ครูวัย 59 ปี ก่อเหตุยิงแฟนสาววัย 14 ปี ก่อนยิงตัวเองตายตาม

ครูเกษียณวัย 59 ปี ก่อเหตุยิงนักเรียนหญิงวัย 14 ปี ซึ่งเป็นแฟนสาวก่อนยิงตัวเองตายตามภายในรีสอร์ตแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น หลังคบหากันนาน 2 ปี เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดเหตุหึงหวงเพราะหญิงสาวเตรียมเข้าพิธีหมั้นกับหนุ่มอื่น 

ตำรวจ สภ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ตรวจสอบภายในห้องพัก รีสอร์ตแห่งหนึ่ง บนเตียงภายในห้อง พบศพชายซึ่งเป็นอดีตข้าราชการครูเกษียณ วัย 59 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าศีรษะ ข้างกันพบศพ ด.ญ.วัย 14 ปี อยู่ในชุดนักศึกษาถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่ศีรษะเช่นเดียวกัน โดยที่เกิดเหตุพบปืนขนาด 9 มม.ตกอยู่

สอบสวนทราบว่าทั้งคู่คบหากันมาได้ 2 ปี ก่อนเกิดเหตุได้เปิดเข้าพักกระทั่งหมดเวลาพนักงานเห็นทั้งคู่ไม่ออกมาจากห้องจึงได้เปิดเข้าพบไปดู จึงพบศพ เบื้องต้นสันนิษฐานว่าฝ่ายชายน่าจะยิงฝ่ายหญิงก่อนยิงตัวเองตายตาม

ส่วนสาเหตุ คาดว่า น่าจะเกิดจากความหึงหวง เพราะทั้งคู่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง แต่เนื่องจากฝ่ายหญิงเตรียมที่จะเข้าพิธีหมั้นในวันที่เกิดเหตุกับเพื่อนชายวัย 17 ปี จึงอาจะเป็นชนวนเหตุครั้งนี้ / ด้านแฟนหนุ่มผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ที่ผ่านมารู้เรื่องของแฟนสาวที่คบซ้อนแต่ด้วยความรักจึงยอมเรื่อยมา

ตำรวจหนีตาย ถูกชาวบ้านรุมทำร้าย เหตุจับตายพ่อค้ายาเสพติด

ประเด็นน่าสนใจ

  • ตำรวจวิสามัญพ่อค้ายาเสพติดเสียชีวิต ที่ จ.เชียงใหม่
  • ญาติผู้ตายทราบเรื่องจึงมาที่เกิดเหตุ และรุมทำร้ายตำรวจเพื่อแย่งของกลาง
  • โชคดีตำรวจรอดมาได้หวุดหวิด

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (24 ก.ค. 2562) ได้เกิดเหตุระทึกขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมยาเสพติด ต้องพากันหนีตายเอาตัวรอด หลังถูกชาวบ้านจำนวนกว่า 200 คน รุมล้อมเข้าทำร้าย หลังไม่พอใจที่เจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าว ทำการวิสามัญพ่อค้ายาเสพติด โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่หมู่บ้านเป้าหมาย บ.ห้วยไคร้ใหม่ บ.บริการห้วยไคร้ ม.5 ต.เปียงหลวง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่

โดยรายงานเผยว่า ระหว่างที่ พ.ต.ท.ตรีโลจน์ ปันตี รอง ผกก.สส. สภ.เวียงแหง , ร.ต.อ.ประเวสน์ ชุมแก้ว รอง สว.สส., ร.ต.อ.จรัญ ไชยชมภู รอง สวป. พร้อมด้วย ด.ต.จตุพงศ์ ยศเดช , ด.ต.นิรันต์ วังใน , ด.ต.สมจิตร ขันธปราบ และด.ต.ชัชวาลย์ วงศ์หาญ ออกตรวจสอบเป้าหมายการกระทำความผิดคดียาเสพติด ในพื้นที่หมู่บ้านเป้าหมาย บ.ห้วยไคร้ใหม่ บ.บริการห้วยไคร้ ม.5 ต.เปียงหลวง อ.เวียงแหง

โดยมีการประชุมวางแผนแบ่งกำลังออกเป็น 5 คน และใช้รถจักรยานยนต์ จำนวน 3 ค้น และมีรถยนต์ 1 คัน จำนวน 2 คน ขณะที่เจ้าหน้าที ขับรถอ้อมเลยหมู่บ้านที่เกิดเหตุ เข้าไปในป่าท้ายหมู่บ้าน ได้มีชาย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ ผ่านมาโดย เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นคนซ้อนท้ายถืออาวุธปืนยาว โดยไม่ทราบชนิดและขนาด จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ

