อุทาหรณ์ สาวปวดหัวไมเกรน ซื้อยากินเอง สุดท้ายหัวใจวายเสียชีวิต

ประเด็นน่าสนใจ

  • อุทาหรณ์ระวังปวดหัวอย่าซื้อยากินเอง เหตุเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต
  • ผู้โพสต์เผยการนำเรื่องนี้ออกมาเผยแพร่ เพื่อเป็นอุทาหรณ์หากเจ็บป่วยควรปรึกษาแพทย์
  • แพทย์ดังแนะหากซื้อยาจากหลายที่ ควรตรวจสอบว่าเป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่ จะได้ไม่ต้องทานซ้ำกัน ลดความเสี่ยงเกิดผลข้างเคียง

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2562 ที่ผ่านมา ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Chudapa Pornngam ได้มีการโพสต์เรื่องราวสุดเศร้า เพื่อเป็นอุทาหรณ์หากเกิดอาการเจ็บป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อรักษา หรือขอคำปรึกษาในการรักษาให้ถูกวิธี อย่าซื้อยากินเอง เพราะเสี่ยงเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ หลังจากน้องสาวของเธอเกิดอาการปวดหัวจากไมเกรนจึงไปซื้อยามากินเอง ก่อนจะส่งผลกระทบทำให้เกิดอาการหัวใจวายเสียชีวิตในที่สุด

ซึ่งหลังจากเรื่องราวดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปก็ทำให้มีคนส่งต่อและเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ต่างเข้าไปแสดงความเสียใจ และให้กำลังใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต ก่อนที่เวลาต่อมาผู้โพสต์จะออกมาระบุเพิ่มเติมว่า การออกมาเปิดเผยเรื่องราวสุดเศร้าของครอบครัวในครั้งนี้ไม่ได้ต้องการเรียกร้องให้หน่วยงานไหนมารับผิดชอบ แค่ต้องการให้ความสูญเสียนี้เตือนใจผู้คนควรหันมาใส่ในดูแลตัวเอง และควรรักษาให้ถูกทางหากเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้น

‘เมื่อไหร่จะเช้า….กว่าจะผ่านไปได้แต่ละวัน แต่ละคืน 😓
เรื่องราวการเสียชีวิตของน้อง ขอให้เป็นวิทยาธาร ในการใช้ยานะคะ เพื่อจะได้เตือนให้ระมัดระวังมากขึ้น

ความดีครั้งนี้น้องจะได้มีผลบุญผลกุศลติดตัวขอบคุณทุกคน ทุกคอมเม้นเลยนะคะ
ไม่คิดว่าจะมียอดแชร์ ยอดไลค์ เยอะขนาดนี้ 🙏🏻 น้องคงดีใจที่มีคนรักและเปนห่วงมากขนาดนี้’

ขณะเดียวกัน เพจ Drama-addict ได้มีการให้ความรู้ และคำแนะนำเรื่องยา หลังจากที่ผู้ใช้เฟซบุีกรายดังกล่าวได้มีการเผยแพร่ภาพยาที่ผู้ตายได้กินเพื่อรักษาอาการปวดหัว โดยพบว่า กลุ่มยาที่ผู้ตายกินมีลักษณะคล้ายกันหลายตัว

ซึ่งยาจำพวกนี้หากกินพร้อมกันจะเพิ่มความเสี่ยงที่อาจจะเกิดผลข้างเคียงได้มากขึ้น ดังนั้นการใช้ยาอะไรก็ตาม ควรปรึกษาเภสัชทุกครั้ง และตรวจสอบดูว่ายาที่ได้มีเป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

ภาพจากเฟซญาติน้องคนที่เสียชีวิต เขาเอาภาพยาที่น้องเขากินมาลงเฟซให้ดูว่ามีอะไรมั่ง เท่าที่เห็น มียาแก้แพ้สองตัว ยาแก้ปวดสามตัว จริงๆยาแก้ปวดสามตัวนี้เป็นตัวยอดนิยม ค่อนข้างปลอดภัย ใช้กันแพร่หลายทั่วไป มี Ibuprofen , ponstan , celecoxib

