัย 14 ปี ไปร่วมงานวันเกิดเพื่อน และถูกกลุ่มเพื่อนนักเรียนชายชักชวนให้ดื่มสุราจนมึนเมาหมดสติ และถูกนำมาทิ้งไว้โคนเสาไฟฟ้าหน้าบ้าน ในสภาพชุดชั้นในถูกฉีกขาด และมีเลือดไหลที่อวัยวะเพศ เมื่อคืนวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุ ผู้ปกครองเด็กหญิงได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.วังจันทร์ จังหวัดระยอง

เบื้องต้นเด็กหญิง ให้การกับตำรวจว่า คืนวันเกิดเหตุไปงานวันเกิดเพื่อนนักเรียนชายคนหนึ่งที่หมู่บ้านท่าเสา หมู่ 2 ตำบลหนองบัว อำเภอบ้านค่าย และเมื่อไปถึงพบเพื่อนนักเรียนชายประมาณ 8 ถึง 9 คน นั่งดื่มสุรากันอยู่ก่อนแล้ว และมีตนเองเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียว จากนั้นถูกเพื่อนนักเรียนชายชักชวนให้ร่วมดื่มสุราด้วย จนมึนเมาและหมดสติ และมารู้สึกตัวอีกครั้ง คือนอนอยู่ในบ้านแล้ว

ด้านตำรวจ สภ.วังจันทร์ หลังจากรับแจ้งเหตุแล้ว ได้ติดตามตัวนักเรียนชายทั้ง 9 คน มาสอบปากคำเบื้องต้นไว้เป็นหลักฐาน โดยนักเรียนชายทั้ง 9 คน ให้การปฏิเสธว่า ไม่ได้ล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิง

อย่างไรก็ตาม ตำรวจอยู่ระหว่างรอผลตรวจร่างกายของเด็กหญิง จากโรงพยาบาลวังจันทร์ ซึ่งหากผลการตรวจพบว่าเด็กนักเรียนหญิงผู้เสียหาย ถูกล่วงละเมิดทางเพศจริง จะนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

คลิปสยอง! นาทีพาวเวอร์แบงค์ ระเบิดคากระเป๋า นทท.

ประเด็นน่าสนใจ

  • เกิดพาวเวอร์แบงค์ระเบิดหน้าสนามบินเชียงใหม่
  • โชคดีที่ไม่มีคนได้รับบาดเจ็บ
  • เหตุการณ์เป็นอุทาหรณ์ที่ทำให้เห็นว่าทำไมต้องมีกฎห้ามนำพาวเวอร์แบงค์ขึ้นเครื่องบิน

วันนี้ (26 ก.ค. 2562) เพจ Chiang Mai International Airport ได้มีการโพสต์คลิปเพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจ หลังเกิดเหตุการณ์ระทึกไฟไหม้กระเป๋าของนักท่องเที่ยวรายหนึ่ง ขณะกำลังเดินอยู่ภายในสนามบิน ซึ่งสาเหตุของการระเบิดมาจากแบตเตอร์รี่สำรองที่อยู่ภายในกระเป๋า

โดยคลิปได้เผยให้เห็นว่า ระหว่างที่นักท่องเที่ยวรายดังกล่าวเดินอยู่บริเวณหน้าคารผู้โดยสารท่าอากาศยานเชียงใหม่นั้น จู่ๆ กระเป๋าของเขาก็เกิดไฟไหม้ขึ้น ทำให้เขาต้องถอดกระเป๋าทิ้งอย่างรวดเร็ว โชคดีที่เหตุการณ์นี้ไม่มีผู้บาดเจ็บ หรือได้รับอันตรายถึงชีวิต ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2562 ที่ผ่านมา

ขณะที่เพจดังกล่าวได้มีข้อความเผยว่า การนำคลิปดังกล่าวออกมาเผยแพร่ก็เพื่อเตือนภัยถึงอันตรายของการพกพาแบตเตอร์รี่สำรองขึ้นเครื่องบิน เพราะถ้าหากเกิดระเบิดหรือเกิดไฟไหม้ขณะที่เครื่องลอยอยู่กลางอากาศอะไรจะเกิดขึ้นได้

“ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดบนอากาศยาน จะเป็นอย่างไร นั่นจะเป็นคำตอบว่าทำไมสนามบินต้องตรวจเข้ม และกวดขันในเรื่องการนำแบตเตอรี่สำรอง หรือ Power bank ขึ้นไปบนอากาศยาน ปลอดภัยคือมาตรฐาน บริการคือหัวใจ”