แต่ทันใดนั้นชายคนขับได้หยุดรถ และได้วิ่งหลบหนีเข้าไปในป่าข้างทาง ส่วนชายคนซ้อนท้ายได้ลงจากรถ แล้วนั่งลงใช้อาวุธปืนยาวยิงใส่เจ้าหน้าที่ จำนวน 2 นัด เจ้าหน้าที่ จึงได้ใช้อาวุธปืนพก ยิงต่อสู้เพื่อป้องกันตัว และถูกชายคนดังกล่าวล้มลงก่อนจะเสียชีวิต ทราบชื่อคือ นายจะจือ จะอ่อ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคดียาเสพติดรายสำคัญ ของ สภ.นาหวาย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ที่หลบหนีมาซ่อนตัวในพื้นที่ สภ.เวียงแหง

เจ้าหน้าที่จึงเขาไปจับกุมและตรวจสอบ ก่อนจะพบว่านอกจากอาวุธปืนและเครื่องกระสุนแล้ว ผู้ตายยังมียาเสพติดให้โทษประเภทที่1 (เมทแอมเฟตามีน) จึงแจ้งกำลังเสริมให้มาช่วยเหลือ แต่ระหว่างที่รอกำลังเสริมนั้นได้มีชาวบ้านที่เป็นญาติของผู้บาดเจ็บเข้ามายังที่เกิดเหตุ และใช้กำลังทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยการใช้ไม้และก้อนหินทุบ เพื่อแย่งของกลางนำไปทำลาย เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมเห็นท่าไม่ดีจึงได้หลบหนีออกทางท้ายหมู่บ้าน และให้ชาวบ้านที่ขับรถผ่านไปมาช่วยเหลือ

ตำรวจ เล็งวาง 5 สำนวนเอาผิดทางคดี

ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่า เรื่องดังกล่าวทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ทราบเรื่องแล้ว และในเบื้องต้นพนักงานสอบสวน จะแบ่งสำนวนสอบสวนเป็น 5 สำนวน คือ
1.สำนวนคดีมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฏหมายและมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต (ผู้ตายตกเป็นผู้ต้องหา) ,
2.สำนวนคดีต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติการตามหน้าที่ฯ (ผู้ตายตกเป็นผู้ต้องหา) ,
3.สำนวนคดีชันสูตรพลิกศพ ผู้ต้องหาที่เสียชีวิต ,
4.สำนวนคดีฆ่าผู้อื่นโดยอ้างเหตุป้องกันจากการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้วิสามัญผู้ตายซึ่งเป็นคนร้ายฯ(ตำรวจที่วิสามัญคนร้ายตกเป็นผู้ต้องหา)
และ 5.สำนวนคดีร่วมกันทำร้ายร่างกาย เจ้าพนักงานซึ่งได้กระทำการตามหน้าที่ฯ (ผู้ที่ทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะปฏิบัติหน้าที่)

โดยพนักงานสอบสวนจะต้องรวบรวมพยานหลักฐาน รอผลการตรวจพิสูจน์ที่เกี่ยวข้องมาประกอบคดี และจะดำเนินการสืบสวนสอบสวนภายในระยะเวลาตามกรอบกฎหมายได้กำหนด จากนั้นจะมีความเห็นทางคดีส่งสำนวนการสอบสวนตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมต่อไป

สุดารัตน์ โพสต์จัดหนัก! จวกนโยบายรัฐบาลใหม่ “ไม่ตอบโจทย์แก้ไขปัญหาประชาชน”

ประเด็นน่าสนใจ

  • คุณหญิงสุดารัตน์ แสดงความเห็นว่า นโยบายรัฐบาลใหม่ ไม่ตอบโจทย์แก้ไขปัญหาประชาชน ชี้ นโยบายเขียนเสมือนเป็นความฝันกว้างๆ ขาดรูปธรรมที่ชัดเจน
  • นอกจากนี้ยังได้พูดถึงเรื่องคุณสมบัติของคนเป็นนายกรัฐมนตรี โดยหญิงหน่อยมองว่า สิ่งนี้มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านโยบาย แต่นายกฯกลับไม่สามารถบอกสถานะตัวเองได้

