แตกตื่น! ชายแบกปืน M16 ทุบตู้ ATM ฉุนกดเงินไม่ได้

ประเด็นน่าสนใจ

  • เกิดเหตุชายถืออาวุธปืนบุกทุบตู้เอทีเอ็มที่ จ.กาฬสินธ์
  • เวลาต่อตำรวจตามจับตัวได้ และตรวจสอบพบเมาสุราและมีอาการป่วยทางจิต
  • สาเหตุมาจากไม่พอใจตู้กดเงินไม่ได้
  • ส่วนปืนเป็นปืนปลอม หรือ บีบีกัน

วานนี้ (24 ก.ค. 2562) ได้เกิดเหตุระทึกขึ้นที่ จ.กาฬสินธุ์ เมื่อปรากฏมีชายคนหนึ่งถืออาวุธปืน เอ็ม16 บุกทุบต้เอทีเอ็มของธนาคารแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในปั๊มน้ำมันพื้นที่บ้านเสียว ต.หัวหัว อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ จนเกิดความเสียหาย และสร้างความตื่นตกใจให้คนพบเห็นเหตุการณ์เป็นอย่างมาก ก่อนที่เขาจะหลบหนีไป

โดยรายงานเผยว่า ก่อนเกิดเหตุชายคนดังกล่าวชายคนดังกล่าวได้ขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างมายังปั๊มน้ำมันเพื่อกดเงิน แต่ระหว่างนั้นตู้เอทีเอ็มได้กลืนบัตรของเขาไป ด้วยความโมโหชายคนดังกล่าวจึงไปหยิบปืน เอ็ม16 ที่พกมาด้วยไปทุบกับตู้เอทีเอ็มดังกล่าว

หวังจะให้คืนบัตรแต่ไม่เป็นผลเขาจึงขับรถออกไปด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว เมื่อชาวบ้านเห็นท่าไม่ดีหวั่นว่าเขาจะไปก่อเหตุร้ายเพราะมีอาวุธปืนจึงได้เข้าแจ้งให้ตำรวจตามจับกุมตัว

ก่อนที่เวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็สามารถจับชายคนดังกล่าวพร้อมของกลางเป็นอาวุธปืนได้ ทราบชื่อผู้ก่อเหตุคือนายชัยณรงค์ วัชโสก อายุ 39 ปี ส่วนปืนนั้นเป็นอาวุธปืนปลอม หรือปืนบีบีกัน ซึ่งจากการสอบสวนผู้ก่อเหตุยอมรับว่าใช้อาวุธปืนทุบตู้เอทีเอ็มจริง

เนื่องจากไปกดเงินแล้วไม่ได้เงินแถมบัตรก็ถูกกลืนไปด้วย ด้วยความโมโหประกอบกับมีอาการเมาสุราจึงได้ก่อเหตุดังกล่าว นอกจากนี้จากการตรวจสอบประวัติยังพบว่าชายผู้ก่อเหตุเป็นคนป่วยจิตเวชต้องกินยาเป็นประจำด้วย

เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวน ได้แจ้งข้อกล่าวหาเสพสุราหรือของเมาอย่างอื่น จนเป็นเหตุให้เมามายก่อน ประพฤติวุ่นวายหรือครองสติไม่ได้ขณะอยู่ในถนนสาธารณะหรือสาธารณสถาน ก่อนส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ข้อมูลข่าวจาก หนังสือพิมพ์เสียงภูพาน

สรุปการแถลงนโยบายรัฐบาล ( 25 ก.ค.)

วันนี้ (25 ก.ค. ) ถือเป็นวันแรกของรัฐบาลพรรคพลังประชารัฐ ที่ได้มีการแถลงนโยบาย โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาถึงห้องประชุมใหญ่ทีโอทีในเวลาประมาณ 8.30 น. เพื่อเตรียมตัวในการแถลงนโยบาย

ภาพบรรยากาศเมื่อเช้านี้ เมื่อเวลา 08.30 น. ที่พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางมาถึงห้องประชุมทีโอที

