ไขข้อข้องใจ LTF & RMF มือใหม่ต้องรู้ วางแผนภาษีให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ชีวิตคนวัยทำงานกับภาษีเป็นของคู่กัน… จะดีกว่ามั้ยถ้าเรารู้จัก วางแผนภาษีให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่วันนี้
ด้วยการลงทุนใน LTF & RMF ซึ่งมีสิทธิประโยชน์ดีๆ จากการลงทุนถึง 2 ต่อด้วยกัน ดังนี้

* ต่อที่ 1: เงินที่ลงทุน สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้
* ต่อที่ 2: กำไรที่ได้จากการขายหน่วยลงทุน ไม่ต้องเสียภาษี
* แต้มต่อ: เงินที่ประหยัดได้จากภาษีที่ลดหย่อน สามารถนำไปต่อยอดลงทุนเพื่อเพิ่มเงินออมได้อีกด้วย

แต่ก่อนอื่น… เรามาลองไขข้อข้องใจเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการลงทุนใน LTF & RMF ที่มือใหม่ต้องรู้กันดีกว่า

การลงทุนใน LTF & RMF คืออะไร

LTF” ย่อมาจาก Long Term Equity Fund หรือภาษาไทยคือ “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนใน “หุ้น” ไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่ากองทุน เหตุผลในการจัดตั้งกอง LTF ขึ้นมา ก็เพื่อช่วยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นระยะยาว ทำให้ตลาดหุ้นมีสภาพคล่อง มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นแรงจูงใจกับนักลงทุน

ส่วน “RMF” จะย่อมาจาก Retirement Mutual Fund หรือ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” เป็นกองทุนที่ส่งเสริมให้เราออมเงินในระยะยาวเพื่อเก็บไว้ใช้ยามเกษียณ โดยการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นแรงจูงใจกับนักลงทุนเช่นเดียวกับ LTF ซึ่งสองแบบนี้เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร สามารถดูจากตารางสรุปด้านล่างนี้ได้เลย

LTF & RMF แตกต่างกันอย่างไร?

เห็นมั้ยว่าความจริงแล้ววัตถุประสงค์ การลงทุนแบบ LTF & RMF นั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน ถ้าเราไม่ได้ต้องการแค่จะลงทุนในระยะปานกลางเพื่อลดหย่อนภาษี การลงทุนใน RMF ก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจที่จะช่วยต่อยอดให้เงินของเรางอกเงยในระยะยาวพร้อมรับกับการเกษียณได้ในอนาคต

LTF & RMF ซื้อได้ต่ำสุด – สูงสุดเท่าไหร่?

จากภาพจะเห็นได้ว่า LTF ไม่มีกำหนดขั้นต่ำในการซื้อ เพราะจะขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่แต่ละ บลจ. เป็นผู้กำหนด ทั้งนี้นักลงทุนสามารถซื้อได้สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 500,000 บาท

ส่วน RMF ต้องซื้อขั้นต่ำอย่างน้อย 3% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี หรือ 5,000 บาท โดยเราสามารถเลือกจำนวณใดจำนวนหนึ่งที่ต่ำกว่าได้ และนักลงทุนจะสามารถซื้อได้สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ / กองทุนการออมแห่งชาติ / กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน และประกันชีวิตแบบบำนาญแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

LTF & RMF เหมาะกับใครบ้าง?

