อาจารย์เจษฯ ยันชัด ฝนเทียมทำได้ จริงไม่ใช่สิ่งลวงโลก

ประเด็นน่าสนใจ

  • ฝนเทียมยันทำได้จริง
  • การทำฝนเทียมจะได้ผลต้องขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วย
  • ฝนเทียมไม่มีผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

วานนี้ (22 ก.ค. 2562) รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant ยืนยันว่า ฝนเทียมทำได้จริงตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่การทำฝนเทียมแต่ละครั้งต้องอาศัยหลายปัจจัยถึงจะสัมฤทธิ์ผล ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด

“ฝนเทียมไม่ใช่เรื่องลวงโลก แต่มีข้อจำกัดในการใช้” (แล้วก็ไม่ได้อันตรายต่อสิ่งแวดล้อมด้วยนะ)

เห็นเป็นดราม่ากันอยู่ในเพจการเมือง ที่มีใครก็ไม่รู้มาโคว้ตว่า “ฝนเทียมเป็นเรื่องลวงโลกไม่สามารถทำได้จริง ถ้าทำได้ คงทำไปแล้ว ไม่แล้งหนักมากอย่างตอนนี้” … คือมันทำได้จริงนะครับ ! ไม่ใช่เรื่องลวงโลก และเขาก็พยายามทำกันอยู่ด้วย แต่มันมีข้อจำกัดมากในการทำ โดยเฉพาะในพื้นที่แล้ง ที่มีความชื้นอากาศต่ำ และไม่สามารถทำให้เกิดการก่อตัวของเมฆฝนได้ง่าย

การทำฝนเทียม เป็นกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ ที่เลียนแบบการเกิดฝนในธรรมชาติ โดยต้องหาก้อนเมฆที่พอจะเกิดฝนได้ แล้วเร่งให้เกิดการควบแน่นของเมฆขึ้นด้วย 3 ขั้นตอน คือ ก่อกวน, เลี้ยงให้อ้วน, และโจมตี

การทำฝนเทียมมักทำใน 2 สภาวะ คือ “การทำฝนเมฆเย็น” เมื่อเมฆมีอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส และ “การทำฝนเมฆอุ่น” เมื่อเมฆมีอุณหภูมิสูงกว่า 0 องศาเซลเซียส (ทั้งสองสภาวะนี้ จะใช้สารเคมีต่างกัน)

สารเคมีที่ใช้ทำฝนเทียมนั้นมีหลายอย่าง ถ้าเป็นสารเคมีประเภททำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ก็ได้แก่ แคลเซียมคาร์ไบด์ แคลเซียมคลอไรด์ แคลเซียมออกไซด์ ส่วนสารเคมีประเภททำให้อุณหภูมิต่ำลง จะได้แก่ ยูเรีย แอมโมเนียไนเตรด น้ำแข็งแห้ง ส่วนสารเคมีที่ทำหน้าที่ดูดซับความชื้น ได้แก่ เกลือ เป็นต้น

สาเหตุของการทำฝนเทียม

การทำฝนเทียมนั้น ได้รับการคิดค้น พัฒนา และนำมาใช้กันในต่างประเทศ มาตั้งแต่่ปี ค.ศ. 1946 แล้ว และมีการนำไปใช้ประโยชน์อย่างหลากหลาย เช่น การเกษตร ดับไฟป่า หรือกระทั่งเพื่อป้องกันการตกของฝนในวันที่กำหนด เช่นในโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ที่ประเทศจีน

สำหรับประเทศไทยเรานั้นมีหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ และได้พยายามขึ้นบินทำฝนเทียมเป็นประจำอยู่แล้ว ทุกปี แต่อุปสรรคที่สำคัญก็คือเรื่องของสภาพอากาศ ที่อาจจะทำให้การสร้างฝนเทียมไม่ได้ผลหรือไม่เต็มประสิทธิภาพ ถ้าแห้งแล้งมากเกินไป ความชื้นต่ำเกินไป ลมแรงเกินไป ก็จะไม่สามารถทำให้เมฆก่อตัวได้

สรุปได้ว่า การที่ปีนี้แล้งจัดนั้น จะไปโทษแต่ว่าฝนเทียมเป็นเรื่องลวงโลกไม่ได้ เขาพยายามกันแล้ว มันอาจจะไม่สำเร็จเพียงพอต่อการเติมน้ำลงไปในแหล่งน้ำต่างๆ

ยันไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

แถมต่อด้วยเรื่อง “ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” ที่มีหลายคนเป็นห่วงว่า ฝนเทียมนั้นอาจมีการใช้สารซิลเวอร์ไอโอไดด์หรือเกลือไอโอดีนของโลหะเงิน แล้วพอตกลงมาสู่พื้นดินจะเป็นอันตรายหรือเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตด้านล่างนั้น ..

