ผู้ว่าอุบลฯ มั่นใจ! 2 สัปดาห์สถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลาย

ประเด็นน่าสนใจ

  • ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเผย สถานการณ์น้ำคงที่ น้ำยังไม่ขึ้น
  • ระดับน้ำด้านฝั่งอำเภอวารินล้นตลิ่งสูง 3.97 เมตร ฝั่งอุบลราชธานีล้นตลิ่งที่ 2.97 เมตร
  • มั่นใจว่า ภายใน 2 สัปดาห์สถานการณ์จะคลี่คลาย

เมื่อเวลา 16. 00 น. นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยต่อสื่อมวลชนถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดอุบลราชธานีว่า ระดับน้ำในแม่น้ำมูล ณ สถานี M7 สถานการณ์น้ำคงที่ น้ำยังไม่ขึ้น

โดยเมื่อเวลา 15.00 น. ที่ผ่านมา ระดับน้ำด้านฝั่งอำเภอวารินล้นตลิ่งสูง 3.97 เมตร ฝั่งอุบลราชธานีล้นตลิ่งที่ 2.97 เมตร

น้ำที่ยังท่วมขังอยู่ในเทศบาลบางส่วน ต่อจากนี้น้ำจะไหลลงแม่น้ำมูล แต่จุดที่เป็นท่อระบายน้ำที่น้ำดันขึ้น อย่างเขตชุมชม เทศบาล ยังคงต้องป้องกันบ้านเรือนโดยยกกระสอบทรายขึ้นอยู่ ยืนยันต่อจากนี้ น้ำยังค่อยๆ ลดลง ซึ่ง ณ วันนี้ฝนยังไม่ตก แต่กรมอุตุฯ ได้พยากรณ์อากาศในวันนี้ว่า จะเกิดฝนตกในพื้นที่ประมาณ 30 -40 % ใน 2-3 วันนี้

ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี มั่นใจว่า ภายใน 2 สัปดาห์สถานการณ์จะคลี่คลาย และการเร่งระบายน้ำที่กำลังดำเนินการ จะช่วยให้ประชาชนผู้ประสบภัยกลับสู่บ้านพักอาศัยได้ภายใน 1 เดือน

สำหรับมาตรการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ได้ร่วมกับทหาร ตำรวจ ออกลาดตระเวนดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน และตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดอุบลราชธานี ที่ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี โทรศัพท์ 0 4542 9610 และ 06 1029 9618 ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง

และจะเร่งคืนพื้นผิวจราจรที่มีน้ำท่วมขังในถนนสายหลักอุบลราชธานี – ยโสธร และอุบลราชธานี – ศรีสะเกษ เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรไป – มาได้สะดวกมากขึ้น ควบคู่กับการระบายน้ำจากแม่น้ำมูลลงสู่แม่น้ำโขง โดยติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพิ่มเติมเป็น 120 เครื่อง ที่อำเภอพิบูลมังสาหารและอำเภอโขงเจียม

โพสต์โดย PR-Ubon ประชาสัมพันธ์จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อ วันศุกร์ที่ 13 กันยายน 2019

เลขาฯ กสม. ชี้แอบถ่ายรูปสาวๆ บนรถไฟฟ้า เข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ประเด็นน่าสนใจ

  • เลขาฯ กสม. ชี้แอบถ่ายรูปสาวๆ บนรถไฟฟ้า เข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชน
  • เป็นการกระทำที่ไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ถูกกระทำ
  • บางการกระทำเข้าข่ายละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกกระทำ

วันที่ 13 ก.ย. 2562 จากกรณีที่เจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ Samon Spai Sukdiwong โพสต์รูป 6-7 ภาพและข้อความเมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่ผ่านมาว่า…

“เธอคือใครอะไรของมึง! ต้องมึงเป็นใคร? ขออนุญาตกลับสู่ความเป็นสุภาพชน คุณไม่มีสิทธิที่จะละเมิดสิทธิของผู้อื่นและนี้คือการเข้าคายคุกคามทางเพศอีกด้วย เรายังไม่ทราบถึงเจตนาที่แท้จริงของกลุ่มหรือเพจนี้ แต่ที่แน่ๆไม่ใช่เจตนาที่ดีแน่นอน ผู้หญิงในรูปคนแรกเป็นเพื่อนเราเอง หากท่านใดถูกกระทำจากเหตุการณ์นี้อยากให้รวมตัวกันเพื่อฟ้อง ทักมาได้เลยนะคะ”

จากนั้นเพจดัง “Drama-addict “ได้นำมารายงานโพสต์ขยายความต่อว่า…

“มันมีเพจๆนึง แอดมินมันเอาภาพสาวๆที่ถูกแอบถ่ายตามรถไฟฟ้า หรือสนามบิน มาลงในเพจ ตอนนี้เห็นสาวๆหลายคนรู้ตัวว่า ถูกเพจนั้นแอบถ่ายภาพไปเผยแพร่ และกำลังรวมตัวกันแจ้งความดำเนินคดีแล้ว ล่าสุดเพจนั้นปิดตัวไปละ

ใครที่รู้ตัวว่าเป็นหนึ่งในคนที่ถูกเพจนั้นถ่ายภาพไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ติดต่อที่ Samon Spai Sukdiwong เพื่อรวมตัวกันแจ้ง ตร.ครับ

ทนายตัวแสบ:Badass Attorney เฮ้ยสอบถามหน่อย แบบนี้ ทางผู้เสียหายเขาจะแจ้งมาตราไหนนะ”

กรณีดังกล่าวผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังนายโสพล จริงจิตร เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งได้กล่าวในเรื่องนี้ว่า การกระทำในลักษณะดังกล่าวอาจเข้าข่ายละเมิดความเป็นส่วนตัวอันเป็นสิทธิส่วนบุคคลและข้อมูลส่วนบุคคล ที่บัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 32 ความว่า

“บุคคลย่อมมีสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว

การกระทําอันเป็นการละเมิดหรือกระทบต่อสิทธิของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือการนําข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าในทางใด ๆ จะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จําเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ”

ซึ่งการละเมิดสิทธิของบุคคลในลักษณะดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำที่ส่งผลให้อัตลักษณ์ทางร่างกายอันเป็นข้อมูลส่วนบุคคลถูกเผยแพร่โดยไม่ได้รับความยินยอม

ส่วนผู้กระทำละเมิดต้องรับผิดอย่างไรบ้างก็ต้องไปพิจารณาข้อกฎหมายประกอบกับข้อเท็จจริงของการกระทำ เช่น ถ้าการโพสต์ภาพพร้อมข้อความที่ทำให้มีการดูหมิ่นถิ่นแคลน กระทบต่อเกียรติยศชื่อเสียงก็เป็นการหมิ่นประมาทซึ่งนอกจากต้องรับผิดทางอาญาแล้วอาจต้องรับผิดชดใช้ทางแพ่งด้วย

โดยโทษจะหนักขึ้นหากเข้าข่ายเป็นการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์การละเมิดความเป็นส่วนตัวหรือการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลที่ผู้กระทำละเมิดต้องรับผิดคือ การทำให้ผู้อื่นเกิดความเสียหาย เสียชื่อเสียง ได้รับผลกระทบจากการกระทำนั้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการกระทำโดยเจตนา จงใจ หรือประมาทเลินเล่อก็ตาม แต่ไม่ว่าการละเมิดดังกล่าวจะร้ายแรงกระทั่งผู้ทำละเมิดต้องรับผิดตามกฎหมายหรือไม่ แต่การกระทำดังกล่าวก็เข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะเป็นการกระทำที่ไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ถูกกระทำ และบางการกระทำเข้าข่ายละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกกระทำ

นานาอารยะประเทศหรือบุคคลทั่วไปต่างไม่อาจยอมรับการกระทำเช่นว่านั้น ซึ่งปรากฎในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 12 อันเป็นมาตรฐานสิทธิมนุษยชนที่ยอมรับกันเป็นสากล ความว่า

บุคคลใด ๆ จะถูกแทรกแซงโดยพลการในชีวิตส่วนตัว ครอบครัว ในเคหสถานหรือในการสื่อสาร หรือจะถูกลบหลู่ในเกียรติยศและชื่อเสียงมิได้ ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายต่อการแทรกแซงหรือการลบหลู่ดังกล่าวนั้น

รู้จัก ‘วานูอาตู’ ประเทศที่ปรากฎในชื่อสถาบันที่ ‘ธรรมนัส’ เป็นศิษย์เก่า

ประเด็นน่าสนใจ

  • ’วานูอาตู’ เป็นประเทศที่ปรากฎชื่อในมหาวิทยาลัยที่ ร.อ. ธรรมนัส สำเร็จการศึกษามา
  • พื้นที่ส่วนใหญ่ใน’วานูอาตู’เป็นแหล่งประมงและแหล่งท่องเที่ยว ทั้งยังเป็นประเทศต้นกำเนิดบันจี้ จัมพ์
  • ’วานูอาตู’ เป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศไทยมาช้านาน

เมื่อกล่าวถึงกรณีร้อนแรงของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ ที่ก่อนหน้านี้สื่อออสเตรเลียออกมานำเสนอข่าว กรณีการต้องโทษจำคุกคดียาเสพติด หลังจากนั้นในวันเดียวกันได้มีกระแสข่าวลือแพร่สะพัดออกมาอีกว่า วุฒิการศึกษาปริญญาเอกที่ ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่าจบจากมหาวิทยาลัยแคร์ลิฟอเนีย (California University) ไม่ใช่ของจริง ขณะที่เว็บไซต์รัฐสภา ระบุว่า ร.อ. ธรรมนัส จบปริญญาเอก Doctor of Philosophy (รัฐประศาสนศาสตร์) CALIFORNIA UNIVERSITY FCE ประเทศสหรัฐอเมริกา

หลังจากนั้น ร.อ. ธรรมนัส ได้นำหลักฐานการศึกษามาแสดงต่อสื่อมวลชน เพื่อยืนยันว่าตน จบมหาวิทยาลัยแคร์ลิฟอเนียจริง ทั้งวุฒิการศึกษา วิทยานิพนธ์ และใบทรานสคริปต์ พร้อมอธิบายรูปแบบการเรียนว่า วุฒิการศึกษาของตนเป็นของ ม.แคลิฟอร์เนียร์ สหรัฐอเมริกาจริง ได้รับการรับรองถูกต้องจากกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ โดยขณะนี้ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ กำลังตั้งคำถามว่า ร.อ. ธรรมนัสจบการศึกษาจากที่ใดกันแน่ ระหว่างสหรัฐฯ หรืออังกฤษ หรือสาธารณรัฐวานูอาตู และจบมหาวิทยาลัยอะไรระหว่างมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย หรือมหาวิทยาลัยนานาชาติคาลามัส

  • ‘วานูอาตู’ ปรากฎชื่อในมหาวิทยาลัยที่ ร.อ. ธรรมนัส สำเร็จการศึกษามา

หลังจากนั้นได้มีคนออกมาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยที่ ร.อ. ธรรมนัส เป็นศิษย์เก่านั้นในหลายกรณี ซึ่งหนึ่งในนั้นคือกรณีของมหาวิทยาลัย Calamus International University Republic of Vanuatu มหาวิทยาลัยนานาชาติคาลามัส สาธารณรัฐวานูอาตู โดยเพจชื่อว่า ‘The Reporters’ได้กล่าวถึงมหาวิทยาลัยแห่งนี้ว่ามีที่ตั้ง อยู่ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เป็นอาคารเปล่าที่ไม่มีชื่อระบุว่าเป็นมหาวิทยาลัย

ที่สำคัญ ‘The Reporters’ชี้ด้วยว่า Calamus International University ถูกรวบรวมอยู่ในรายชื่อของ สถาบันอุดมศึกษาที่ไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานรัฐทั่วโลก”

เมื่อมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น ทำให้หลายคนเกิดข้อสงสัยว่า ประเทศวานูอาตู ที่ปรากฎชื่ออยู่ในชื่อสถานศึกษาแห่งนี้นั้น ตั้งอยู่ที่ใดของโลกใบนี้ เพราะคนไทยส่วนใหญ่นั้นน่าจะไม่คุ้นหูคุ้นตากับประเทศนี้เท่าใดนัก

  • รู้จัก ‘วานูอาตู’

‘วานูอาตู’ มีชื่อทางการว่า สาธารณรัฐวานูอาตู เป็นประเทศหมู่เกาะที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศออสเตรเลีย 1,750 กม. และตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของนิวแคลิโดเนีย ทางทิศตะวันตกของประเทศฟีจี และทางทิศใต้ของหมู่เกาะโซโลมอน 500 กม. ในประเทศนี้ มีเกาะจำนวนมากราว ๆ 83 เกาะ

ทั้งนี้ ‘วานูอาตู’ เป็นประเทศที่มีขนาดเล็กกว่าจังหวัดบางจังหวัดในประเทศไทย พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแหล่งประมงและแหล่งท่องเที่ยว และยังคงมีความหลากหลายของวัฒนธรรม ทั้งยังได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศ ซึ่งวัฒนธรรมของวานูอาตูอาจแบ่งได้ตามภูมิภาคหลักๆ 3 ภาคของประเทศ