วันที่ 25 ก.ค. 2562 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หรือหญิงหน่อย ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความลงในแฟนเพจ ส่งกำลังใจให้ให้ 7พรรคร่วมฝ่ายค้าน เนื่องจากวันนี้มีการประชุมรัฐสภา อีกทั้งยังเป็นวันที่ทางฝั่งรัฐบาลจะทำการแถลงนโยบาย

นอกเหลือจากนี้คุณหญิงสุดารัตน์ ยังได้โพสต์ข้อความถึงนโยบายรัฐบาลใหม่ว่า ไม่ตอบโจทย์แก้ไขปัญหาประชาชน คนแถลงก็ด่างพร้อยในเรื่องคุณสมบัติ โดยข้อความที่หญิงหน่อยโพสต์มีดังนี้

ส่งกำลังใจให้ 7พรรคร่วมฝ่ายค้านทำหน้าที่ องครักษ์พิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชน อย่างเต็มที่ คนไทยจะหวังอะไรได้บ้างจากการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีหน้าเดิม ในเสื้อคลุมประชาธิปไตย ที่จะแถลงต่อพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ในวันนี้เพราะเมื่ออ่านแล้วจะพบว่า

นโยบายรัฐบาลใหม่ไม่ตอบโจทย์แก้ไขปัญหาประชาชน ไม่ครอบคลุม ไม่กำหนดที่มาของงบประมาณ ไม่กำหนดเป้าหมายความสำเร็จ เขียนเหมือนเป็นเพียงคำนำเท่านั้น เทียบไม่ได้เลยกับคำแถลงของรัฐบาลอื่นในอดีต ไม่สมกับเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเลยค่ะ ขณะที่คนแถลงก็ด่างพร้อยในเรื่องคุณสมบัติทั้งสิ้น

1) นโยบายเขียนเสมือนเป็นความฝันกว้างๆ ขาดรูปธรรมที่ชัดเจน
ดิฉันอยากชวนพวกเรากลับไปดูตัวเลขทางเศรษฐกิจ 5ปี คสช. ซึ่งพบว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับพังพินาศ ตั้งแต่ก่อหนี้กู้เงินมาชดเชยงบประมาณมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา 5 ปี รัฐบาล คสช. ก่อหนี้เงินกู้เพื่อนำมาชดเชยงบประมาณที่ขาดดุลไปถึง 2.193 ล้านล้านบาท

หมายความว่าประเทศเป็นหนี้สองล้านล้านบาท ที่ต้องใช้กันชั่วลูกชั่วหลาน โดยที่ประเทศของเราไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันไว้เลย ไม่ได้รถไฟฟ้าความเร็วสูง ไม่ได้โครงการบริหารจัดการน้ำป้องกันน้ำแล้งน้ำท่วม ไม่ได้ท่าเรือน้ำลึกใหม่ แต่คนไทยทุกคนต้องมาแชร์หนี้สินที่ คสช. สร้างให้กันหัวโต

มีคนจนมากที่สุด 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลก่อหนี้มหาศาล แต่กลับทำให้คนไทยจนกันหมดทั้งประเทศ ดังปรากฏจากตัวเลขประชาชนที่มาขึ้นทะเบียนคนจนที่มากถึง 14.5 ล้านคน และความเหลื่อมล้ำในทางเศรษฐกิจ-สังคม ที่เพิ่มสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะมากขึ้นหากรัฐบาลยังบริหารประเทศอย่างไร้ทิศทางโดยทีมเศรษฐกิจยังเป็นคนหน้าเดิมๆ เพราะทิศทางที่ทำกันมา 5 ปี คือ สร้างรัฐราชการร่วมกับทุนผูกขาด ทุนเส้นสาย ผ่านโครงการประชารัฐ

หนี้ครัวเรือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ กว่า 1.5 แสนบาทต่อคน ตามข้อมูลของสภาพัฒน์ชี้ว่า หนี้ครัวเรือนไทยพุ่งติดอันดับ 10 ของโลก และสูงถึง 78.7 % ของ GDPความเชื่อมั่นผู้บริโภคไม่มี ไม่มีใครอยากใช้จ่ายเงิน ก่อนรัฐประหาร ความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ 64.0 ปัจจุบันเดือนมิถุนายน ปี 2562 เหลือเพียง 51.3 ธุรกิจไทยเงียบซบเซาไปหมดทั้งประเทศ

ตัวเลขการส่งออกครึ่งปีแรกลดลงกว่า 3% ซ้ำเติมด้วยการท่องเที่ยวเงียบเหงา ทั้ง2 แหล่งรายได้ของประเทศ กำลังลำบากหนัก จากค่าเงินบาทแข็ง แต่ไม่ปรากฏในนโยบายว่ารัฐบาลนี้จะแก้ไขปัญหาอย่างไร

