เตือนภัย ซื้อยากินเองนานนับปี สุดท้ายช็อกดับ

ประเด็นน่าสนใจ

  • เกิดเหตุหญิงสาวรายหนึ่ง ซื้อยาแก้ปวดหัวมากินนานนับปี สุดท้ายช็อกเสียชีวิต
  • แพทย์คาดว่าอาจเกิดจากยาที่ทานเข้าไปเป็นเวลานาน

เพจเฟซบุ๊ก Chudapa Pornngam ได้โพสต์ข้อความบอกเล่าเรื่องราวของน้องสาวของตนเอง เพื่อเป็นอุทาหรณ์ระบุว่า น้องชอบบ่นปวดหัวบ่อยๆ ปวดเหมือนไมเกรน แล้วน้องก็ซื้อยามากินเอง กินต่อเนื่องเป็นเวลาปีกว่า ช่วงหลังน้องป่วยบ่อย ปวดเนื้อปวดตัว เป็นผื่นแพ้ จนมาวันถึงวันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม เกิดปวดหัว ปวดตัว อาเจียน จนเป็นลม

ทั้งนี้แพทย์ระบุ อาจเป็นมาจากยาที่น้องกินเข้าไป และนัดตรวจอีกครั้ง แต่คืนนั้นเอง เมื่อกลับถึงบ้าน เกิด แน่นหน้าอก เวียนหัว จะอาเจียนตลอดเวลา จนกระทั่งต้องส่งโรงพยาบาล ต่อมาหมอแจ้งว่าน้องช็อก หมดสติ ช็อตไฟฟ้าไป 3 ครั้ง แต่น้องไม่รู้สึกตัว ความดันต่ำลง ชีพจรเต้นช้าลงเรื่อยๆ จนร่างกายไม่ตอบสนอง

โดยแพทย์ระบุ สาเหตุอาจเป็นเพราะน้องช็อกด้วยโรคหัวใจด้วยตัวยาซื้อยาทานเองมาตลอดปีกว่า ครอบครัวอยากฝากเตือนเกี่ยวกับการไปซื้อหายามารับประทานเอง ถึงแม้จะมีอาการป่วยเพียงเล็กน้อยก็ตาม

การไฟฟ้าฯ แจ้งความมิจฉาชีพหลอกขายอุปกรณ์ประหยัดไฟ

ประเด็นน่าสนใจ

  • การไฟฟ้านครหลวง แจ้งความดำเนินคดี กรณีมีการหลอกขายเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านสื่อออนไลน์
  • มีการตรวจพบว่ามีมิจฉาชีพตัดต่อภาพเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าไปโฆษณาหลอกขายอุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้า
  • มีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 ส.ค. ที่ บก.ปอท.(กองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี)นายจาตุรงค์ สุริยาศศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ในฐานะโฆษก กฟน. นายประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน ผู้ช่วยว่าการยุทธศาสตร์องค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และนายกิตติศักดิ์ วรรณแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาระบบการไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) นำเอกสารหลักฐาน พร้อมเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า 4 ราย เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท. พ.ต.อ.ขวัญชัย พัฒรักษ์ ผกก.3 บก.ปอท. ร.ต.อ.สุโกศล ทองแกมแก้ว รอง สว.(สอบสวน) กก.3 บก.ปอท. ร.ต.อ.เครือณรงค์ ขมิ้นเครือ รอง สว.(สอบสวน)กก.3 บก.ปอท. ร.ต.ท.เปตอง ด่านปรีดา รอง สว.(สอบสวน) กก.3 บก.ปอท.

ก่อนหน้านี้มีการพบว่ามีมิจฉาชีพตัดต่อภาพเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าไปโฆษณาหลอกขายอุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้า โดยอ้างว่าลดค่าไฟได้ ผ่านทาง facebook Fan page “Expert Electric” และ “Tiki Smart” ซึ่งเป็นการละเมิดแอบอ้างหน่วยงานรัฐและหลอกลวงประชาชนทำให้ได้รับความเสียหายจำนวนมาก

