รฟท. แจงเหตุรถไฟสายใต้ตกราง พบอุปกรณ์ยึดเหนี่ยวรางหายเป็นจำนวนมาก

ประเด็นน่าสนใจ

  • ความคืบหน้าสาเหตุขบวนรถไฟที่ 255 (ธนบุรี – หลังสวน) เกิดเหตุตกราง พบสาเหตุมาจากเครื่องยึดเหนี่ยวโค้ชตะปูหาย จำนวน 168 ตัว จานรองรางและหมอนคอนกรีตหายอีกเป็นจำนวนมาก
  • เบื้องต้นตำรวจเข้าตรวจสอบร้านรับซื้อของเก่า ต.ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พบของกลางเป็นแผ่นเหล็กรองรางรถไฟจำนวนมาก อยู่ระหว่างตรวจสอบของที่มา

จากกรณีขบวนรถธรรมดาที่ 255 (ธนบุรี – หลังสวน) เกิดเหตุตกรางบริเวณหลัก กม. 204/9-10 ระหว่างสถานีห้วยทรายใต้ – หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อเวลา 12.04 น.ของวันที่ 19 สิงหาคม 2562 จนเป็นเหตุให้ขบวนรถกีดขวางการเดินรถในเส้นทางสายใต้ แต่ไม่มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ล่าสุด นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มการบริหารทรัพย์สิน รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าสาเหตุขบวนรถไฟตกราง โดยตรวจพบเครื่องยึดเหนี่ยวโค้ชตะปูหาย จำนวน 168 ตัว จานรองราง จำนวน 40 แผ่น สูญหาย อีกทั้งยังพบความเสียหายหมอนคอนกรีต จำนวน 340 ท่อน เป็นระยะทางยาวประมาณ 342 เมตร

นอกจากนี้ยังมีจานรองราง 16 แผ่น และเครื่องยึดเหนี่ยว 64 ตัวสูญหาย รวมถึงมีเครื่องยึดเหนี่ยวหมอนไม้ ถูกถอด 21 ท่อน จานรองรางหาย 3 แผ่น เครื่องยึดเหนี่ยว 84 ตัว สูญหาย จึงได้ให้นายสถานี ไปแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่

ต่อมา เวลา 19.30 น. ในวันเดียวกัน พล.ต.ต.เทียนชัย คามะปะโส ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี ได้นำทีมเจ้าหน้าที่กองกำกับสืบสวนสอบสวนจังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่การรถไฟแห่งประเทศไทย เข้าตรวจสอบร้านรุ่งเจริญรับซื้อของเก่า ต.ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และได้พบของกลางเป็นแผ่นเหล็กรองรางรถไฟจำนวนมาก ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบของที่มา และผู้นำมาขายเพื่อเร่งจับกุมดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด

“การรถไฟฯ ต้องขอขอบคุณ พล.ต.ต.เทียนชัย คามะปะโส ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีในการดำเนินการสืบสวนสอบสวนจนตรวจพบของกลางได้อย่างรวดเร็ว เพื่อนำไปขยายผลสู่การจับกุมผู้กระทำผิดต่อไป และขณะเดียวกัน การรถไฟฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่บำรุงทางตรวจทางตรวจสอบและแก้ไขโดยเร็ว เพื่อเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยอีกด้วย”

นายวรวุฒิกล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าการแก้ไขรถไฟตกรางล่าสุด การรถไฟฯได้นำรถพิเศษช่วยอันตรายจากสถานีบางซื่อลงไปในพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อดำเนินการยกขบวนรถที่ตกราง จำนวน 6 ตู้ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้น และเปิดทางเดินรถสายใต้ได้เป็นปกติ ตั้งแต่เวลา 24.00 น. ของวันที่ 19 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป ซึ่งทำให้ขบวนรถสายใต้เกิดความล่าช้ากว่ากำหนด การรถไฟฯ ต้องขออภัยในความไม่สะดวกต่อผู้โดยสารมา ณ โอกาสนี้

ทั้งนี้ผู้โดยสารที่จะเดินทางไปยังเส้นทางดังกล่าว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์สายด่วน 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

ขอบคุณ : การรถไฟแห่งประเทศไทย

ศาลยกฟ้อง ‘ถวิล พึ่งมา’ คดีทุจริตเงิน สจล.

ประเด็นน่าสนใจ

  • ศาลได้พิพากษายกฟ้องนายถวิล และพวกอีก 5 คน คดีทุจริตเงิน สจล. กว่า 700 ล้านบาท
  • อีก 2 คน ถูกศาลพิพากษาจำคุก 20 ปี พร้อมให้จำเลยทั้ง 2 คืนเงินให้กับธนาคาร

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้พิพากษาในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายถวิล พึ่งมา พร้อมด้วย นางสาวอำพร น้อยสัมฤทธิ์, นายสรรพสิทธิ์ ลิ่มนรรัตน์, นายทรงกลด ศรีประสงค์, นายคงฤทธิ์ สิงห์นุโคตร, นายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด, นายพูนศักดิ์ บุญสวัสดิ์ และ นายจริวัฒน์ สหพรอุดมการ รวม 8 คน

ในความผิดฐาน ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม, เป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และข้อหาอื่น กรณีทุจริตเงินในบัญชี สจล. เบิกเงินจากบัญชีโดยไม่ได้รับอนุมัติ กว่า 700 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2552 ถึง ปี 2557

โดยศาลได้พิพากษายกฟ้องนายถวิล และพวกอีก 5 คน มีเพียงนายทรงกลด ศรีประสงค์ และนายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด ที่ถูกตัดสินลงโทษจำคุก โดยนายทรงกลด ถูกลงโทษจำคุก 95 ปี ส่วนนายกิตติศักดิ์ถูกลงโทษจำคุก 55 ปี แต่เนื่องจากโทษจำคุกสูงสุดนั้น จำคุกได้เพียงคนละ 20 ปี จึงสั่งลงโทษจำคุกนายทรงกลดและนายกิตติศักดิ์คนละ 20 ปี และให้นายทรงกลด คืนเงินจำนวน 652 ล้านบาท เช่นเดียวกับนายกิตติศักดิ์ คืนเงินจำนวน 563 ล้านบาท ให้กับธนาคารไทยพาณิชย์และธนาคารกรุงศรี

ทางด้าน นายถวิล เปิดเผยว่า ตนเองขอขอบคุณศาลที่ให้ความเมตตา ให้ความยุติธรรม และพิเคราะห์ค่อนข้างละเอียด ซึ่งตอนที่เงินหายไปนั้น เป็นช่วงบริหารงานของคณะกรรมการชุดก่อน และชุดหลัง ซึ่งตนเป็นอธิการบดีในช่วงกลาง ซึ่งการที่ตนถูกฟ้องถือว่าค่อนข้างไม่ยุติธรรม รวมถึงยังมองว่าเป็นการกลั่นแกล้ง อย่างไรก็ตามตนก็รู้สึกดีใจ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการลักทรัพย์ ทั้งนี้เชื่อว่าหลังจากนี้อัยการคงจะยื่นอุทธรณ์ในคดีต่อไป

‘สิระ เจนจาคะ’ ย้ำไม่ได้กร่าง แต่เป็นคนพูดเสียงดังเพราะหูตึง

ประเด็นน่าสนใจ

  • มีการแชร์คลิปปะทะคารมระหว่าง นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กรุงเทพมหานคร กับรองผู้กำกับ สภ.กะรน
  • นายสิระ เจนจาคะ เปิดเผยว่า ไม่ได้มีอารมณ์หรือทำตัวกร่าง แต่เป็นคนพูดเสียงดัง เพราะหูตึง

จากกรณีคลิปปะทะคารมระหว่าง นายสิระเจนจาคะ ส.ส.กรุงเทพมหานคร กับรองผู้กำกับ สภ.กะรน ที่เผยแพร่ในโลกโซเชียลจนถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการลงพื้นที่บ้านกะตะน้อย ตำบลกะรน จังหวัดภูเก็ต เพื่อตรวจสอบพื้นที่ก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียมหรู ที่เป็นของอดีตอธิบดีกรมตำรวจ ได้เกิดการปะทะคารมกันระหว่างตำรวจในพื้นที่กับนายสิระ

เนื่องจากนายสิระ ไม่พอใจที่การลงพื้นที่ตลอดทั้งวันไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาอำนวยความสะดวกเรื่องการจราจร ทั้งที่มีประชาชนมารวมตัวกันมากกว่า 100 คน ที่สำคัญตนเองกำลังถูกขู่ฆ่าควรได้รับการคุ้มครอง แต่กลับมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจนั่งกินกาแฟอยู่ในออฟฟิศของคอนโดที่ชาวบ้านคัดค้านไม่ให้ก่อสร้าง แบบไม่ได้สนใจประชาชน

ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าวันนี้ พ.ต.อ.ประวิทย์ สุทธิเรืองอรุณ ผู้กำกับ สภ.กะรน ได้มาขอเข้าพบนายสิระ เพื่อขอโทษแทนรองผู้กำกับ เนื่องจากได้เห็นคลิปแล้ว ไม่ได้นิ่งนอนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมชี้แจงแทน ว่า เราได้จัดกำลังไว้ดูแลคณะ ส.ส.และชาวบ้านแล้ว แต่เนื่องจากไม่ได้มีการประสานขอมา ส่วนที่ยังไม่ได้ดำเนินการกับผู้ที่ดำเนินการสร้างคอนโดนั้น เนื่องจากยังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแจ้งความดำเนินคดี และยอมรับว่าตั้งแต่มารับหน้าที่ที่กะรน เจ้าหน้าที่ของรัฐนิ่งเฉยกับปัญหาข้อพิพาทการก่อสร้างโครงการคอนโดดังกล่าวจริง

ขณะที่นายสิระ กล่าวว่า ไม่กังวลว่าคลิปที่ออกไปจะสร้างภาพลบให้กับตัวเอง เพราะทำเพื่อ ประเทศที่ได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างคอนโดดังกล่าว และยืนยันจะเดินหน้าเรื่องนี้ถึงที่สุด คอนโดนี้ต้องหยุดก่อสร้าง และวานนี้ที่ชี้แจงให้รองผู้กำกับฟังตามคลิปก็ไม่ได้มีอารมณ์หรือทำตัวกร่าง แต่เป็นคนพูดเสียงดัง เพราะหูตึง และหลังจากนั้นก็ปรับความเข้าใจกันแล้ว

ภายหลังการพูดคุยเสร็จสิ้น นายสิระและคณะได้เดินทางไปพบผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อขอให้ตรวจสอบนายกเทศมนตรี ที่ปล่อยปละละเลยให้มีการก่อสร้างคอนโด บนพื้นที่ที่ขอเอกสารสิทธิ์มิชอบ สร้างความเสียหายให้กับภาครัฐ ทั้งในแง่สภาพแวดล้อม และการฟ้องร้องที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต