เตรียมเสนอแผนจัดหาเครื่องบินการบินไทย 38 ลำ วงเงิน 156,000 ล้านบาท

ประเด็นน่าสนใจ

  • เตรียมเสนอแผนจัดหาเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 38 ลำ
  • การจัดซื้อดังกล่าววงเงินกว่า 156,000 ล้านบาท

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าแผนจัดหาเครื่องบิน จำนวน 38 ลำ ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) วงเงิน 156,169 ล้านบาท ว่า ขณะนี้ได้ตรวจสอบแผนเรียบร้อยแล้ว และไม่มีข้อท้วงติงจากนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่กำกับดูแลบริษัทการบินไทย

ทั้งนี้คาดว่าภายในเดือนสิงหาคมนี้จะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พิจารณาอนุมัติได้ พร้อมยืนยันว่าจะไม่กระทบกับงบประมาณแผ่นดิน เนื่องจากบริษัทการบินไทยมีการระบุว่า จะไปหาแหล่งเงินกู้พร้อมชำระหนี้เอง นอกจากนี้ยังได้กำชับให้บริษัทการบินไทยจัดซื้อเครื่องบินให้เป็นไปตามมาตรฐานโลกเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและไม่ควรซื้อกับบริษัทเดียว

สำหรับโครงการจัดหาเครื่องบินปี 2562-2569 แบ่งเป็น 2 ช่วง โดยช่วงที่ 1 ปี 2562-2567 จำนวน 25 ลำ ประกอบด้วย เครื่องบินลำตัวพิสัยกลาง-ไกล ขนาด 250-374 ที่นั่ง จำนวน 3 ลำ เครื่องบินลำตัวแคบพิสัยใกล้ขนาด 170-220 ที่นั่ง จำนวน 22 ลำ วงเงินลงทุน 71,874 ล้านบาท พร้อมทั้งเครื่องยนต์สำรอง 8 เครื่องยนต์ วงเงินลงทุน 6,740 ล้านบาท วงเงินลงทุนรวมไม่เกิน 78,614 ล้านบาท ช่วงที่ 2 ปี 2563-2569 จัดหาเครื่องบินแบบ Option Order จำนวน 13 ลำ พร้อมเครื่องยนต์สำรอง วงเงินลงทุนรวมไม่เกิน 77,555 ล้านบาท เพื่อทดแทนการปลดระวางเครื่องบินแบบ A380-800 และ B777-200ER

สำหรับการจัดหาครั้งนี้ คือการเช่าซื้อทั้งหมด 38 ลำ แต่หากไม่สามารถดำเนินการจัดหาด้วยวิธีเช่าซื้อได้ เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป เช่น ไม่มีเครื่องบินตามเวลาที่ต้องการ หรือสถานะการเงิน/การแข่งขันมีการเปลี่ยนแปลง จึงจะพิจารณาเช่าดำเนินงานตามความจำเป็น

ไฟป่าพรุควนเคร็ง ใกล้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ คาดดับสนิทภายใน 2 วัน

ประเด็นน่าสนใจ

  • สถานการณ์ไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช ใกล้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ
  • ขณะนี้เหลือเพียงกลุ่มควันที่เกิดจากความร้อนใต้ดิน จำนวน 22 จุด
  • ทางการคาดว่าน่าจะสามารถดับได้สนิทภายใน 2 วัน          

วันนี้ (17 .. 62) พลตำรวจโท ไกรบุญ ทรวดทรง ผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ คณะทำงานรองนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษาศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน 904 วปรพร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ดับไฟและการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีนายถาวรวัฒน์ คงแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายทหารบก ทหารอากาศ ตำรวจภูธร ฝ่ายปกครอง ท้องถิ่น ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ชลประทานและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ให้การต้อนรับพร้อมบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงาน รวมทั้งการวางแผนปฏิบัติงานประจำวัน   

ล่าสุดจากการบินสำรวจเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาปรากฏว่า สถานการณ์เริ่มคลี่คลายไฟจุดใหญ่สามารถดับได้หมดแล้ว เหลือเพียงกลุ่มควันที่ไฟไหม้คุกรุ่นไหม้อยู่ใต้ดิน จำนวน 22 จุด เป็นกลุ่มไฟเดิมทั้งหมดไม่มีจุดไฟไหม้ใหม่แต่อย่างใด อยู่ในพื้นที่ตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด โดยคณะทำงานได้แบ่งการปฏิบัติงานออกเป็น 2 ส่วน โดย 12 จุดแรก ที่ยังมีความร้อนใต้ดิน ซึ่งเป็นจุดที่ยากต่อการเดินเท้าเข้าไปดับไฟ เนื่องจากอยู่ระยะห่างไกล จะใช้เครื่องบิน MI-17 จำนวน 2 ลำ บรรทุกน้ำแล้วนำไปทิ้งยังจุดที่มีกลุ่มควัน 

โดยจะใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง และส่วนที่ 2 มี 10 จุด จะใช้ชุดเสือไฟ และกำลังทหารเดินเท้าพร้อมอุปกรณ์เครื่องสูบน้ำแบบแบกหามเข้าไปฉีดน้ำ นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากชาวบ้าน นำเครื่องสูบน้ำ มาติดตั้งและอัดน้ำเข้าในพื้นใต้ผิวดิน เพื่อให้เกิดความชุ่มชื้น และมีน้ำหล่อเลี้ยงป่าพรุ ซึ่งจะทำให้ความร้อนใต้ดินไม่ประทุขึ้นมาอีก       

พลตำรวจโท ไกรบุญ ทรวดทรง ผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้นหลังจากที่ทางชุด DSI ได้นำอากาศยานไร้คนขับ (โดรนติดกล้องตรวจจับความร้อนแบบละเอียดสูงขึ้นบินสำรวจถ่ายภาพ พบจุดความร้อน จำนวน 22 จุด จึงได้จัดชุดปฏิบัติงานเข้าพื้นที่ โดยจุดที่อยู่ห่างไกลยากต่อการเข้าถึง จำนวน 12 จุด ใช้เฮลิคอปเตอร์บรรทุกน้ำไปทิ้งที่พบกลุ่มควัน และอีก 10 จุด ที่สามารถเดินเท้าเข้าไปได้ ใช้การดับไฟภาคพื้นดิน เน้นการใช้เครื่องสูบน้ำแบบแบกหาม เพื่อฉีดน้ำอัดเข้าไปในดิน ซึ่งพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงจึงได้ให้ DSI รวมทั้งหน่วยทหารพัฒนานำเทคโนโลยี และเครื่องจักรกลเข้ามาสนับสนุนด้วย คาดว่าจะสามารถดับไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ได้ภายใน 2 วันนี้        

อย่างไรก็ตามในช่วงบ่ายวันนี้ (17 .. 62) ได้เกิดฝนตกในระดับปานกลางถึงหนักในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง ทำให้ส่งผลดีต่อการปฏิบัติงานดับไฟป่า บางจุดที่เป็นดินเหนียวมีน้ำขังเล็กน้อย ส่วนที่เป็นดินร่วนน้ำซึมลงใต้ดิน ทำให้พื้นดินมีความชุ่มชื้น ส่งผลให้ไฟดับมอดลงได้หลายจุด

ทส. แถลงข่าวสรุปสาเหตุการตายพะยูน ‘มาเรียม’

ประเด็นน่าสนใจ

  • นายวราวุธ ศิลปอาชา เผยถุงพลาสติก 8 ชิ้น เป็นจุดเริ่มต้นการตายของพะยูน ‘มาเรียม’
  • ก่อนตาย มาเรียมมีแก็สในทางเดินอาหาร ก่อให้เกิดความเจ็บปวดอย่างมาก ทำให้เกิดสภาวะช็อคเนื่องจากความเจ็บปวด และเสียชีวิตลงทันที
  • ก่อนตายเจ้าหน้าที่เคยพยายามส่งมาเรียมกลับสู่ทะเลถึง 3 ครั้งแต่ไม่สำเร็จ

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ตามที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานที่ดูแล รักษา ลูกพะยูนมาเรียมที่พลัดหลงจากแม่และว่ายน้ำตามเรือเข้ามาในเขตจังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่จึงพยายามผลักดันให้พะยูนมาเรียมกลับสู่ทะเล เพราะมาเรียมยังไม่หย่านม เจ้าหน้าที่ได้ใช้ความพยายามถึงสามครั้ง