ผลการวิจัยในปัจจุบันจากหลายๆ องค์กร และโดยเฉพาะของ The Weather Modification Association (WMA) ยืนยันว่า ไม่เคยมีรายงานพบผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการทำฝนเทียมด้วยการใช้สารซิลเวอร์ไอโอไดด์นี้แต่อย่างไรครับ

ข้อมูลเรื่อง ฝนเทียม จาก https://th.m.wikipedia.org/…/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0…

ข้อมูลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จาก https://web.archive.org/…/www.weathermodif…/AGI_toxicity.pdf

(เพิ่มเติม)
Q : การทําฝนหลวงมีฝนตกทุกครั้งหรือไม่
A : จากการติดตามประเมินผลในแต่ละปีพบว่า การทําฝนหลวงสามารถทําให้ฝนตกในพื้นที่ เป้าหมายได้ไม่ต่ํากว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของวันที่ขึ้นปฏิบัติการ
จาก http://www.royalrain.go.th/royalrain/faqs

รมว.ยุติธรรม หารือเยียวยาเหยื่อ “แพรวา” วันนี้

ประเด็นน่าสนใจ

  • ปลัดยุติธรรมเผย วันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เตรียมชี้แจงขั้นตอนการช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากคดีแพรวา 9 ศพ รวมทั้งขั้นตอนได้รับเงินเยียวยา
  • พร้อมกันนี้ระบุว่าที่ดินปราณบุรี ไม่มีภาระผูกพันหน่วยงานใด เชื่อจะสามารถขายได้นำขายทอดตลาด

นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะโฆษกกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยคืบหน้าคดี”แพรวา 9ศพ” ว่า วันนี้ ( 23 ก.ค. )เวลา 10.00 น. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมทนายโจทย์ จะประชุมหารือร่วมกัน ถึงขั้นตอน ช่วยเหลือเยียวยาเหยื่อคดีนี้ ส่วนเรื่องตรวจที่ดิน 21ไร่ ปราณบุรี อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ของครอบครัว น.ส.แพรวา เบื้องต้นได้รับรายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่า ที่ดินดังกล่าวไม่ ทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติสามร้อยยอด หากมีการนำเข้ากระบวนการการขายทอดตลาดว่า มั่นใจว่าขายได้แน่นอน

ขณะที่ เพจเฟซบุ๊ก ”สื่อศาล” ได้ระบุขั้นตอนภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีแพ่ง ว่า 1. ศาลจะออกคำบังคับให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน 30 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษา ภายหลังจากพ้นระยะเวลาแล้วลูกหนี้ ไม่ชำระเงิน เจ้าหนี้จะต้องดำเนินการยื่นคำขอต่อศาลให้บังคับคดี / เจ้าพนักงานบังคับคดียึดจะดำเนินการขายทอดตลาดมาชำระหนี้ / .หากเจ้าหนี้ไม่ทราบว่าทรัพย์สินนั้นเก็บรักษาไว้ที่ใด มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อทำการไต่สวน

ขณะที่ล่าสุดวันนี้คุณ ณัฐ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ออกมาเปิดใจเป็นครั้งแรกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นกระทบกับตนเอง เพราะเป็นคุณพ่อผม เป็นน้องสาวผมถึงแม้จะคนละแม่กัน แต่ก็เป็นครอบครัวของเรา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน เราก็เป็นห่วงคุณพ่อ เป็นห่วงน้อง ที่ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา เขาก็ไม่ได้มีความสุข ไม่มีวันไหนที่เขามีความสุข ยิ่งพูดไปแล้วไปกระทบใครเราก็ไม่อยากจะให้ความรู้สึกของคนที่เขาสูญเสียแย่ไปกว่านี้แล้ว ก็ขอแสดงความเสียใจด้วยอีกครั้งนึง เชื่อว่าเร็วๆนี้ทุกคนจะได้รับความเป็นธรรมแน่นอนอย่างที่ทุกคนควรจะได้รับ”

ส่วนอีกเหตุการณ์ คงจะจำกันได้กับเหตุการณณ์คดีเรือล่มอยุธยา (หน้าวัดสนามไชย) โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ก.ย.59 เรือโดยสารล่มในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณท่าน้ำหน้าวัดสนามไชย ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เหตุการณ์สลดนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 28 คน

