ชาวบ้านโต้คารมกันเดือด! ฉุนกดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหลายใบ ทำตู้ ATM เจ๊ง

ประเด็นน่าสนใจ

  • ชาวบ้านรายหนึ่งยืนกดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐผ่านตู้ ATM ถึง 15 ใบ
  • ชาวบ้านอีกรายที่ยืนต่อคิวจึงตะโกนด่าทอ ควรให้คนอื่นใช้บ้างไม่ใช่กดหมดทั้งหมดเช่นนี้
  • ต่อมาเครื่องพัง ทำรายการไม่ได้อีก

โลกออนไลน์ได้มีการส่งต่อคลิปเหตุการณ์ ขณะชาวบ้าน 2 คน โต้คารมใส่กันอย่างดุเดือด หลังเห็นว่าอีกคนไม่มีมารยาท ไร้ความเกรงใจทางสังคม ยืนกดเงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหลายใบ จนทำให้คนอื่นๆ รอต่อคิวเป็นแถวยาวเหยียดนานเกือบชั่วโมง ก่อนที่เวลาต่อมาตู้ ATM ดังกล่าวก็พังไม่สามารถถอนเงินได้

โดยเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านเพจ แม่น้องใบเตย น้องอาเฟย ที่เผยให้เห็นภาพประชาชนจำนวนหลายสิบคนยืนต่อแถวเข้าคิวอยู่หน้าตู้ ATM บริเวณหน้าโรงพยาบาลศรีสมเด็จ ต.ศรีสมเด็จ อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด จากนั้นมีผู้ต่อคิวรายหนึ่งใจกล้า ตะโกนต่อว่าคนที่กดเงินอยู่หน้าตู้ เพราะไม่พอใจที่กดไม่เสร็จสักที

กดเงินบัตรคนจน

จนทราบต่อมาว่าคนที่กำลังกดเงินพกบัตรมามากถึง 15 คนต่อคิวดังกล่าวจึงตะโกนสวนกลับไปว่า ถ้าจะกดขนาดนั้นก็ควรกดทีละ 5 ใบ จากนั้นค่อยมาต่อคิวให้เพื่อให้คนอื่นได้ใช้บ้าง ไม่ใช่ยืนครองตู้กดคนเดียวนานเช่นนี้ ก่อนที่เวลาต่อมาจะทราบว่า หลังจากที่ชาวบ้านรายดังกล่าวกดเงินแล้วเสร็จ ตู้ก็ค้างไม่สามารถทำรายการต่อได้

ทั้งนี้เมื่อเรื่องราวดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ต่างก็ไม่เห็นด้วยที่ชาวบ้านรายดังกล่าวครองตู้จนคนส่วนมากเดือนร้อนเช่นนี้ ขณะเดียวกันก็แนะนำหากเห็นว่ามีคนต่อคิวเยอะก็ควรมากดวันอื่นแทน เพราะเงินในบัตรทางการจะยังไม่ยึดคืนกลับแต่อย่างใด

ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดีออกประกาศเตือนให้ระวังการใช้ผลิตภัณฑ์กัญชา

ประเด็นน่าสนใจ

  • กระแสการใช้กัญชาเพื่อนำมารักษาโรคเริ่มเป็นที่แพร่หลายในไทยมากขึ้น
  • ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดระบุว่าการใช้กัญชาจะมีประโยชน์สูงสุด ปลอดภัยมากที่สุด จะต้องสั่งจ่ายโดยบุคลากรทางการแพทย์ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรกัญชาทางการแพทย์ของกรมการแพทย์เท่านั้น
  • ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีการบาดเจ็บจากการสัมผัสผลิตภัณฑ์กัญชาเพิ่มมากขึ้น โดยมีจำนวนผู้บาดเจ็บจากการใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาปรึกษามายังศูนย์พิษวิทยาฯ ทั้งหมด 302 ราย

ในช่วงที่ผ่านมา การใช้กัญชาเพื่อนำมารักษาโรคต่าง ๆ ถูกพูดถึงเพิ่มขึ้น โดยมีการเริ่มศึกษาสารในกัญชาเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์มากขึ้น เนื่องจากมีสารหลายชนิดในกัญชา สารที่มีการศึกษาและมีข้อมูลสนับสนุนเพียงพอในการใช้ทางการแพทย์คือสาร THC(tetrahydrocannabinol) และสาร CBD (Cannabidiol)สำหรับสารอื่นยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติม ประเทศไทยได้ประกาศกฎหมายกัญชาทางการแพทย์ตั้งแต่เดือนมกราคม

โดยกรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุขได้รวบรวมองค์ความรู้ ความเห็นต่างๆและแนวทางในการใช้กัญชาทางการแพทย์ให้เป็นประโยชน์และปลอดภัยกับผู้ป่วย โดยจัดพิมพ์แนวทางการใช้และประกาศประชาสัมพันธ์ให้ทราบกันทั่วไป ข้อบ่งชี้ที่สามารถใช้กัญชาในการรักษามี 4 อาการได้แก่ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด , โรคลมชักที่รักษายาก และโรคลมชักที่ดื้อต่อยารักษา ,ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis) และภาวะปวดประสาท (neuropathic pain)

ทั้งนี้ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดีระบุว่า การใช้กัญชามีประโยชน์สูงสุดและเกิดความปลอดภัยมากที่สุด จะต้องสั่งจ่ายโดยบุคลากรทางการแพทย์ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรกัญชาทางการแพทย์ของกรมการแพทย์เท่านั้น และไม่ให้ใช้เป็นยาเริ่มต้น

สำหรับประโยชน์ของกัญชาในการรักษาโรคอื่นๆนั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจและศึกษาเพิ่มเติม ขณะนี้ยังมีข้อมูลมากไม่เพียงพอในการสนับสนุนให้ใช้ในมนุษย์เชื่อว่าหากมีการศึกษาอย่างถูกต้อง เหมาะสม แม้จะใช้เวลามากขึ้นบ้าง เราน่าจะสามารถใช้กัญชา และสารต่างๆในกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้อย่างดีและยั่งยืนต่อไป

นอกจากนี้ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดียังเผยถึงใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ ว่าแพทย์จะต้องทำความเข้าใจเรื่องโรคและแนวทางการรักษากับผู้ป่วย รวมทั้งประเมินความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงและข้อห้ามใช้ หากตัดสินใจใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์แล้วจึงทำการนำแนวทางการใช้ที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วยและญาติก่อนสั่งจ่ายผลิตภัณฑ์

อย่างไรก็ตาม ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดีที่ได้ให้คำปรึกษากรณีผู้ป่วยหรือบาดเจ็บจากพิษต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมงพบว่าตั้งแต่ มกราคม พ.ศ. 2561 จนถึง พฤษภาคม 2562 มีจำนวนผู้บาดเจ็บจากการใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาปรึกษามายังศูนย์พิษวิทยาฯ ทั้งหมด 302ราย โดยมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นการเจ็บป่วยจากการสัมผัสผลิตภัณฑ์น้ำมันกัญชา

ทั้งนี้ในกลุ่มผู้ป่วยที่สัมผัสผลิตภัณฑ์น้ำมันกัญชา ผู้ป่วยส่วนใหญ่ใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันกัญชาเพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่ตรงกับข้อบ่งชี้ของกรมการแพทย์เช่น ช่วยการนอนหลับจำนวน 45 รายทดลองใช้โดยไม่ได้จะรักษาหรือบรรเทาอาการใดจำนวน 32ราย ลดอาการปวดอื่นๆที่ไม่ใช่อาการปวดประสาทจำนวน 28ราย รักษาโรคมะเร็งจำนวน 20 ราย ป้องกันโรคมะเร็ง 12 รายรักษาเบาหวาน 12 รายบำรุงร่างกาย 12 ราย รักษาความดันโลหิตสูง10ราย และคลายเครียด 6 ราย

โดยในกลุ่มผู้ป่วยที่สัมผัสผลิตภัณฑ์น้ำมันกัญชา 240 รายนั้นและเกิดปัญหานั้น เป็นการใช้ครั้งแรก 138 ราย หยดมากเกินกว่าที่ตั้งใจไว้ 17 ราย จงใจเพิ่มขนาดเอง 14 ราย ใช้ผลิตภัณฑ์เดิมปริมาณเท่าเดิมกับที่เคยใช้แล้วไม่มีอาการผิดปกติมาก่อน 13 ราย และเพิ่งเปลี่ยนขวดใหม่ 5 ราย