ทั้งนี้ลูกพะยูนมาเรียมยังว่ายวนเวียนในจุดเดิม เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจหาที่อยู่ที่เหมาะสม เป็นแหล่งที่มีหญ้าทะเล มีกลุ่มพะยูนอาศัยอยู่มาก และชุมชนในพื้นที่ต้องมีความพร้อมที่จะช่วยดูแล จึงนำตัวมาดูแลเพื่ออนุบาลสภาพแบบธรรมชาติ บริเวณ จุดชมพะยูน ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง

จากนั้นพบว่าเกาะลิบง มีความพร้อมทุกด้าน ภายใต้การดูแลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง ทีมสัตวแพทย์ ทีมพิทักษ์ดุหยง ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น และจิตอาสา แม้ว่ามาเรียมจะกินหญ้าทะเลได้ แต่ด้วยวัยของมัน นมยังเป็นอาหารหลัก

เจ้าหน้าที่จึงต้องป้อนนมจนกว่ามาเรียมแข็งแรงพอที่จะกินหญ้าทะเลอย่างเดียว มาเรียมจึงถือเป็นพะยูนตัวแรกของไทยและของโลกที่มนุษย์ให้นมในสภาวะธรรมชาติ การดูแลมาเรียมเป็นงานที่เหนื่อยและยากลำบาก ต้องใช้องค์ความรู้งานวิชาการหลายด้าน แต่เจ้าหน้าที่และชาวบ้านก็ได้พยายามดูแลมาเรียมตลอดมาอย่างเต็มที่ด้วยความรู้สึกผูกพันกับมาเรียมเหมือนลูกหลานของตัวเอง

​นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่ากระทั่ง วันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้รับการรายงานจากทีมสัตว์แพทย์หลังจากที่มาเรียมออกไปท่องทะเลกว้าง เจอพะยูนโตเต็มวัยไล่คุกคาม จนหนีกลับเข้าอ่าวและมีภาวะเครียด แม้จะกินสารอาหารวิตามินและน้ำหญ้าปั่นแทน แต่มาเรียมยังไม่ค่อยดื่มนม จึงมีอาการอ่อนเพลียให้เห็น ไม่ร่าเริง ไม่ค่อยว่ายน้ำ อัตราการเต้นของหัวใจเร็วกว่าปกติเนื่องจากติดเชื้อในกระแสเลือด

ต่อมาวันที่ 11 ส.ค. 62 เจ้าหน้าที่มีการประชุมกันและตัดสินใจเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง เพราะพบยังมีอาการน่าเป็นห่วง จนวันที่15 ส.ค.2562 ทีมสัตวแพทย์ได้ย้ายมาเรียมไปดูแลในบ่อชั่วคราว และเมื่อวันที่ 17 ส.ค.62 เวลา 00.09 น. มาเรียมได้จากไปอย่างสงบ เกิดจากการช๊อค นอกจากนี้ยังพบเศษพลาสติกเล็กๆ หลายชิ้นขวางลำไส้ จนมีอาการอุดตันบางส่วนและอักเสบ ทำให้มีแก๊สสะสมอยู่เต็มทางเดินอาหาร มีการติดเชื้อในกระแสเลือด ปอดเป็นหนองตามมา

​ด้านรองศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เมื่อเวลา 23.30 น. ของวันที่ 16 สิงหาคม 2562 มาเรียม มีอาการลอยนิ่ง จากนั้นทีมสัตวแพทย์ตรวจไม่พบชีพจร และการตอบสนอง ทั้งมาเรียมยังไม่สามารถทรงตัวในน้ำได้ จึงรีบทำการกู้ชีพและกระตุ้นการหายใจ โดยกระทำเหนือน้ำ จนเริ่มตรวจพบการตอบสนอง

โดยสามารถกระพริบตา และตอบสนองต่อการสัมผัสได้ จึงนำมาเรียมลงประคองในน้ำ แต่สัญญานชีพได้หายไปอีกครั้งเวลา 23.45 น. จึงต้องนำขึ้นจากน้ำอีกครั้งเพื่อทำการกู้ชีพ ด้วยยากระตุ้นหัวใจ ยากระตุ้นการหายใจ การใช้สารน้ำ แต่เนื่องจากไม่สามารถกู้ชีพกลับมาได้ จึงตัดสินว่ามาเรียมเสียชีวิต ที่เวลา 00.09 น. ของวันที่ 17 สิงหาคม 2562

