รมว.อนุทิน ติดตามการควบคุมป้องกันโรคไข้เลือดออกที่ จังหวัดเลย

วันนี้ (20 กรกฎาคม 2562) ที่จังหวัดเลย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์สวัสดิ์ อภิวัจนีวงศ์ สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 8 และคณะ ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย และโรงพยาบาลเชียงคาน ติดตามการดำเนินงานควบคุมป้องกันโรคไข้เลือดออก เพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ พร้อมสนับสนุนการทำงาน

และให้สัมภาษณ์ว่าขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงฤดูฝน จำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับในประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากเข้ารอบวงจรการระบาดของโรค รวมทั้งการมีฝนตกชุกในหลายพื้นที่ ทำให้มีแหล่งน้ำขัง มีภาชนะที่ใช้เก็บกักน้ำในบ้าน กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายได้

โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับรายงานผู้ป่วย จำนวน 4,503 ราย ทำให้มีผู้ป่วยสะสม 49,174 ราย เสียชีวิต 64 ราย คาดว่าทั้งปีจะพบผู้ป่วยถึง 130,000 ราย ได้สั่งการให้ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เข้มงวดระบบเฝ้าระวังโรค ให้สถานบริการทั้งรัฐและเอกชนต้องรายงานเมื่อพบผู้ป่วย เพื่อให้ควบคุมโรคได้ทันเวลา เปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน

เมื่อพบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ที่กำหนด รณรงค์กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และจิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อมร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ประสานท้องถิ่นพ่นสารเคมีกำจัดยุง เตรียมความพร้อมเรื่องการรักษาพยาบาล โดยจัดให้มีแพทย์ที่ปรึกษา มีคู่มือการดูแลรักษา และจัดอบรมแพทย์จบใหม่ ซึ่งส่วนกลางพร้อมสนับสนุนการทำงานเพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยมากที่สุด

“ขอแนะนำพี่น้องประชาชน ท่านต้องดูแลตัวเองให้ดี อย่าให้มีแหล่งน้ำนิ่ง น้ำขังอยู่ในบ้าน เห็นยุงต้องรีบกำจัดอันนี้เป็นสิ่งแรกที่จะต้องรีบทำ สิ่งที่สองก็คือถ้าสมาชิกในบ้านมีไข้ในช่วงนี้ก็ขอให้ตั้งสมมติฐานว่าติดเชื้อไว้ก่อนอย่ากินแค่ยาแก้ปวดแล้วก็รักษาตัวอยู่ที่บ้าน

ควรจะรีบไปถึงมือแพทย์ให้เร็วที่สุด ผมจะกำชับทางแพทย์ หากมีผู้ป่วยเข้ามาด้วยอาการไข้ ก็ให้ตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่ามีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไข้เลือดออก” นายอนุทิน กล่าว

สำหรับจังหวัดเลย ตั้งแต่ต้นปี พบผู้ป่วย 832 รายเสียชีวิต 2 ราย จำนวนผู้ป่วยมากเป็นอันดับ 8 ของประเทศ ได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ จัดอบรมแพทย์ พยาบาล เรื่องการรักษาดูแล ประสานท้องถิ่นดูแลในพื้นที่สาธารณะ บ้านเรือนประชาชน สนับสนุนยาเวชภัณฑ์ เครื่องพ่นยุง

โดยที่โรงพยาบาลเชียงคานมีนวตกรรมการควบคุมป้องกันโรคไข้เลือดออก นำมุ้งมากางให้ผู้ป่วยไข้เลือดออกที่นอนโรงพยาบาล แบ่งตามระยะของโรค โดยสีขาว-ระยะไข้ สีชมพู-ระยะวิกฤติ สีเขียว-ระยะพักฟื้น ช่วยให้ง่ายต่อผู้ดูแลผู้ป่วยและการป้องกันการถูกยุงกัดไม่ไปแพร่เชื้อต่อ ซึ่งเป็นพื้นฐานเบื้องต้นที่ป้องกันด้วยตัวเอง

นายกฯสั่ง ทำฝนเทียมเพิ่มน้ำเหนือเขื่อน แก้ปัญหาภัยแล้งเร่งด่วน

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมห่วงใยสถานการณ์ภัยแล้งในหลายพื้นที่ จึงได้สั่งการด่วนให้ทุกเหล่าทัพสนับสนุนอากาศยานและกำลังพล เพื่อทำฝนเทียมเพิ่มปริมาณน้ำเหนือเขื่อนและร่วมแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำกับฝ่ายพลเรือนแบบบูรณาการ

โดยมีเป้าหมายบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด ซึ่งปัญหาภัยแล้งเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายจะต้องระดมสรรพกำลังมาช่วยกัน เพราะปีนี้ฝนทิ้งช่วงยาวนานจึงมีปริมาณน้ำน้อยกว่าปกติถึง 40% และประเทศเพื่อนบ้านลดการระบายน้ำลงแม่น้ำโขง

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจโดยได้ติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลน้ำอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งประกาศพื้นที่เขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) ในหลายจังหวัด พร้อมดำเนินมาตรการต่าง ๆ เช่น จัดรถบรรทุกน้ำแจกจ่ายน้ำ ปฏิบัติการฝนหลวง ขุดเจาะบ่อบาดาล เพิ่มความจุแหล่งน้ำ

กองทัพเรือเชิญเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์

ประเด็นน่าสนใจ

  • กองทัพเรือทำการเชิญเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไปเก็บที่อู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ
  • การอัญเชิญครั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562

วันนี้ ( 20 กรกฎาคม 2562 ) เวลา 07.30 น. กองทัพเรือได้ทำการเชิญเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี และลากจูงเรือไปเก็บที่อู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือเพื่อเตรียมความพร้อมในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562

โดยเมื่อวันที่ 12 – 18 กรกฎาคม 2562 กองทัพเรือได้เชิญเรือพระราชพิธีจากท่าวาสุกรี จำนวน 6 ลำ และจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธีฯ จำนวน 4 ลำ รวมทั้งหมด 10 ลำ เป็นเรือคู่ชักจำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย เรือเอกชัยเหินหาว เรือเอกชัยหลาวทอง และเรือรูปสัตว์จำนวน 8 ลำ ประกอบด้วย เรือครุฑเหินเห็จ เรือครุฑเตร็จไตรจักร เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรืออสุรวายุภักษ์ เรืออสุรปักษี โดยลากจูงไปยังอู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ

สำหรับเรือพระที่นั่ง จำนวน 3 ลำ มีกำหนดการเชิญลงน้ำและเคลื่อนย้ายเรือ ดังนี้

-วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 เชิญเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ลงน้ำและเลื่อนมาเทียบบริเวณท่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี
-วันที่ 21 กรกฎาคม 2562 เชิญเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี และลากจูงไปยังอู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ และเชิญเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชลงน้ำ และเลื่อนมาเทียบบริเวณท่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี
-วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 เชิญเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี และลากจูงไปยังอู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ และเชิญเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ลงน้ำและเลื่อนมาเทียบบริเวณท่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี
-วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 เชิญเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี และลากจูงไปยังอู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ

สำหรับกำหนดการฝึกซ้อมย่อยในแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 10 ครั้ง ระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม 2562- 10 ตุลาคม 2562 และกำหนดการซ้อมใหญ่ จำนวน 2 ครั้ง ในวันที่ 17 ตุลาคม 2562 และ 21 ตุลาคม 2562ตามที่มีประกาศสำนักพระราชวัง เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2562 เรื่องทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งมีการเสด็จเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ถือเป็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องปลาย และการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้น รัฐบาลจึงได้มอบภารกิจในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

ในครั้งนี้ให้กองทัพเรือเป็นหน่วยงานหลักในการเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ โดยแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฝ่ายจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค มีผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานอนุกรรมการและมีหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นอนุกรรมการ เช่นกรมศิลปากร กรมเจ้าท่า กรุงเทพมหานคร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานราชการในพระองค์เป็นที่ปรึกษาและอนุกรรมการคอยให้คำปรึกษาและข้อแนะนำการปฏิบัติต่าง ๆ ให้แก่คณะอนุกรรมการ เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สง่างาม และสมพระเกียรติ

โดยการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคได้จัดเตรียมเรือพระราชพิธี รวมทั้งสิ้น จำนวน 52 ลำ โดยมีเรือที่สำคัญเป็นเรือพระที่นั่งได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ นอกจากนี้ ยังมีเรือพระราชพิธีอื่นด้วยเช่น เรือรูปสัตว์ เรือดั้ง เรือแซง เป็นต้น

ทั้งนี้ในส่วนของ คณะอนุกรรมการฝ่ายจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ได้ดำเนินการจัดเตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง ในส่วนเรือพระราชพิธีทั้ง 52 ลำ นั้น นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 มาจนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 7 ปี ที่ได้ว่างเว้นการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค โดยกองทัพเรือได้ร่วมกับกรมศิลปากร สำรวจสภาพเรือพระราชพิธีแล้ว มีสภาพชำรุด ทรุดโทรมมาก เช่น เรือมีรอยแตก ตัวเรือบิด เป็นต้น

ในการนี้กองทัพเรือจึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตในการซ่อมทำบูรณะเรือพระราชพิธี โดยแบ่งงานออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนการซ่อมตัวเรืออยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพเรือ

โดยกรมอู่ทหารเรือ และส่วนการตกแต่งตัวเรืออยู่ในความรับผิดชอบของกรมศิลปากร โดยสำนักช่างสิบหมู่กรมศิลปากร ปัจจุบันได้ดำเนินการซ่อมบูรณะเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว เรือพระราชพิธีทั้ง 52 ลำ อยู่ในสภาพพร้อมที่เข้าร่วมพระราชพิธีฯ ในครั้งนี้

ด้านกำลังพลประจำเรือพระราชพิธี ได้คัดเลือกกำลังพลจากหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือจำนวน 2,200 นาย เป็นกำลังพลประจำเรือพระราชพิธี ซึ่งเป็นกำลังพลของกองทัพเรือทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นกำลังพลที่ไม่เคยเป็นกำลังพลประจำเรือพระราชพิธีมาก่อน และได้มีการฝึกซ้อมมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยปัจจุบันได้รับการฝึกความคุ้นเคยกับเรือภายในหน่วยเสร็จสิ้นแล้ว และทำการฝึกซ้อมในแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นมา

โดยเป็นการฝึกซ้อมการเข้ารูปขบวน และการเดินทางเป็นรูปขบวนเดินทางตามลำดับ เพื่อให้เกิดความพร้อมเพรียงของเรือในขบวนเรือพระราชพิธี มีกำหนดการซักซ้อมในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้มีความพร้อมที่ปฏิบัติงานในวันพระราชพิธีฯ ในวันที่ 24 ตุลาคม 2562 ทั้งนี้ เส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน ที่ได้เตรียมไว้เป็นเส้นทางเดียวกับที่เคยใช้มาตั้งแต่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร คือ เส้นทางจากท่าวาสุกรี ถึง วัดอรุณราชวราราม

โดยการซ้อมย่อยเป็นรูปขบวนในแม่น้ำเจ้าพระยาครั้งแรกกำหนดให้มีขึ้นในวันที่22 สิงหาคม 2562ด้านการเตรียมการจัดขบวนเรือพระราชพิธี ในพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร

โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในครั้งนี้ เป็นการจัดรูปขบวนตามรูปแบบโบราณราชประเพณีทุกประการโดยจัดรูปขบวนเรือ แบ่งออกเป็น 5 ริ้ว 3 สาย ดังนี้

– ริ้วสายกลาง ซึ่งเป็นเรือสายสำคัญ ประกอบด้วย เรือพระที่นั่ง 4 ลำ มีเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ นอกจากนี้มีเรืออีเหลือง เรือกลองนอก เรือแตงโม ซึ่งเป็นเรือของผู้บัญชาการขบวนเรือ เรือกลองใน พร้อมด้วยเรือตำรวจนอก และเรือตำรวจใน
– ริ้วสายใน ขนาบข้างสายเรือพระที่นั่ง มีเรือทองขวานฟ้าและเรือทองบ้าบิ่น เป็นเรือประตูหน้า
เรือเสือทยานชล และเรือเสือคำรณสินธุ์ เป็นเรือพิฆาต เรือรูปสัตว์ 8 ลำ และปิดท้ายสายในด้วยเรือเอกไชยเหินหาว และเรือเอกไชยหลาวทอง ซึ่งเป็นเรือคู่ชัก
– ริ้วสายนอก ประกอบด้วยเรือดั้ง และเรือแซง สายละ 14 ลำ รวมทั้งสิ้น 52 ลำ