นโยบายหลักของรัฐบาล จำนวน 12 ข้อ

  1. การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์
  2. การสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ และความสงบสุขของประเทศ
  3. การทํานุบํารุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
  4. การสร้างบทบาทของไทยในเวทีโลก
  5. การพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย
  6. การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค
  7. การพัฒนาสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก
  8. การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย
  9. การพัฒนาระบบสาธารณสุขและหลักประกันทางสังคม
  10. การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
  11. การปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐ
  12. การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และกระบวนการยุติธรรม

นโยบายเร่งด่วน ของรัฐบาล จำนวน 12 ข้อ

  1. การแก้ไขปัญหาในการดํารงชีวิตของประชาชน
  2. การปรับปรุงระบบสวัสดิการและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
  3. มาตรการเศรษฐกิจเพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
  4. การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวัตกรรม
  5. การยกระดับศักยภาพของแรงงาน
  6. การวางรากฐานระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่อนาคต
  7. การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21
  8. การแก้ไขปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายราชการประจํา
  9. การแก้ไขปัญหายาเสพติดและสร้างความสงบสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้
  10. การพัฒนาระบบการให้บริการประชาชน
  11. การจัดเตรียมมาตรการรองรับภัยแล้งและอุทกภัย
  12. การสนับสนุนให้มีการศึกษา การรับฟังความเห็นของประชาชน และการดําเนินการเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

ดาวน์โหลด คำแถลงนโยบายฉบับเต็ม

ไทม์ไลน์ การแถลงนโยบาย

ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเช้า

08.40 น.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เดินทางมาถึงห้องประชุม TOT เตรียมตัวแถลงนโยบาย

09.00 น.

เริ่มการเปิดประชุมสภา-แถลงนโยบาย

09.10 น.

นายชวน หลีกภัย ได้เริ่มต้นการเปิดประชุมสภา โดยได้กล่าวถึงรายละเอียด ขึ้นตอน ข้อกำหนด ข้อบังคับต่างๆ เพื่อให้สมาชิกได้สอบถามในประเด็นต่างๆ

09.30 น.

นายกฯ เริ่มต้นการแถลงนโยบาย โดยได้เกริ่นนำก่อนจะถูกประท้วงจาก ส.ส.ฝ่ายค้านว่า ในการประชุมสภา ในวันนี้ เป็นการแถลงนโยบาย มิใช่การอภิปราย ขอให้อยู่ในกรอบของเอกสารแถลงนโยบาย

09.45 น.

ส.ส.ฝ่ายค้าน ยกมือประท้วง เนื่องจากมีบางส่วนที่นายกฯ ได้อ่านข้ามไป ทำให้ข้อความอาจจะไม่ได้ถูกบันทึกในบันทึกการประชุม และขอให้นายกฯ ดำเนินการตามขั้นตอน-เนื้อหาของเอกสารแถลงนโยบาย

10.42 น.

ส.ส.ฝ่ายค้านประท้วง ในประเด็นที่ท่านนายกฯ ได้อ่านข้ามเนื้อหาในหน้า 14-15 ไป ขอให้นายกฯ กลับไปอ่านใหม่ โดยมี ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลได้ยกมือขอให้นายกฯ แถลงให้จบเสียก่อน

ประธานฯ รับฟังข้อประท้วง โดยขอให้นายกฯ ได้อ่านทวนในส่วนที่ข้ามไป

11.23 น.

นายกฯ อ่านแถลงนโยบายหลัก 12 ข้อจบเป็นทีเรียบร้อย ก็ได้อ่านแถลงนโยบายเร่งด่วน จำนวน 12 ข้อต่อ

11.39 น.

นายกฯ แถลงนโยบายหลัก และ นโยบายเร่งด่วนเป็นที่เรียบร้อย โดยประธานสภาได้สรุปข้อกำหนด ในการอภิปราย-ซักถามในประเด็นนโยบายที่ได้แถลงจบลงไป

11.40 น.

มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ได้ลุกขึ้นทักท้วงในเรื่องของประเด็นที่นายกฯ ไม่ได้อ่านพระบรมราชโองการ และรายชื่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งอาจจะทำให้ขัดต่อข้อกำหนดได้

11.49 น.