​ผลการชันสูตรซากพะยูนมาเรียม เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2562 ได้ทำการผ่าพิสูจน์หาสาเหตุการตาย โดยสภาพภายนอก พบรอยขูดขีด ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณ แพนหาง โดยตำแหน่งใกล้เคียงกันพบจ้ำเลือด ขนาด 2-3 เซนติเมตร ซึ่งสอดคล้องกับผลเลือด ที่พบสภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ทำให้เกิดจุดเลือดออกได้ง่าย ภายในช่องปาก พบแผลในปากจำนวนหนึ่ง

ส่วนของอวัยวะภายในพบว่ากล้ามเนื้อมีสีซีดกว่าปกติมาก เนื่องจากมาเรียมมีการใช้พลังงานต่อวันเท่าเดิมในทุกวัน แต่ไม่สามารถรับอาหารได้ จึงมีการย่อยสลายส่วนของกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงาน รวมทั้งภาวะทุพโภชนาการ ทำให้เกิดภาวะเลือดจาง โปรตีนในเลือดต่ำ และการติดเชื้อในช่องอกและทางเดินหายใจ ปอดมีสีซีดและเกิดการโป่งพอง เกิดก้อนหนองแทรกตามเนื้อปอด

โดยเฉพาะปอดข้างซ้าย พบรอยช้ำของกล้ามเนื้อที่บริเวณช่องท้องและผนังช่องท้องด้านใน คาดว่าเกิดจากการกระแทกของพะยูนตัวผู้ ตับมีสีเหลืองเนื่องจากการไม่รับอาหารมาเป็นเวลานาน มีจุดเนื้อตายและหนองบนตับ หัวใจพบเลือดเล็กน้อย และบีบตัวแข็งจากการเกิดสภาวะช็อค และส่วนของระบบทางเดินอาหารและมีการสะสมของแก๊สจำนวนมากตามทางเดินอาหาร

ซึ่งคาดว่ามาจากการที่กระเพาะอาหารมีการเคลื่อนตัวและบีบตัวลดลง ตลอดลำไส้เล็กอักเสบพบจุดเนื้อตายสีขาว และพบมีการหนาตัวและมีเนื้อตายเคลือบด้านในของผนังลำไส้และพบขยะประเภทเศษถุงพลาสติกจำนวน 8 ชิ้น อัดแน่นกันอยู่ในลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย

ทั้งนี้เนื่องจากมาเรียมมีสภาวะขาดน้ำที่รุนแรง ทำให้ส่งผลต่อการบีบตัวของทางเดินอาหารลดลงหรือไม่เคลื่อนที่ ทำให้เกิดการสะสมของแก็สในทางเดินอาหาร ก่อให้เกิดความเจ็บปวดอย่างมาก ทำให้เกิดสภาวะช็อคเนื่องจากความเจ็บปวด และเสียชีวิตลงทันที

​นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวทิ้งท้าย ในนามกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอกราบพระบาทสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา ในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงห่วงใยพะยูนซึ่งเป็นสัตว์ทะเลหายาก และทรงรับไว้ในโครงการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยในพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และทรงพระราชทานกำลังใจให้กับทีมงานที่ดูแลพะยูนตลอดมา

อีกทั้งต้องขอขอบคุณ ทีมสัตวแพทย์ กองทัพเรือ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง ทีมพิทักษ์ดุหยง อาสาสมัคร และผู้นำท้องถิ่น ที่ร่วมมือกันดูแล อนุบาล และฟื้นฟูน้องมาเรียมอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่แรกพบจนถึงมาเรียมได้จากเราไปอย่างสงบ ซึ่งทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง นำซากมาเรียมมาสตาฟเพื่อเป็นโยชน์ในการศึกษาเรียนรู้และการอนุรักษ์ต่อไป

​พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนช่วยกันดูแล ปกป้อง และสร้างจิตสำนึกให้ประชาชน ชาวประมงในพื้นที่ เกิดความรักและหวงแหนในทรัพยากรสัตว์ทะเลหายาก โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเร่งรัดการดำเนินการตามแผนการลดปริมาณขยะทะเล และจะจัดทำแผนอนุรักษ์พะยูนของประเทศไทย รวมทั้งถอดบทเรียนเพื่อให้เป็น “มาเรียมโปรเจค” ใช้เป็นประโยชน์ในการดูแลพะยูน เพื่อนำไปเป็นแนวทางสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการประชุมพะยูนโลกที่จะจัดในปีหน้าต่อไป