ทั้งนี้ เรือทุกลําทำจากไม้ มีอายุในการสร้างมายาวนาน โดยเฉพาะเรือพระที่นั่งทั้ง 3 ลํา กล่าวคือเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ สร้างในรัชกาลที่ 5 มีอายุกว่า 102 ปี เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ สร้างในรัชกาลที่ 5แล้วเสร็จสิ้นในรัชกาลที่ 6 มีอายุ 108 ปี เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช สร้างในรัชกาลที่ 6 มีอายุ 95 ปี เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ซึ่งสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2539 มีอายุ 23 ปี ส่วนเรืออื่น ๆ ในขบวน โดยเฉพาะเรือรูปสัตว์แต่ละลำที่มีอายุการสร้างนับร้อยปี

การบวงสรวงพระภูมิเจ้าที่ถือเป็นประเพณีโบราณที่สืบทอดกันต่อมา เป็นพิธีกรรมในการยอมรับนับถือ และให้การคารวะบูชาต่อพระภูมิเจ้าที่ที่ปกปักรักษา ดูแล คุ้มครอง ป้องกันสถานที่นั้น ๆ พิธีกรรมเป็นการสวดอาราธนาบารมีพระพุทธานุภาพ พระธรรมานุภาพ พระสังฆานุภาพ และเทพพรหมเทวา รวมถึงท้าวจตุมหาราชผู้เป็นใหญ่ในทิศทั่วทั้ง 4 ลงมาประทับ ณ สถานประกอบพิธีนั้น ๆ พิธีเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือเป็นพิธีที่ชาวเรือมีความเชื่อกันมาแต่โบราณ ว่เรือทุกลำ มีแม่ย่านางเรือสิงห์สถิตอยู่ คอยปกปักรักษา คุ้มครองป้องกันอันตรายทั้งปวงที่จะเกิดแก่เรือ ก่อนออกเรือทุกครั้งหรือการนำเรือไปใช้งาน จึงมักกระทำพิธีเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือหรือบูชาแม่ย่านางเรือก่อน เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นขวัญ กำลังใจ แก่กำลังพลประจำเรือ ถือเป็นประเพณีอย่างหนึ่งที่ยึดถือปฏิบัติกันต่อเนื่องมา

การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ประชาชนจะได้สัมผัสบรรยากาศแห่งความงดงามตระการตาของริ้วขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของชาติไทย ซึ่งถูกถ่ายทอดด้วยศิลปกรรม ประติมากรรม ที่วิจิตรบรรจงในการสลักเสลาจนเป็นลำเรือที่อ่อนช้อย งดงามเมื่อนำมาผนวกกับกาพย์เห่เรือที่ถูกร้อยเรียงด้วยถ้อยคำอันสละสลวยงดงามตามฉันทลักษณ์ ขับขานด้วยเสียงที่ดังกังวานไปทั่วคุ้งน้ำ

โดย นาวาเอก ณัฐวัฎ อร่ามเกลื้อ ประกอบกับความพลิ้วไหว และพร้อมเพรียงของฝีพายทำให้บรรยากาศทั่วทั้งบริเวณที่ขบวนเรือแล่นผ่านประดุจดังเมืองสวรรค์ สายน้ำที่นิ่งสงบทอดยาวจากเหนือจรดใต้ ถูกทาบทาด้วยขบวนเรือ
อันงดงาม ยิ่งใหญ่ ตระการตา ซึ่งภาพที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะถูกถ่ายทอดแก่สายตาของชาวไทยอีกครั้งหนึ่งในพระราชพิธี เสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพุทธศักราช 2562 ในวันที่ 24 ตุลาคม 2562 ซึ่งเป็นครั้งแรกในรัชกาลปัจจุบัน