นายกฯ อ่านพระบรมราชโองการแต่งตั้งอีกครั้งหนึ่ง โดยยอมรับว่า ตนเองเป็นมือใหม่ในทางการเมือง

11.51 น.

ประธานสภาเริ่มต้นการอภิปราย ตามลำดับที่ได้แจ้งไว้ โดยให้สิทธิ์ตามลำดับที่ได้แจ้งไว้

​อาทิตย์ เรือนเพชร นักมวยไทย แจงร่วมม็อบฮ่องกง

จากเหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อขาว เกิดการเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงที่ส่วนใหญ่สวมใส่เสื้อสีดำ เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา

โดยมีการเข้าปะทะกันของคนสองกลุ่มอย่างรุนแรงจนถึงขั้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บราว 45 คนและมีคลิปถูกเผยแพร่ในข่าวต่าง ๆ มากมาย โดยในภาพที่ปรากฎจะเห็นกลุ่มชายเสื้อขาวบุกเข้าไปทำร้ายกลุ่มคนเสื้อดำ

ซึ่ง นายแอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชล อดีตผู้สื่อข่าวสำนักข่าวรอยเตอร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของตนเอง โดยอ้างว่าจากภาพที่ถูกบันทึกได้ในขณะเกิดเหตุนั้น หนึ่งในกลุ่มคนเสื้อขาวที่เข้าทำร้ายผู้ชุมนุมสนับสนุนประชาธิปไตย คือ อาทิตย์ เรือนเพชร นักมวยไทยรายหนึ่ง ที่สังกัดค่ายมวยไทยแห่งหนึ่งย่ายเกาลูน ฮ่องกง จนถูกแชร์อย่างมากในโลกโซเชียล

นายอาทิตย์ เรือนเพชร อดีตนักมวยไทยออกมายอมรับแล้วว่า วันที่เกิดเหตุไปกินข้าวกับพ่อบุญธรรมชาวฮ่องกง พ่อเป็นคนชวนให้ไปด้วย ไปครั้งนี้เพื่อปกป้องพ่อบุญธรรมเท่านั้น

เนื่องจากพ่อบุญธรรมเป็นผู้ที่มีบุญคุณ ช่วยสนับสนุนให้ตนเริ่มชกมวยมาโดยตลอด ตอนนี้อยากจะขอโทษคนไทยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนทำไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์

มีข้อมูลว่า อัตราตอบแทนสำหรับนักมวยไทยที่ไปทำงานเบื้องต้น สำหรับนักมวยไทยที่เลิกชกไปแบบระดับธรรมดาทั่วไป ไม่ได้มีดีกรีแชมป์เปี้ยนใดๆ จะอยู่ในราวๆ เดือนละ 8 พันเหรียญฮ่องกง หรือราวๆ 3.1 หมื่นบาท ยังไม่รวมค่าทิปพิเศษอีก

ในฮ่องกงนั้นโดยปกติ จะไม่ค่อยมีนักมวยไทยเป็นนักเลง อันธพาล ต่างจากเขตปกครองพิเศษมาเก๊า เพราะที่นั่นเป็นบ่อน มีการพนันเป็นอาชีพหลักมากมาย คนที่เดินทางมาสอนมวยไทย จึงจะไม่ไปข้องเกี่ยวกับเรื่องของนักเลง ผู้มีอิทธิพล รวมทั้งเรื่องของการเมืองต่างๆ พวกผมจะไม่เข้าไปพัวพันกับเรื่องเหล่านี้อย่างเด็ดขาด

โดยจะมีการว่าจ้าง นักมวยไทยจำนวนมากที่เลิกชกไปแล้ว ให้ไปเป็นครูสอนมวย และเปิดโรงยิมสอนกันอย่างจริงจังมานานหลายสิบปี เช่นเดียวกันที่เกาะมาเก๊า ซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไป บรรดาผู้มีอิทธิพลหรือเจ้าของบ่อนการพนัน ก็จะว่าจ้างอดีตนักมวยไทยไปเป็นบอดี้การ์ดเพื่อเดินตามคอยคุ้มกัน รวมทั้งไปเก็บค่าคุ้มครอง หรือที่เรียกกันว่า “ค่าต๋ง” เป็นเรื่องปกติ