นายจาตุรงค์ กล่าวว่า ในวันนี้ทางเจ้าหน้าที่ กฟน. กฟผ. และ พีอีเอ.ร่วมกันเดินทางมาแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มมิจฉาชีพซึ่งนำภาพของเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า และโลโก้ของการไฟฟ้าดังกล่าว มาแอบอ้างโฆษณาชวนเชื่อว่ามีอุปกรณ์ที่สามารถประหยัดค่าใช้ไฟฟ้าในบ้าน โดยลดค่าใช้จ่ายได้ประมาณเดือนละ 30- 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทางการไฟฟ้าได้ตรวจพิสูจน์โดยผู้เชี่ยวชาญพบว่า ภายหลังทำการผ่าพิสูจน์ในตัวเครื่องพบเป็นเพียงตัวควบคุมหลอดแอลอีดี และคาปาซิเตอร์ ซึ่งเป็นตัวเก็บประจุ โดยมีอุปกรณ์หลักที่ทำหน้าที่เพียงแค่ 2 ชิ้นเท่านั้น ซึ่งแท้จริงแล้วอุปกรณ์ทั้งหมดนั้นไม่สามารถประหยัดไฟได้ตามที่แอบอ้างแม้แต่อย่างใด อีกทั้งยังส่งผลให้เสียค่าไฟเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งหากใช้งานไปนานๆอาจส่งผลให้เกิดไฟไหม้ภายในตัวบ้านได้อีกด้วย

นายจาตุรงค์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้เจ้าของเพจดังกล่าวยังมีการละเมิดนำภาพตราสัญลักษณ์ของหน่วยงานทั้ง 3 การไฟฟ้ามาตัดต่อและแอบอ้างหลอกจำหน่ายอุปกรณ์ดังกล่าว ซึ่งการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ไม่มีอุปกรณ์ช่วยประหยัดไฟฟ้า หรือช่วยให้ลดค่าไฟฟ้าภายในบ้านได้จริง โดยเป็นการเข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภค

นายจาตุรงค์ กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้จากการตรวจสอบสินค้าในลักษณะดังกล่าว มีการจำหน่ายในราคา 1,000 บาท และยังมีอีก 2 แบบ ประกอบด้วยชนิดแบบกล่องซึ่งมีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมโดยอ้างว่ามีมูลค่าแพงกว่า แต่สามารถประหยัดได้มากกว่า เมื่อตรวจสอบภายในพบคาปาซิเตอร์ และแผงควบคุมวงจรเช่นกัน และแบบสุดท้ายเป็นแผ่นการ์ดพลาสติกคล้ายบัตรเครดิต เมื่อนำไปวางไว้ที่เครื่องใช้ไฟฟ้าจะทำให้มิเตอร์หมุนได้ช้าซึ่งทั้งหมดที่แอบอ้างนั้นไม่เป็นความจริงแม้แต่อย่างใด

“ที่ผ่านมายังไม่เคยมีเจ้าหน้าที่คนไหนมาแจ้งความ โดยครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรก เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับบุคคลอื่นและไม่ให้มีการหลอกลวงในลักษณะนี้อีก จึงต้องการดำเนินคดีให้ถึงที่สุด และเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถตามตัวจับกุมดำเนินคดีได้ เนื่องจากมีเอกสารหลักฐานหมายเลขบัญชีและตัวตนอย่างชัดเจน” โฆษก กฟน. กล่าว

โฆษก กฟน. กล่าวต่อไปอีกว่า นอกจากนี้ทางการไฟฟ้าได้สร้างทีมช่างไฟฟ้ามืออาชีพซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและไม่ได้เป็นพนักงานการไฟฟ้า โดยมีหน้าที่ให้ความรู้ประชาชนในการติดตั้งระบบไฟฟ้าแบบมืออาชีพ รวมทั้งการเดินสายไฟที่ถูกต้องเพื่อความปลอดภัย แต่กลับถูกกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างนำภาพไปแสวงหาผลประโยชน์จึงนำผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความเพิ่มเติมเช่นกัน ขอเตือนประชาชนอย่าไปปรับแต่งมิเตอร์ เพราะเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าสามารถรับรู้ได้ หากมีการจ่ายไฟในลักษณะผิดปกติ โดยจะดำเนินทั้งคดีแพ่งและอาญา ซึ่งเร็วๆนี้ ก็มีดาราที่ถูกดำเนินคดี จนศาลสั่งจำคุกมาแล้ว

ด้าน พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า ในส่วนของ บก.ปอท. กล่าวว่า ได้มีการรับเรื่องดังกล่าวไว้ เพื่อดำเนินการตรวจสอบแล้ว ทั้งนี้เคยจับกุมขบวนการหลอกขายอุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว โดยใช้รูปคนดังมากลอกลวง ที่ผ่านมามีผู้ถูกหลอกในลักษณะดังกล่าวจำนวนมาก จึงวอนผู้เสียหายเดินทางเข้าแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่าคิดว่าเป็นเงินเล็กน้อย เพื่อสามารถจับกุมขบวนการเหล่านี้มาดำเนินคดีและไม่ให้มีที่ยืนในสังคมได้