กำลังซื้อภายในประเทศก็หดหาย จากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำมาตลอด 5 ปี
ของรัฐบาลลายพราง และในนโยบายที่แถลงวันนี้ก็ไม่มีมาตรการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม ที่พอจะเป็นความหวังให้เกษตรกรได้เลย เป็นความสงบที่ทำให้ตลาดเงี่ยบสงัด จริงๆค่ะยิ่งกว่านั้นในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กำหนดเป้าหมายสวยหรูว่า จะเพิ่ม GDP เฉลี่ยประมาณ 4-5% ต่อปี แต่ในนโยบายกลับไม่พูดถึง ว่าจะมีนโยบายในการทำให้ GDP โตได้อย่างไร

การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจถือเป็นผลงานชิ้นโบว์ดำ ของพล.อ.ประยุทธ์ และทีมเศรษฐกิจชุดเดิม ที่กลับมาเป็นนายกฯ และครม. ชุดใหม่ ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจที่หนักหนาเช่นนี้ ประชาชนย่อมต้องการรู้ว่ารัฐบาลใหม่ ที่มีนายกฯหน้าเดิม จะมีนโยบายแก้ไขปัญหาปากท้องที่เป็นรูปธรรมอย่างไร ภายในเวลาเท่าไหร่

แต่กลับไม่มีคำตอบ ไม่ปรากฏในนโยบายของรัฐบาลใหม่ และไม่ปรากฏว่า จะมีหนทางในการบรรลุยุทธศาสตร์ชาติที่เขียนกันมากับมือได้อย่างไร ? และเมื่อไม่ปรากฏเข็มทิศนำทางว่าจะแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจที่พังพินาศตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้อย่างไร ก็ย่อมยากที่ประชาชนจะฝากความหวังได้

2) แถลงนโยบาย แต่ไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้ในการดำเนินนโยบาย รัฐธรรมนูญที่ผู้อำนาจร่างกันเอง ได้ประโยชน์กันเอง ระบุไว้ใน ม.162 ว่า ครม. ต้องแถลงนโยบายฯ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย แต่เราไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ปรากฏในเอกสาร

ซึ่งที่ควรจะเป็นคือจะต้องมีการชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่นเดียวกับการทำตารางภาคผนวกว่า สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ฯ อย่างไร

เพราะถ้าไม่บอกแหล่งที่มาของรายได้ให้ชัด ก็ไม่มีทางรู้ได้ว่า รัฐบาลจะหาเงินจากไหน ด้วยวิธีการอย่างไร รัฐบาลจะขยายฐานภาษี ปรับปรุงอัตราภาษี ฯลฯ หรือ พัฒนาภาษีประเภทใหม่ๆ ช่วยบอกให้ชัดเจน เพราะยิ่งรัฐบาลมีนโยบายลดอัตราภาษีบุคคลธรรมดา จะหารายได้จากส่วนใดมาทดแทน ?

3) คุณสมบัติของคนเป็นนายกรัฐมนตรี มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภาฯ วันนี้ตลกร้ายสำหรับคนไทยทั้งประเทศคือมีนายกฯ ที่ไม่สามารถบอกสถานะตัวเองได้ เวลาได้ประโยชน์ก็บอกว่า ตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เวลาเสียประโยชน์ ก็บอกว่า ตัวเองไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐแม้จะมีองครักษ์พิทักษ์นายก ออกมาดิ้นว่าห้ามอภิปรายในประเด็นนี้ แต่ดิฉันขอยืนยันว่าฝ่ายค้านอภิปรายคุณสมบัตินายกฯ และรมต. ได้ และจะอภิปรายอย่างเต็มที่

ยังมีหลายประเด็นที่เป็นปัญหา ที่ประชาชนเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส และกำลังเฝ้ารอการแก้ไขปัญหา จากนโยบายของรัฐบาลใหม่ ดิฉันขอส่งกำลังใจให้ 7พรรคฝ่ายค้าน ร่วมกันทำหน้าที่ ตรวจสอบนโยบาย ของนายกรัฐมนตรี และครม.ใหม่

ที่เขาอ้างว่ามาจากระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ ฝากพี่น้องประชาชนร่วมกันติดตามการทำหน้าที่ของผู้แทนราษฎรที่ท่านเลือกมากับมือ ในการทำหน้าที่ องครักษ์พิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชนกันนะคะ