พยากรณ์อากาศ วันนี้ (18 ส.ค.)

ประเด็นน่าสนใจ

  • บริเวณภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคใต้ มีฝนตกหนักบางแห่ง
  • ขอให้ประชาชนระวังน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศลาว และเวียดนามตอนบน ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ กำลังปานกลางที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยตอนบน เริ่มมีกำลังอ่อนลง ทำให้ประเทศไทยมีฝนลดลงลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังอ่อนลง

สำหรับทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย

พยากรณ์อากาศวันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้.

ภาคเหนือ

มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง ตาก พะเยา น่าน แพร่ และอุตรดิตถ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู หนองคาย อุดรธานี บึงกาฬ สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ภาคกลาง

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม พระนครศรีอยุธยา และสระบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออก

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 25-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)

มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-31 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

กู้ภัยเสียชีวิต 1 ราย จากเหตุโจมตีรถพยาบาลในเมียนมา

ประเด็นน่าสนใจ

  • เกิดเหตุโจมตีรถพยาบาลทางตอนเหนือของเมียนมา มีเจ้าหน้าที่กู้ภัยเสียชีวิต 1 ราย
  • ในภูมิภาคนี้ มีเหตุความไม่สงบบ่อยครั้ง เพราะกลุ่มกบฎมักจะปะทะกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง
  • กลุ่มกบฎสู้รบกับรัฐบาลเมียนมา เพราะต้องการเอกราช และสิทธิในการปกครองตนเอง

โฆษกกองทัพเมียนมา เปิดเผยถึงเหตุโจมตีรถพยาบาล ทางตอนเหนือของเมียนมา โดยรถที่ถูกโจมตีเกิดไฟไหม้อย่างรุนแรง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการปะทะกันระหว่างทหารและกบฏชาติพันธุ์

ทั้งนี้มีรายงานระบุว่า สมาชิกสมาคมการกุศลเยาวชน รายหนึ่งเปิดเผยว่า ประธานกลุ่มของนั่งอยู่ภายในรถพยาบาลคันที่ถูกยิงด้วยจรวจชนิดอาร์พีจี โดยผู้ตายถูกยิงที่ศีรษะจนเสียชีวิต โดยพร้อมกันนี้ เขาได้ตำหนิผู้ก่อความไม่สงบจากกลุ่มพันธมิตรทางเหนือซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ที่กำลังต่อสู้กับกองกำลังของรัฐบาลอยู่ในขณะนี้

ทั้งนี้หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นรายงานข่าว พร้อมเผยแพร่ภาพแสดงให้เห็นรถที่มีชื่อสมาคมการกุศลเยาวชนติดอยู่ โดยมีรูพรุน จากการถูกยิงด้วยกระสุนเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ในพื้นที่เมืองนองโช ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมียนมา ยังคงตึงเครียด เนื่องจากกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อยในเมียนมา ที่ต่อต้านรัฐบาลบุกโจมตีพื้นที่ต่าง ๆ ทางภาคเหนือหลายแห่ง อาทิ วิทยาลัยกองทัพชั้นนำ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 10 คน เผาสถานีตำรวจ และมีการฆ่าเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจและพลเรือนรวมอย่างน้อย 14 คน นอกจากนี้พวกกบฏยังวางเพลิงด่านของตำรวจปราบยาเสพติด

อย่างไรก็ตามการสู้รบระหว่างรัฐบาล และกลุ่มกบฎ เกิดขึ้นแม้นางซูจี ที่ชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเมื่อปี 2559 จะพยายามยุติการสู้รบยาวนานหลายทศวรรษระหว่างทางการเมียนมากับกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รัฐบาลของเธอ ได้ทำข้อตกลงหยุดยิงกับหลายกลุ่มแล้ว แต่กลุ่มที่เคลื่อนไหวในรัฐกะฉิ่นและชานทางภาคเหนือ และรัฐยะไข่ในภาคตะวันตก ปฏิเสธทำข้อตกลงและยังคงสู้รบต่อ

ทว่า เหตุความไม่สงบและการสู่รบระหว่างรัฐบาลและกลุ่มกบฎเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย และมีความเชื่อมโยงกับการค้ายาเสพติด ทั้งนี้ความขัดแย้งตามพื้นที่ชายแดนต่าง ๆ เกิดขึ้นนับตั้งแต่เมียนมาได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อ 70 ปีก่อน โดยชนกลุ่มน้อยติดอาวุธหลายกลุ่ม เดินหน้าสู้รบกับกองทัพรัฐบาล เพราะต้องการสิทธิในการปกครองตนเองเป็นหลัก

ที่มา news.yahoo.com

อินเดีย-ปากีสถาน ดวลปืนใหญ่ข้ามแดน

ประเด็นน่าสนใจ

  • อินเดียและปากีสถานขัดแย้งกันเรื่อยมานับตั้งอังกฤษคืนเอกราชให้ทั้ง 2 ประเทศเมื่อปี 2490
  • รัฐบาลอินเดียตัดสินใจ ออกมาตรการยกเลิกสถานพิเศษของรัฐแคชเมียร์ ในฝั่งที่อยู่ภายใต้การปกครองของอินเดีย ซึ่งถือเป็นการจุดชนวนความขัดแย้งของ 2 ประเทศระลอกใหม่
  • อินเดียและปากีสถานเปิดฉากยิงกระสุนปืนใหญ่ข้ามแดนตอบโต้กันเหนือ “เส้นควบคุม” ในดินแดนพิพาทรัฐแคชเมียร์มีทหารอินเดียเสียชีวิต 1 คน

อินเดียและปากีสถานเปิดฉากยิงกระสุนปืนใหญ่ข้ามแดนตอบโต้กันเหนือ “เส้นควบคุม” ในดินแดนพิพาทรัฐแคชเมียร์ ที่กั้นเขตแดนระหว่างกัน โดยการยิงตอบโต้ครั้งล่าสุดมีทหารอินเดียเสียชีวิต 1 นาย โดยเจ้าหน้าที่กล่าวว่าการยิงเริ่มขึ้นจากเมือง นาวเชอรา ปากีสถาน เมื่อเวลาประมาณ 6.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น

เหตุความไ่ม่สงบครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลอินเดียตัดสินใจ ออกมาตรการยกเลิกสถานพิเศษของรัฐแคชเมียร์ ในฝั่งที่อยู่ภายใต้การปกครองของอินเดียกระทั่งประชาชนในท้องถิ่นออกมารวมตัวประท้วงการกระทำของฝ่ายอินเดียขณะที่รัฐบาลปากีสถาน และจีนคู่พิพาทของอินเดียได้ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อมาตรการนี้

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติหรือยูเอ็นเอสซี จะจัดการประชุมเพื่อหารือประเด็นแคว้นชเมียร์ โดยการประชุมจะมีขึ้นแบบลับในเวลา 21.00 น. วันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ตามเวลาประเทศไทย โดยมีผู้นำโปแลนด์ ซึ่งเป็นประธานปัจจุบันของยูเอ็นเอสซีตามวาระหมุนเวียน เป็นประธานการประชุม

ทว่าการประชุมหารือเกี่ยวกับแคว้นแคชเมียร์ในที่ประชุมยูเอ็นเอสซี ซึ่งแคว้นแห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของอินเดีย และอีกส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของปากีสถาน นับตั้งแต่ได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ เมื่อปี 2490 ทั้งนี้ การประชุมยูเอ็นเอสซี เกี่ยวแคว้นแคชเมียร์ มีขึ้นครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2508 แต่การประชุมครั้งนี้ไม่ถือว่าเป็นการประชุมด้านความมั่นคงแบบเต็มรูปแบบ แต่จะเป็นการหารือแบบลับ

ย้อนไปความขัดแย้งระหว่าง“อินเดีย-ปากีสถาน” เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1947 ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่อังกฤษมอบเอกราชให้กับทั้งสองประเทศ ซึ่งปากีสถานเป็นประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ในขณะที่ชาวอินเดียส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู

ชนวนสำคัญเกิดขึ้นที่แคว้นจัมมูร์แคชเมียร์หรือที่ชาวไทยเรียกกันว่า ‘แคชเมียร์’ ซึ่งเป็นแคว้นที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม แต่ผู้ปกครองแคว้นนี้ในขณะนั้นเป็นฮินดู ทำให้ผู้ปกครองลงนามที่จะไปรวมกับอินเดีย สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนและปากีสถานเพราะเป็นชาวมุสลิมเหมือนกัน ในขณะที่อินเดียก็ถือว่าตนสิทธิ์ในแคชเมียร์แล้วตามที่ผู้ปกครองลงนาม โดยปัญหาเกิดจากการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนระหว่างรัฐกับรัฐด้วยกันความขัดแย้งได้ขยายวงกว้างจนนำไปสู่การเกิด ‘สงคราม’ หลายครั้ง

ที่มา www.indiatoday.in