สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐ เตือน FaceApp อันตราย

เมื่อวานนี้ (17 ก.ค.) ชัค ชูเมอร์ สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐ เรียกร้องให้เอฟบีไอตรวจสอบ FaceApp แอปแต่งรูปหน้าแก่ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก รวมทั้งนักการเมืองและบุคคลที่มีชื่อเสียงต่างก็เล่นแอปนี้ เพราะผู้พัฒนาแอพนี้มีฐานอยู่ในรัสเซีย ห่วงชาวอเมริกันเสี่ยงถูกขโมยข้อมูลส่วนตัว

FaceApp เริ่มมีตั้งแต่ปี 2560 พัฒนาขึ้นโดยบริษัทไวเลส แล็บ ซึ่งตั้งอยู่ที่เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย โดยมียาโรสลาฟ กอนชารอฟ อดีตผู้บริหารกูเกิ้ลในรัสเซีย เป็นซีอีโอ โดยบนเวบไซต์ระบุว่า มีคนใช้แอปนี้กว่า 80 ล้านคนแล้ว แต่ในปีที่แล้วกลายเป็นประเด็นหลังผู้ใช้งานกล่าวหาว่าเป็นการเหยียดผิว

ด้วยความไม่ชัดเจนด้านความปลอดภัยของรูปภาพที่ผู้ใช้งานอัพโหลดเข้าไปในระบบสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐ จึงต้องการให้เอฟบีไอทำการตรวจสอบ หวั่นซ้ำรอยการขโมยข้อมูลเหมือนช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่ผ่านมา

ชูเมอร์ยังระบุว่า บริษัทเจ้าของแอปอยู่ในรัสเซีย ยิ่งทำให้เกิดคำถามมากมายว่า FaceApp อาจให้หน่วยงานอื่น หรือบุคคลอื่น รวมทั้งรัฐบาลประเทศต่างๆ เข้าถึงข้อมูลของชาวอเมริกันได้

อย่างไรก็ตาม หลายสื่อต่างอ้างแถลงการณ์ของเจ้าของแอปพลิเคชั่นที่ระบุว่า FaceApp ปฏิเสธการขาย หรือแชร์ข้อมูลของผู้ใช้ให้กับบุคคลหรือองค์กรอื่น โดยระบุว่า 99 % ของผู้ใช้งาน ไม่ต้องล็อกอิน

ดังนั้น แอปจึงไม่มีการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลใดๆ ของผู้ใช้ และรูปภาพที่ผู้ใช้อัพโหลด จะถูกลบออกจากเซิร์ฟเวอร์ ภายใน 48 ชั่วโมง และแม้ว่า ทีมพัฒนาและวิจัยแอปนี้ จะอยู่ในรัสเซีย แต่ก็ไม่มีการส่งข้อมูลของผู้ใช้ไปยังรัสเซีย

4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา น้ำยังน้อย วอนทุกภาคส่วนใช้อย่างประหยัด

ประเด็นน่าสนใจ

  • ฝนที่ตกน้อยกว่าค่าปกติ ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำ 4 เขื่อนหลัก ลุ่มน้ำเจ้าพระยาน้อยตามไปด้วย
  • แนะนำให้เกษตรกร ชะลอการเพาะปลูก จนกว่าจะมีปริมาณน้ำฝนสม่ำเสมอ
  • อธิบดีกรมชลประทาน วอนทุกภาคส่วนต้องร่วมแรงร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) ปัจจุบัน(18 ก.ค. 62) มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมกัน 8,293 ล้านลูกบาศก์เมตร(ล้าน ลบ.ม.) หรือร้อยละ 33 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 1,597 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ ในช่วงระยะเวลาประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา ถึงแม้จะเข้าฤดูฝนปี 2562 แล้วก็ตาม แต่ปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ตอนบนของ 4 เขื่อนหลัก ยังคงอยู่ในเกณฑ์น้อย ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำน้อยตามไปด้วย โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 8 – 14 กรกฎาคม 2562 มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯรวมกันเพียง 37 ล้าน ลบ.ม. เท่านั้น

ซึ่งน้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่แล้วถึง 169 ล้าน ลบ.ม. (ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ วันที่ 8 – 14 ก.ค. 61 สะสมรวมกัน 206 ล้าน ลบ.ม.) ในขณะที่ ยังมีความจำเป็นต้องระบายน้ำ เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง โดยในวันนี้ (18 ก.ค. 62) มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ รวมกันประมาณ 3 ล้าน ลบ.ม. และมีการระบายน้ำรวมกันประมาณ 45 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับเขื่อนภูมิพล ปัจจุบัน(18 ก.ค. 62)มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 4,710 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 35 น้อยกว่าปี 2561 ประมาณ 2,535 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 910 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งในวันนี้ไม่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ แต่ยังคงต้องระบายน้ำวันละประมาณ 23 ล้าน ลบ.ม. เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ สามารถรับน้ำได้อีกกว่า 8,700 ล้าน ลบ.ม. โดยในรอบสัปดาห์ (8- 14 ก.ค. 62) มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ สะสมเพียง 11 ล้าน ลบ.ม.