เราจะเห็นได้ว่าการลงทุนแบบ LTF & RMF เหมือนกันตรงที่เหมาะสำหรับคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี และต้องการลดหย่อนภาษี แต่จะแตกต่างกันในเรื่องของระยะเวลาและความเสี่ยงในการลงทุน โดยส่วนมากผู้ที่ต้องการลงทุนในระยะปานกลางเพื่อเป้าหมายต่างๆ และสามารถรับความเสี่ยงได้สูง เพื่อคาดหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากการลงทุนในหุ้น ก็มักจะเลือกลงทุนใน LTF แต่ถ้าหากใครต้องการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์การลงทุนที่หลากหลาย โดยต้องการลงทุนในระยะยาวเพื่อเป้าหมายเกษียณ ก็มักจะเลือกลงทุนใน RMF มากกว่า

ดังนั้นแล้ว ก่อนที่เราจะเลือกลงทุนในสินทรัพย์ใด เราควรตอบคำถามตัวเองให้ได้ก่อนว่า เราต้องการลงทุนไปเพื่ออะไร เพื่อลดหย่อนภาษีใช่หรือไม่ เพื่อเป้าหมายเกษียณใช่รึเปล่า หรือแค่ต้องการสร้างเงินออมให้งอกเงยเพียงอย่างเดียว เมื่อเราตอบคำถามตัวเองได้แล้ว เราก็จะสามารถเลือกสินทรัพย์ลงทุนได้อย่างเหมาะสม ตามความเสี่ยงที่เรายอมรับได้  และบรรลุเป้าหมายของเราได้ในที่สุด

ลงทุนเรื่องใหญ่ แต่ไม่ใช่เรื่องยาก สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ >> https://www.set.or.th/happymoney  


ติดตามความรู้เพิ่มเติม

คู่มือ LTF & RMF มือใหม่ต้องรู้

คู่มือผู้ลงทุน ฉบับลงทุนในกองทุนรวม

Happy Money Guide ตอน วางแผนการออมสม่ำเสมอ

e-Learning หลักสูตร “รอบรู้ลงทุน LTF & RMF”


Happy Money, Happy Retirement เกษียณสุขเป็นจริงได้ www.set.or.th/happymoney

“เสี่ยตั้ม” สารภาพลวงขืนใจ ด.ญ.14 เตรียมทำแผนวันนี้

ประเด็นน่าสนใจ

  • ตำรวจเข้าควบคุมตัวเสี่ยตั้ม หลังก่อเหตุข่มขืนเด็กหญิงวัย 14 ปี ภายในแคมป์คนงานก่อสร้าง ย่านประเวศ
  • สารภาพหลอกพาไปร้านสะดวกซื้อก่อนพาไปข่มขืนอนาจาร ส่วนผู้ต้องหาอีก4 คนอยู่ระหว่างเร่งติดตามตัว

จากกรณีที่ครอบครัว ด.ญ.วัย 14 ปี เข้าแจ้งความที่กองปราบปรามและสถานีตำรวจนครบาลประเวศ หลังจากที่ลูกสาวถูก ผู้รับเหมาและคนงานรวม 4 คน ข่มขืนกระทำชำเราที่แคมป์คนงานก่อสร้างในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หลายครั้งเป็นเวลานานกว่าครึ่งปี โดยหลังเกิดเหตุ ครอบครัวของ ด.ญ.ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์แต่คดีไม่คืบหน้า ล่าสุด ตำรวจ สน.ประเวศ สามารถจับตัวผู้ก่อเหตุ ได้ที่จังหวัดระยอง

พันตำรวจเอก อภิวัชร์ ไชยศรีสุข ผกก.สน.ประเวศ พร้อมพนักงานสอบสวน ร่วมกันสอบปากคำ นายมนัส กวินภัทรพรต หรือ เสี่ยตั้ม อายุ 43 ปี ผู้ต้องหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เพื่อการอนาจารฯ ก่อนเปิดเผยว่า ผู้ต้องหาเป็นเพียงหัวหน้าคนงานโดยอ้างว่า วันที่ 29 ก.ค. ผู้ต้องหาชักชวนผู้เสียหายไปร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง ก่อนออกอุบายชวนไปห้องพัก แล้วลงมือข่มขืน