ปัญหาคือ มันกลุ่ม nsaids เหมือนกัน ไม่ควรใช้ควบกัน เพราะการใช้ยากลุ่มเดียวกันซ้ำซ้อนมันจะเพิ่มความเสี่ยงที่อาจจะเกิดผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ได้มากขึ้น ที่พบบ่อยคือ เลือดออกในกระเพาะอาหาร ไตวาย เพิ่มความเสี่ยงโรคเส้นเลือดในสมอง โรคหัวใจในกลุ่มเสี่ยง

ดังนั้นการใช้ยาอะไรก็ตาม ควรปรึกษาเภสัชเสมอครับ ถ้าใครได้ยามาจากหลายแหล่ง เพราะอาจไปหาหมอหลายที่ ต้องเช็คให้ดีว่ายาที่หมอจ่ายเป็นกลุ่มเดียวกันรึเปล่า

คมนาคม อนุมัติ ขึ้นค่าแท็กซี่ -จัดระเบียบแกร็บคาร์

ประเด็นน่าสนใจ

*อัตราค่าบริการใหม่ในการโดยสารรถแท็กซี่ปรับขึ้นเฉลี่ย 10 %
*คาดจะปรับได้ภายใน 1 เดือน ก็คือ 8 ก.ย. นี้

ประเด็นน่าสนใจ

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับกรมการขนส่งทางบก ตัวแทนกลุ่มแท็กซี่ เพื่อพิจารณาประเด็นข้อร้องเรียนและข้อเสนอ เพื่อแก้ไขปัญหากลุ่มรถแท็กซี่

โดยที่ประชุม 2 ฝ่ายเห็นชอบร่วมกันให้มีการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารและค่าบริการแท็กซี่ เพื่อลดภาระต้นทุนการเดินรถให้แก่แท็กซี่  คาดจะปรับได้ภายใน 1 เดือน ก็คือ 8 ก.ย. นี้

สำหรับอัตราค่าโดยสารที่จะปรับขึ้นนั้น ระยะเริ่มต้นกดมิเตอร์ยังคงอัตราค่าโดยสารเดิม คือเริ่มที่ 35 บาท แต่จะมีการปรับขึ้นค่าโดยสารในระยะต่อไป คือ ระยะทางช่วง 1-10 กิโลเมตร ปรับขึ้นกิโลเมตรละ 1 บาท จาก 5.50 บาท เป็น 6.50 บาท

ส่วนระยะช่วง 10-20 กิโลเมตร ปรับขึ้นกิโลเมตรละ 50 สตางค์ จาก 6.50 บาท เป็น 7 บาท , ระยะช่วง 20-40 กิโลเมตร ปรับขึ้นกิโลเมตรละ 50 สตางค์ จาก 7.50 บาท เป็น 8 บาท และระยะช่วง 40-60 กิโลเมตร ปรับขึ้นกิโลเมตรละ 50 สตางค์ จาก 8 บาท เป็น 8.50 บาท

นอกจากนี้ ยังอนุมัติให้ปรับขึ้นค่าโดยสารช่วงรถติด ซึ่งรถมีอัตราความเร็วไม่เกิน 6 กม./ชม. อีกนาทีละ 1 บาท คือปรับจากนาทีละ 2 บาท เป็นนาทีละ 3 บาท และให้มีการขยายอายุแท็กซี่ตามข้อเสนอคือ จาก 9 ปี เป็น 12 ปี แต่มีเงื่อนไขจะต้องนำรถเข้ามาตรวจสภาพทุก ๆ 3 เดือน

สำหรับแท็กซี่สนามบินดอนเมืองและสุรรรณภูมินั้น ปรับขึ้นค่าเซอร์ชาร์จหรือค่าธรรมเนียม โดยรถแท็กซี่แวน ให้ปรับเพิ่มขึ้นอีกเที่ยวละ 20 บาท จาก 70 บาท เป็น 90 บาท