  • เศรษฐกิจ

ทว่าเศรษฐกิจในประเทศวานูอาตูนั้นขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 4 ในภูมิภาคแปซิฟิกใต้ โดยทั่วไปเป็นรูปแบบของเศรษฐกิจเกษตรเลี้ยงชีพ ประชากรร้อยละ 65 ประกอบอาชีพประมง ซึ่งไทยนำเข้าปลาทูน่าสดจากวานูอาตูจำนวนมาก

สินค้าส่งออกที่สำคัญของวานูอาตู ได้แก่ มะพร้าวแห้ง เนื้อวัว ไม้ กาว่า และกาแฟ ทั้งนี้ ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่ที่สุดในวานูอาตูคือ Au Bon Marche มีสาขาทั้งหมด 6 สาขาอยู่ในกรุงพอร์ต วิล่า ดำเนินธุรกิจทั้งขายส่งและขายปลีก และกระจายสินค้าไปยังเกาะต่าง ๆ ในวานูอาตู มีพนักงานประมาณ 700 คน นำเข้าสินค้าจำนวน 200 คอนเทนเนอร์ต่อเดือน โดยนำเข้าข้าวจำนวน 50 คอนเทนเนอร์ต่อเดือน

การเติบโตของเศรษฐกิจนั้นต้องชะลอลงอันเนื่องจากส่วนใหญ่ต้องอาศัยสินค้านำเข้าสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน การประสบภัยธรรมชาติ และระยะทางที่ยาวไกลจากตลาดหลักและระหว่างเกาะน้อยใหญ่

  • ข้อมูลทางเศรษฐกิจและดัชนีชี้วัด
    สกุลเงิน : วาตู (Vatu)
    GDP : 787 ล้าน USD (ในปี พ.ศ. 2555)
    GDP per capita : 3,142
    GDP Growth : ร้อยละ 2.3
    อัตราเงินเฟ้อ : ร้อยละ 1.4
ธงชาติ ‘วานูอาตู’
  • ภาคบริการ

การท่องเที่ยว วานูอาตูประกอบด้วยเกาะต่าง ๆ จำนวน 80 กว่าเกาะ โดยมีเกาะ 3 เกาะที่สำคัญ คือ

  1. เกาะ Efate ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงพอร์ต วิล่า (ภาคกลางของวานูอาตู) เป็นศูนย์กลางการคมนาคมและการท่องเที่ยว และเป็นที่ตั้งของสนามบินนานาชาติ โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติจะต้องเดินทางมาลงที่กรุงพอร์ต วิล่าก่อน แล้วจึงจะเดินทางไปตามเกาะต่าง ๆ
  2. เกาะ Santo (ภาคเหนือของวานูอาตู) เป็นแหล่งท่องเที่ยวทาง ทะเลและมีแหล่งน้ำจืด (lagoon) ที่สวยงาม
  3. เกาะ Tanna (ภาคใต้ของวานูอาตู) เป็นแหล่ง ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเรื่องความสวยงามของภูเขาไฟที่หาดูได้ยาก ในปี พ.ศ. 2556 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้าไปท่องเที่ยวในวานูอาตูประมาณ 300,000 คน โดยประมาณ 200,000 คน เดินทางไปวานูอาตู โดยเรือสำราญ (cruise) และอีกประมาณ 100,000 คนเดินทางโดยทางเครื่องบิน วานูอาตูมี รร. และ รีสอร์ต จำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของต่างชาติ
  • ภาคอุตสาหกรรม

-การประมง วานูอาตูมีทรัพยากรสัตว์น้ำจำนวนมาก แต่ยังไม่ได้มีการสำรวจและบุกเบิกเท่าที่ควร ทรัพยากรสัตว์น้ำที่สำคัญ ได้แก่ ปลาทูน่า ปัจจุบันมีบริษัทต่างชาติ อาทิ จีน มีกิจการโรงงานปลาทูน่า กระป๋องเพื่อส่งออก และปลิงทะเล ซึ่งใช้บริโภคและเป็นวัตถุดิบทำยารักษาโรค อย่างไรก็ตาม การเพาะ เลี้ยงสัตว์น้ำ (aquaculture) ยังคงเป็นแบบ small-scale มีเพียง 1 แห่งในกรุงพอร์ต วิล่า โดยเฉพาะ การเลี้ยงกุ้งเพื่อบริโภคภายในประเทศเท่านั้น