ส่วนผู้ร่วมก่อเหตุอีก 4 คนนั้น เป็นคดีที่เกิดขึ้นในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นเหตุการณ์ที่เกิดคนละเวลา คนละสถานที่กัน ทางพื้นที่รับผิดชอบจะต้องดำเนินการขออายัดตัวต่อไป โดยวันที่ 17 สิงหาคม จะคุมตัวทำแผน ก่อนส่งฟ้องฝากขังศาลจังหวัดพระโขนง

อย่างไรก็ตามกรณีการถูกข่มขืนหากเกิดขึ้นแล้วจะทำอย่างไร เราเอาข้อของกฎหมายมาให้รู้กันคือ 1. หากเกิดเหตุ ห้ามชำระล้างร่างกาย เพราะหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ จะหายไปด้วย 2. เข้าพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายไว้เป็นหลักฐานหรือ 3. แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงลักษณะของเหตุการณ์ และฝากถึงคนรอบข้างถึงสิ่งที่ห้ามทำคือ ห้ามซักถามเหมือนคาดคั้นเพราะจะทำให้ผู้ที่ถูกกระทำได้รับผลกระทบทางจิตใจ

ตร.เตรียมตั้งรางวัลนำจับ ‘เด็กแว้น’ เริ่มเดือนกันยายนนี้

ประเด็นน่าสนใจ

  • ตำรวจหารือเรื่องการตั้งรางวัลนำจับให้แก่ประชาชน ตามมาตรการป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทางและความผิดอื่น
  • หากพบว่ามีการแจ้งเท็จจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งมีอัตราโทษจำคุก 1 เดือนปรับไม่เกิน 10,000 บาท

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม ศปก.ตร. ชั้น 20 อาคาร 1 ตร. พลตำรวจโท ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมติดตามผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทางและความผิดอื่น พร้อมด้วย พลตำรวจโท มนตรี ยิ้มแย้ม จเรตำรวจ (สบ.8) , พลตำรวจตรี จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 1 (รอง ผบช.ภ.1) และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

พลตำรวจโท ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประชุมติดตามผลการป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทาง และมีการหารือเรื่องการตั้งรางวัลนำจับให้แก่ประชาชนที่ให้ข้อมูลไม่ว่าจะเป็นการโทรแจ้งทางโทรศัพท์ที่สายด่วนหมายเลข 191 หรือ หมายเลข 1599 และช่องทางเพจ ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร. โดยเป็นนโยบาย พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) จะมอบเงินรางวัลตอบแทนให้ 3,000 บาท หากสามารถนำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีได้

ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเกณฑ์ให้รางวัล คาดว่าภายในเดือนกันยายนนี้จะเริ่มดำเนินการได้ โดยเงินรางวัลดังกล่าวจะใช้เงินจากกองทุนสืบสวน และ จากกองทุนต่างๆของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หากพบว่ามีการแจ้งเท็จจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งมีอัตราโทษจำคุก 1 เดือนปรับไม่เกิน 10,000 บาท นอกจากนี้สำหรับประชาชนที่แจ้งข้อมูลให้ตำรวจนั้น ยืนยันว่าจะรักษาความลับเป็นอย่างดีไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวของผู้แจ้งหลุดออกไปเพื่อความปลอดภัย

ส่วนภาพรวมการดำเนินการในห้วงระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม และช่วงวันที่ 2 – 11 สิงหาคม พบว่ามีการดำเนินคดีกับผู้ขับขี่ ผู้สนับสนุน ผู้ปกครอง และความผิดเกี่ยวกับท่อไอเสียไม่ได้มาตรฐาน เปลี่ยนตัวรถและคดีอื่นๆ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ได้เปิดเผยว่า ห้วงแรกสามารถจับกุมได้ 46,659 ราย ทั่วประเทศ ห้วงที่ 2 สามารถจับกุมได้ 12,082 ราย ทั่วประเทศ ซึ่งจากการเข้มงวดมาตรการ เห็นได้ว่ามีจำนวนผู้กระทำความผิดลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

ข้อมูลจาก : สวพ.FM91