ภายหลังทราบว่า ผู้โดยสารคือพี่น้องชาวมุสลิม ที่กลับจากร่วมพิธีรำลึกถึงครูผู้ล่วงลับ หรือ งานโฮ้ล ที่ ต.คลองตะเคียน อ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเหตุการณณ์ในตอนนั้นเรือลำดังกล่าวแล่นมาด้วยความเร็ว ก่อนพุ่งเข้าชนแพท่าน้ำ และจมลง ภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที และยังพบว่ามีการบรรจุผู้โดยสารเกินจำนวน จากที่ตั้งไว้ 50 คน เป็น 150 คน

เหตุการณ์ผ่านมาเกือบ 3 ปีแล้ว ทางครอบครัวของผู้เสียได้ร้องเรียนเข้ามาผ่านสื่อว่า ยังไม่ได้รับการเยียวยาใด ๆ จากเจ้าของเรือเลย แม้จะมีการนัดไกล่เกลี่ยที่ชั้นศาล ได้ขอสรุปว่าทางเจ้าของเรือต้องชดใช้เงินจำนวนรายละ 250,000 บาทต่อจำนวนผู้ร่วมฟ้องทั้งหมด 14 ราย จากผู้เสียชีวิต 28 คน
เจ้าของเรือได้ตกลง ว่าขอแบ่งจ่าย 3 งวด ตั้งแต่ เดือนธันวา ปี 2561 แต่สุดท้ายญาติของเหยื่อก็ได้เพียงคำตอบว่า “ไม่มีเงินจ่ายอยากได้ให้ไปฟ้องกันเอาเอง

ประกาศยุติภัยแล้งแล้ว 12 จังหวัด จำนวน 40 อำเภอ

วันที่ 23 ก.ค.2562 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยขอรายงานสถานการณ์สาธารณภัยประจําวัน ดังนี้

สถานการณ์สาธารณภัย

สถานการณ์น้ำไหลหลากและดินสไลด์
*จากอิทธิพลมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคใต้ และบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกําลังแรง ตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค. 62 – ปัจจุบัน ทําให้เกิดน้ําท่วมฉับพลัน น้ําป่าไหลหลาก และดินสไลด์ในพื้นที่ 4 จ. (พังงา ระนอง กระบี่ จันทบุรี) 7 อำเภอ 19 ต. 46 ม. ประชาชนได้รับผลกระทบ 297 ครัวเรือน 450 คน ไม่มีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้วทุกจังหวัด

สถานการณ์ภัยแล้ง
*จังหวัดที่มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556

จํานวน 13 จ. พิษณุโลก ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ นครราชสีมา มหาสารคาม ตราด ชลบุรี อุตรดิตถ์ พิจิตร เชียงราย สุโขทัย น่าน ตาก) 42 อำเภอ 170 ตำบล 1,324 หมู่บ้าน โดยสาเหตุเกิดจากการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตรกรรม

ได้ประกาศยุติสถานการณ์แล้ว ทั้งจังหวัด 12 จังหวัด 40 อำเภอ 159 ตำบล 1,245 หมู่บ้าน ได้แก่

  • 1) จ.ร้อยเอ็ด 3 อำเภอ 3 ตำบล 14 หมู่บ้าน
  • 2) จ.นครราชสีมา 3 อำเภอ 4 ตำบล35 หมู่บ้าน
  • 3) จ.พิจิตร 1 อำเภอ 4 ตำบล 17 หมู่บ้าน
  • 4) จ.สุโขทัย 3 อำเภอ 18 ตำบล 142 หมู่บ้าน
  • 5) จ.พิษณุโลก 3 อำเภอ 11 ตำบล80 หมู่บ้าน
  • 6) น่าน 1 อำเภอ 1 ตำบล 2 หมู่บ้าน
  • 7) อุตรดิตถ์ 1อำเภอ 2 ตำบล 15 หมู่บ้าน
  • 8) จ.ตราด 3 อำเภอ 23 ตำบล 154 หมู่บ้าน
  • 9) จ.เชียงราย 13 อำเภอ 63 ตำบล 561 หมู่บ้าน
  • 10) จ.ชลบุรี 1 อำเภอ 1 ตำบล7 หมู่บ้าน
  • 11) ศรีสะเกษ 6 อำเภอ 16ตำบล126 หมู่บ้าน
  • 12) ตาก (2อำเภอ 13 ตำบล 92 หมู่บ้าน )

ปัจจุบันยังคงมีจังหวัดที่ประกาศเขตฯ (ภัยแล้ง) จํานวน 1 จังหวัด 2 อำเภอ 11 ตำบล 79 หมู่บ้าน ดังนี้