ด้านเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำ 3,388 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 36 ของความจุอ่างฯ ปริมาณน้ำน้อยกว่าปี 2561 ประมาณ 1,777 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 538 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯวันนี้ ประมาณ 3 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่ยังคงต้องระบายน้ำประมาณวันละ 19 ล้าน ลบ.ม. เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในพื้นที่ด้านท้ายอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีกกว่า 6,100 ล้าน ลบ.ม. ในรอบสัปดาห์ (8- 14 ก.ค. 62) มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯสะสมเพียง 22 ล้าน ลบ.ม. เท่านั้น

เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำ 147 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 16 ของความจุอ่างฯ ปริมาณน้ำใกล้เคียงกับปีที่แล้ว เป็นน้ำใช้การได้ 104 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งในวันนี้ไม่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ แต่ยังคงต้องระบายน้ำวันละประมาณ 2 ล้าน ลบ. เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในพื้นที่ด้านท้ายอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีกกว่า 800 ล้าน ลบ.ม. ในรอบสัปดาห์ (8- 14 ก.ค. 62) มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯสะสมเพียง 4 ล้าน ลบ.ม.

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำ 48 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 5 ของความจุอ่างฯ ปริมาณน้ำน้อยกว่าปี 2561 ประมาณ 139 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 45 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งในวันนี้ไม่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ แต่ยังคงต้องระบายน้ำ วันละประมาณ 0.7 ล้าน ลบ. เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ สามารถรับน้ำได้อีกกว่า 900 ล้าน ลบ.ม. ในรอบสัปดาห์ (8- 14 ก.ค. 62) ไม่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯแต่อย่างใด

จะเห็นได้ว่า ปริมาณน้ำเก็บกักของ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำภูมิพลและอ่างเก็บน้ำสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำค่อนข้างน้อย เพื่อให้ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำมีเพียงพอสำหรับการใช้น้ำตลอดฤดูฝนและเก็บกักไว้ใช้ในฤดูแล้งที่จะถึง การส่งเสริมการปลูกพืชฤดูฝนจึงให้ใช้น้ำฝนเป็นหลักใช้น้ำชลประทานเสริมหากเกิดกรณีฝนทิ้งช่วงเท่านั้น และในเขตชลประทาน พื้นที่ดอนที่ยังไม่ได้ทำการเพาะปลูกข้าว

ขอแนะนำให้เกษตรกรชะลอการเพาะปลูกไปก่อน จนกว่าจะมีปริมาณน้ำฝนสม่ำเสมอ ด้านการบริหารจัดการน้ำ พื้นที่ที่ทำการเพาะปลูกแล้ว จะดำเนินการส่งน้ำแบบประณีตด้วยวิธีเปียกสลับแห้ง

นอกจากนี้ ขอให้การสูบน้ำของสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเป็นไปตามรอบเวรหมุนเวียนส่งน้ำในแต่ละพื้นที่อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการใช้น้ำในทุกภาคส่วนทั้งนี้ กรมชลประทานจะบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เกิดขึ้น สำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูแล้งหน้า และขอให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัดด้วย

ผบ.ทสส.ย้ำ! จุดยืนกองทัพยังเป็นเครื่องมือรัฐบาล พิทักษ์ปกป้องสถาบันหลักของชาติ

พล.ต.กฤษณ์ จันทรนิยม โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้กำชับในการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ วันนี้ (18 ก.ค.) ให้เหล่าทัพช่วยสนับสนุนงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนแม่บทด้านความมั่นคง ตอบสนองนโยบายรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และขอให้กำลังพลมีความอดทน หนักแน่น และอุทิศตนอย่างหนัก เพื่อเป็นที่พึ่งของประชาชนและประเทศชาติขณะเดียวกัน

ผู้บัญชาการทหารสูงสุดยังได้กำชับจุดยืนกองทัพ หลัง คสช.ยุติการทำหน้าที่ ว่า จุดยืนของกองทัพไม่เปลี่ยนแปลง กองทัพจะยังคงเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการพิทักษ์และปกป้องรักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ ขอให้ทหารอดใจ รอบคอบ และคอยเป็นกำลังใจสนับสนุนการบริหารประเทศของรัฐบาล