พ.ต.อ.ขวัญชัย กล่าวว่า เนื่องจากมีผู้เสียหายร่วมกันหลายราย จึงได้ระดมพนักงานสอบสวน กก.3 ให้มาช่วยกันสอบสวนจะได้ดำเนินการสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป

ทนายรณณรงค์พาญาติเหยื่อร้องคดีรถตู้พุ่งชนต้นไม้น้องสาว-หลานชาย เสียชีวิต

ประเด็นน่าสนใจ

  • ทนายรณณรงค์ พา พี่ชายเหยื่อ ร้อง ยธ. ช่วยเหลือคดีเงินเยียวยารถตู้พุ่งชนต้นไม้ จ.พะเยา น้องสาว-หลานชาย เสียชีวิต
  • พร้อมกันนี้ผู้ร้อง วอนขอให้กวดขันรถเสริมต่างๆในช่วงเทศกาลเพื่อความปลอดภัย

วันนี้ (8 ส.ค.) เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (อาคารเอ) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พร้อมด้วย จ.ส.ต.ภาสกร ดวงจิต อายุ 53 ปี ชาวจ.พะเยา เดินทางเข้าพบ นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอความเป็นธรรมและช่วยติดตามดำเนินคดีจนกว่าจะได้รับเงินเยียวยาแก่ครอบครัว โดยมีเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการร่วม เป็นผู้แทนรับเรื่อง

จ.ส.ต.ภาสกร เปิดเผยว่า ตนเป็นพี่ชายของ นางกัญรัตน์ อวดร่าง ผู้เสียชีวิตจากเหตุรถตู้โดยสารหลับในพุ่งชนต้นไม้หน้าบริเวณเกาะกลาง ม.นเรศวร จ.พะเยา มีผู้ประสบเหตุ 13 คน เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บสาหัส 3 ราย เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.54 โดยน้องสาวตนทำงาน จ.นครสวรรค์ ซื้อตั๋วรถตู้เดินทางกลับบ้าน จ.พะเยา ในช่วงเทศกาลปีใหม่ พร้อมกับลูกชาย คือ ด.ช.ณัฐชนนท อวดร่าง

เหตุการณ์ครั้งนั้นน้องสาวตนเสียชีวิตคาที่ ส่วนหลานชายได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต เมื่อปี 60 ต่อมา มีการฟ้องร้องคดีเรียกค่าเสียหายจากคนขับรถตู้และบริษัทรถตู้ ตั้งแต่ปี 56 ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์สั่งให้จ่ายค่าเสียหาย 1.7 ล้านบาทแก่ผู้โดยสารที่ฟ้องร้องทั้งหมด 7 ราย แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างศาลฎีกาพิจารณาคดีทำให้ยังไม่ได้นับเงินเยียวยา

จ.ส.ต.ภาสกร เผยอีกว่า สำหรับการช่วยเหลือได้รับเพียงเงินเยียวยาจาก พ.ร.บ.ผู้ประสบภัย รายละ 2 แสนบาท และ ค่าทำศพรายละ 3 หมื่นบาทเท่านั้น นอกจากนี้ ในระหว่างการดำเนินการทางคดีปรากฎว่าคนในครอบครัวเสียชีวิตทำให้เหลือเพียงคุณแม่วัย 77 ปี ที่ขาพิการเดินเหินไม่สะดวก จึงมอบให้ตนในฐานะลูกชายและพี่ชายของผู้เสียชีวิตเข้ามาร้องขอความเป็นธรรมที่กระทรวงยุติธรรม เนื่องจากเห็นข่าวจากทางสื่อมวลชนว่ากระทรวงฯมีมาตรการช่วยเหลือเหยื่อคดีแพรวา จึงอยากให้ช่วยติดตามคดีของตนด้วย

ด้าน นายรณณรงค์ กล่าวว่า ขอความวิงวอน บริษัทรถตู้คู่กรณีช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายบ้าง และ อยากให้ กระทรวงยุติธรรม ช่วยเหลือติดตามคดีและสถานะการเงินของจำเลยว่าจะสามารถเยียวยาผู้เสียหายได้หรือไม่ พร้อมมีมาตราการกวดขันรถเสริมต่างๆในช่วงเทศกาล