ส่วนแท็กซี่ขนาดเล็ก ปรับเพิ่มขึ้นเที่ยวละ 20 บาท จาก 50 บาท เป็น 70 บาท และยังให้มีการปรับเพิ่มอัตราค่าขนสัมภาระขนาด 26 นิ้วขึ้นไปเพิ่มเติมแก่แท็กซี่สนามบิน โดยสัมภาระ 2 ชิ้นแรกจะไม่คิดค่าบริการเพิ่ม แต่ตั้งแต่ชิ้นที่ 3 เป็นต้นไปจะต้องจ่ายค่าบริการชิ้นละ 20 บาท

ส่วนการแก้ไขปัญหาแท็กซี่ป้ายดำหรือแกร็บแท็กซี่นั้น ได้สั่งการให้ ไปแก้กฎหมาย เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถนำรถป้ายดำส่วนบุคคลมาให้บริการสาธารณะได้ แต่จะต้องเป็นบริษัทที่เป็นสัญชาติไทยเท่านั้น และจะต้องมาขึ้นทะเบียน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน

ส่วนการแกปัญหาการเพิ่มอัตราความเร็วรถทุกประเภทบนถนน 4 ช่องทางจราจรขึ้นไป ให้ใช้อัตราความเร็วได้ไม่เกิน 120 กม./ชม.จากเดิมไม่เกิน 90 กม./ชม. โดยจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตำรวจ ประชุมหารือในสัปดาห์หน้า โดยจะนำร่องบนทางหลวงแผ่นดิน 4 เส้นทาง คือ ถนนพหลโยธิน ถนนมิตรภาพ ถนนสุขุมวิท และถนนเพชรเกษม

รัฐเตรียมขึ้นค่าแท็กซี่ ขยายอายุใช้งานรถ

ประเด็นน่าสนใจ

  • กระทรวงคมนาคม เตรียมปรับแก้ไขเร่งด่วนสำหรับกลุ่มรถแท็กซี่
  • โดยเป็นการปรับเพิ่มอัตราค่าโดยสารตามระยะทาง
  • เพิ่มอัตราค่าบริการในช่วงเวลารถติด จากนาทีละ 2 บาท เป็น 3 บาท
  • ขยายอายุการใช้งานรถเพิ่มขึ้น จาก 9 เป็น 12 ปี

เมื่อวานนี้ (7 ส.ค. ) หลังจากการหารือร่วมกันระหว่าง กระทรวงคมนาคมและกลุ่มแท็กซี่ได้ ข้อสรุปที่ตรงกันในการปรับอัตราค่าโดยสารให้กับแท็กซี่ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันที่เพิ่มสูงขึ้นในหลายๆ ด้าน

ปรับเพิ่มค่าโดยสารแท็กซี่ใหม่

ผลการหารือได้ข้อสรุปเบื้องต้นคือ ให้มีการปรับเพิ่มค่าโดยสารใหม่ โดยมีอัตราดังต่อไปนี้ ค่ามิเตอร์เริ่มต้น 35 บาทเท่าเดิม แต่ปรับเปลี่ยนในส่วนของระยะทางที่จะเพิ่มโดย 0.5 – 1.0 บาท ตามขั้นบันไดเดิม คือ

  • ระยะทาง 1 – 10 กม. แรกเป็น 6.50 บ./กม. (เดิม5.50 บ./กม.)
  • ระยะทาง 10 – 20 กม. ราคากม.ละ 7 บาท (เดิม6.50 บ./กม.)
  • ระยะทาง 20 – 40 กม. ราคากม.ละ 8 บาท (เดิม6.50 บ./กม.)
  • ระยะทาง 40 – 60 กม. ราคากม.ละ 7 บาท (เดิม6.50 บ./กม.)

นอกจากนี้ สำหรับค่าบริการในระหว่างที่รถติด ก็จะเพิ่มขึ้นจาก 2 เป็น 3 บาทต่อนาทีอีกด้วย

ปรับเพิ่มค่าบริการอื่นๆ และขยายอายุการใช้งานแท็กซี่

นอกจากนี้ สำหรับแท็กซี่สนามบินยังคงมีการมีการปรับเพิ่มราคาเพิ่มเติมในส่วนของการบริการอื่นๆ อีกคือ