ทั้งนี้ทั้งนั้น ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีการบาดเจ็บจากการสัมผัสผลิตภัณฑ์กัญชาเพิ่มมากขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นการใช้ที่ไม่ตรงข้อบ่งชี้ของกรมการแพทย์ผลิตภัณฑ์น้ำมันกัญชาสัมผัสเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับมาจากเพื่อน ญาติ และซื้อ
จากอินเตอร์เน็ต

โดยศูนย์พิษวิทยารามาธิบดีสรุปทิ้งท้ายเกี่ยวกับการใช้กัญชาทางการแพทย์ที่จะเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยนั้น ควรใช้ด้วยความเข้าใจ ถูกข้อบ่งใช้ และมีการดูแลแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์อย่างเหมาะสม ผู้ป่วยและญาติควรต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวโรคและยาที่ใช้เป็นอย่างดี ผลิตภัณฑ์ที่ใช้จะต้องมีมาตรฐานมีข้อมูลการตรวจสอบความปลอดภัยและปริมาณเนื้อสารที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดการรักษาพยาบาลที่เป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและลดการบาดเจ็บจากการใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาที่ไม่เหมาะสม

ขอบคุณที่มาจาก ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

อินโดฯ ตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตในจังหวัดปาปัว หวั่นเกิดเหตุไม่สงบ

ประเด็นน่าสนใจ

  • อินโดนีเซียตัดการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตในจังหวัดปาปัว หลังเกิดเหตุประท้วงรุนแรงในพื้นที่
  • กลุ่มหัวรุนแรงต่อต้านรัฐบาลอินโดนีเซียมานานหลายสิบปี เพราะต้องการแยกตัวเป็นอิสระ
  • นักวิจารณ์กล่าวโจมตีความเคลื่อนไหวดังกล่าวว่า เป็นการคุกคามต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

อินโดนีเซียตัดการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตในจังหวัดปาปัวของอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 22สิงหาคม 2562 เนื่องจากกลัวว่ากลุ่มหัวรุนแรงจะใช้สื่อสังคมออนไลน์จุดชนวนให้เกิดการประท้วงรุนแรงในพื้นที่ แต่นักวิจารณ์กล่าวโจมตีความเคลื่อนไหวดังกล่าวว่า เป็นการคุกคามต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ทั้งนี้จากสาเหตุที่มีเหตุปะทะรุนแรง จากเหตุประท้วงดังกล่าว ทำให้ทางกระทรวงสื่อสารของอินโดนีเซียบล็อกการเข้าถึงข้อมูลอินเตอร์เน็ตในพื้นที่จังหวัดปาปัว เพื่อป้องการเผยแพร่ข้อมูลปลุกระดมการประท้วง นอกจากนี้ยังมีการส่งเจ้าหน้าที่จำนวน 1,000 นายเข้าไปในพื้นที่เพื่อควบคุมความสงบเรียบร้อย นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังมีการใช้แก๊สน้ำตาเข้าสลายการชุมนุมอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เหตุจลาจลและการประท้วงทำให้หลายเมืองในจังหวัดปาปัวต้องกลายเป็นอัมพาตในสัปดาห์นี้  มีอาคารหลายแห่งก็ถูกผู้ประท้วงจุดไฟเผาทำลาย และบนถนนสายต่าง ๆ ก็มีการต่อสู้กันระหว่างตำรวจกับผู้ประท้วง เหตุจลาจลดังกล่าวเกิดขึ้น หลังนักศึกษาหลายสิบคนถูกจับกุมในจังหวัดชวาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าทำลายธงชาติอินโดนีเซียช่วงการฉลองวันชาติ ทั้งนี้ กลุ่มหัวรุนแรงต่อต้านทางการอินโดนีเซียมานานหลายสิบปี เนื่องจากต้องการแยกตัวเป็นอิสระจากอินโดนีเซีย

ที่มา www.aljazeera.com