ทั้งนี้เมื่อเรื่องราวดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปก็ทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ต่างตื่นตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและไม่คาดคิดว่า Power bank จะอันตรายมากขนาดนี้ และแนะนำว่าวัตถุอันตรายเช่นนี้ควรซื้อของแท้อย่างเดียว อย่าใช้ของปลอมเป็นอันขาด

สำหรับกฎระเบียบการบิน มีการกำหนดขนาดความจุไฟฟ้าของ power bank (แบตเตอรี่สำรอง) ในการนำติดตัวขึ้นเครื่องไว้อย่างชัดเจน ตามมาตรฐานความปลอดภัยของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ซึ่งข้อกำหนดเหล่านั้น ล้วนเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารทั้งสิ้น โดยพาวเวอร์แบงค์ที่จะนำติดตัวขึ้นเครื่องได้ต้องมีขนาดดังนี้

– power bank ขนาดความจุไฟฟ้ามากกว่า 32000 mAh ไม่ได้รับอนุญาตให้นำขึ้นเครื่องทุกกรณี
– power bank ความจุไฟฟ้าอยู่ที่ระหว่าง 20000 – 32000 mAh สามารถนำขึ้นเครื่องได้ไม่เกิน 2 ก้อน
– power bank ความจุไฟฟ้าต่ำกว่า 20000 mAh สามารถนำขึ้นเครื่องได้ไม่จำกัดจำนวน

ทั้งนี้การนำพาวเวอร์แบงค์ขึ้นเครื่องบินต้องนำติดตัวไว้ตลอดห้ามใส่ไว้ในกระเป๋าเดินทางเพื่อโหลดใต้เครื่อง เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

การบินไทยสอบสจ๊วต ลอบขนบุหรี่ไฟฟ้า โทษสูงสุด “ไล่ออก”

นายสุธีรัชต์ ศิริพลานนท์ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายบริการบนเครื่องบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีที่มีข่าวพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชายลักลอบนำบุหรี่และไส้บุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมากเข้ามาประเทศไทย

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2562 โดยบริษัทฯ ได้รับแจ้งข้อมูลว่ามีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชายคนหนึ่งของเที่ยวบินเที่ยวบินที่ ทีจี 677 เส้นทางนาริตะ-กรุงเทพฯ ซื้อบุหรี่และไส้บุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมากอย่างผิดสังเกตที่ร้านค้าปลอดภาษีในท่าอากาศยานนาริตะ

ทั้งนี้บริษัทฯ ได้แจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรเพื่อเตรียมการตรวจจับ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เอ็กซเรย์ตรวจค้นพนักงานต้อนรับฯ เที่ยวบินดังกล่าวทุกคน และไม่พบว่ามีบุหรี่และไส้บุหรี่ไฟฟ้าแต่อย่างใด

แต่พบกระเป๋าที่วางไว้ข้างคนขับรถขนส่งพนักงานจากลานจอดเครื่องบินกลับมายังอาคารศูนย์ปฏิบัติการ การบินไทยที่สุวรรณภูมิ ซึ่งภายในกระเป๋ามีบุหรี่และไส้บุหรี่ไฟฟ้าบรรจุอยู่จำนวนมากโดยไม่มีพนักงานต้อนรับฯ คนใดแสดงตัวเป็นเจ้าของ

ขณะนี้ บริษัทฯ รู้ตัวผู้กระทำผิดแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนและรวบรวมหลักฐาน เพื่อดำเนินการกับผู้กระทำผิด ซึ่งบริษัทฯ จะลงโทษตามระเบียบบริษัทฯ ต่อไป โดยมีโทษสูงสุดถึงขั้นไล่ออก 

โดยยืนยันว่า บริษัทฯ มีมาตรการป้องปรามไม่ให้พนักงานต้อนรับฯ กระทำผิด ทั้งการฝึกอบรมและย้ำเตือนอย่างสม่ำเสมอให้พนักงานรับทราบถึงโทษที่จะได้รับเมื่อกระทำความผิด ให้หัวหน้างานสอดส่องดูแลอย่างเข้มงวด และให้ความร่วมมือกับศุลกากรโดยการแจ้งเบาะแสรวมทั้งทำการสุ่มตรวจค้นเมื่อพนักงานต้อนรับฯ เดินทางถึงประเทศไทย