  • ค่าธรรมเนียมในการเรียกแท็กซี่สนามบิน(รถเล็ก) จาก 50 บาท เป็น 70 บาท
  • ค่าธรรมเนียมในการเรียกแท็กซี่สนามบิน(รถแวน) จาก 70 บาท เป็น 90 บาท
  • คิดค่าบริการสำหรับสัมภาระชิ้นที่ 3 คิดค่าบริการชิ้นละ 20 บาท

นอกจากนี้ ยังมีการปรับเพิ่มอายุการใช้งานรถแท็กซี่จากเดิมที่กำหนดไว้ 9 ปี เป็น 12 ปีอีกด้วย แต่มีเงื่อนไขว่า จะต้องนำรถมาตรวจสภาพทุก 3 เดือน หากไม่ผ่าน ก็จะสั่งหยุดให้บริการทันที

ยกเลิกระบบแท็กซี่โอเคเดิม

สำหรับระบบแท็กซี่โอเค ที่ได้เปิดให้บริการมาก่อนหน้านี้ พบว่า ในการเปิดให้บริการมีต้นทุนในการดำเนินการที่สูงกว่าระบบปรกติ ราว 2-3 หมื่นบาท สำหรับการติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในรถ, ระบบเตือนภัย, ระบบ GPS ต่างๆ ซึ่งทำให้ในส่วนนี้เป็นต้นทุนที่ผู้เข้าร่วมโครงการแท็กซี่โอเค ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าปรกติ ก็จะดำเนินการยกเลิกไป

นอกจากนี้จะให้รถส่วนบุคคลสามารถเข้ามาจดทะเบียนร่วมกับกรมการขนส่งทางบกได้อีกด้วย

เปิดช่องแท็กซี่ป้ายดำ-แกร๊ป

ในส่วนของปัญหารถเอกชนที่มาให้บริการอยู่ในปัจจุบันเช่น แกร๊ป นั้น ทางกระทรวงได้มอบนโยบายให้มีการดำเนินการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถนำมาให้บริการได้อย่างถูกกฏหมาย แต่จะเปิดให้เฉพาะภาคเอกชนไทยเท่านั้น และจะต้องมาขึ้นทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อกำหนดระเบียบข้อบังคับต่างๆ ต่อไป

แท็กซี่ครวญ ช่วยได้ แต่ยังไม่ตอบโจทย์

หลังจากมีข่าวการปรับขึ้นราคาค่าแท็กซี่ บรรดาผู้ขับรถแท็กซี่หลายรายต่างแสดงความคิดเห็นกันไปในทิศทางเดียวกันคือ รู้สึกดีว่า อย่างน้อยก็จะมีการปรับขึ้นค่าโดยสารให้ หลังจากไม่ได้มีการปรับเพิ่มเติมกันมาหลายปีแล้ว แม้ว่า ยังไม่สะท้อนค่าบริการอย่างแท้จริงก็ตาม ซึ่งการขึ้นราคาในครั้งนี้เป็นการปรับเพิ่มขึ้นราว 10% แต่หากจะให้แท็กซี่อยู่ได้นั้น ควรจะอยู่ที่ 15%

>> [รายงานพิเศษ] “ทุกข์แท็กซี่ไทย” สะท้อนปัญหาจากมุมมองคนขับแท็กซี่ถูกฎหมาย

เนื่องจากในสภาพของการจราจรในปัจจุบันที่หลายเส้นทางติดขัดมากขึ้น ทำให้เส้นทางเดิมๆ แต่ต้องใช้เวลามากขึ้น ดังนั้นในค่าบริการในระหว่างรถติดแม้ว่าเพิ่มขึ้นแต่คงทำได้เพียงช่วยให้ลดการขาดทุนลงได้บ้างเท่านั้น

ซึ่งในสภาพความเป็นจริง ณ ปัจจุบันที่มีการแข่งขันจากรถป้ายดำ หรือ แกร๊ป ที่นำมาให้บริการนั้น มีอัตราค่าบริการที่มิได้อิงกับกรมการขนส่งทางบก จึงอยากร้องขอเพิ่มเติมว่า ขอให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรมโดยใช้อัตราค่าบริการ-ข้อกำหนดต่างๆ ในรูปแบบเดียวกับแท็กซี่ส่วนบุคคลที่ให้บริการในปัจจุบันด้วย