-ป่าไม้ รัฐบาลวานูอาตูมี National Forest Policy (ปี ค.ศ. 2010 – 2020) ส่งเสริมให้มีการลงทุนใน สาขาป่าไม้มากขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้มีการปลูกไม้ที่มีค่า อาทิ ไม้จันทร์หอม (sandalwood) ไม้มะฮอกกานี และพันธุ์ไม้อื่น ๆ นอกจากนี้ ยังส่งเสริม Forest Carbon Project และการแปรรูปไม้ เพื่อส่งออกด้วย โอกาสทางธุรกิจในสาขานี้ที่น่าสนใจคือ การแปรรูปไม้เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ โดยในปัจจุบัน มีบริษัทของออสเตรเลียเข้าไปลงทุนแปรรูปไม้จันทร์หอมเป็นน้ำมันหอมระเหยและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และมาเลเซียเข้าไปทำกิจการป่าไม้เพื่อส่งออกไม้ท่อนซุง

-ภาคการผลิต
ปัจจุบัน วานูอาตูกำลังพัฒนาอุตสาหกรรมการเลี้ยงโค อย่างไรก็ตาม วานูอาตูยังไม่มีการผลิตนม แต่นำเข้าจากต่างประเทศ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการผลิตที่มีศักยภาพของวานูอาตูคือ การผลิตกาแฟ โดยกาแฟที่มีชื่อเสียงของวานูอาตูคือ Tanna coffee แต่ส่งออกไม่มากนัก ส่วนสินค้าอื่น ๆ ที่มีลู่ทางที่ดีสำหรับส่งออก ได้แก่ ผงกาว่า ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว น้ำมันจากไม้จันทร์หอม (sandlewood) โกโก้ เป็นต้น

  • การเมือง ?

รัฐสภาของวานูอาตูเป็นแบบสภานิติบัญญัติสภาเดียว มีสมาชิก 52 คน สมาชิกเหล่านี้ได้รับการเลือกตั้งทุกๆ 4 ปี จากการลงคะแนนเสียง ผู้นำพรรคหลักในรัฐสภา มักจะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นผู้นำคณะรัฐบาล สำหรับประมุขของรัฐ คือประธานาธิบดี ได้รับเลือกคราวละ 5 ปี จากรัฐสภาและประธานรัฐบาลท้องถิ่น 6 จังหวัด อย่างไรก็ตามการจัดตั้งรัฐบาลนั้นยังปรากฏปัญหาหลายต่อหลายครั้ง อันเนื่องมาจากแตกแยกระหว่างผู้พูดภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส

เอ็ดเวิร์ด นาตะเป นายกรัฐมนตรีแห่งวานูอาตู

การคมนาคมในวานูอาตูสามารถกระทำได้ 3 วิธี คือ

  • ทางอากาศ : วานูอาตูมีสนามบินนานาชาติ 1 แห่งชื่อ “Bauerfield Airport” ตั้งอยู่บน เกาะ Efate ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่กรุงพอร์ต วิลล่า เมืองหลวงของวานูอาตู และมีสนามบินภายในประเทศอีก 2 แห่ง คือ (1) Pekoa Airport ตั้งอยู่ที่เมือง Loganville บนเกาะ Espiritu Santo ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของวานูอาตู และเป็นประตูสู่เมืองต่าง ๆ ทางภาคเหนือของวานูอาตู และ (2) Whitegrass Airport ตั้งอยู่ที่เกาะ Tanna ซึ่งเป็นประตูสู่ภาคใต้ของวานูอาตูและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ สนามบินทั้งสามแห่งนี้บริหารจัดการโดย Airports Vanuatu Limited (AVL) สายการบินที่ให้บริการบินไปวานูอาตู ได้แก่ Air Pacific, Air Vanuatu, Aircalin, Pacific Blue, Qantas

  • ทางเรือ : เนื่องจากวานูอาตูประกอบด้วยเกาะต่าง ๆ จำนวน 83 เกาะ การเดินทางจึง สามารถใช้เรือโดยสาร โดยมีบริษัทฯ หลายแห่งให้บริการขนส่งทั้งผู้โดยสารและสินค้าระหว่างเกาะ (interisland) ได้แก่ Marine Consultancy Services, MV Makila II Shipping, P R D Trading, Windward Holding Ltd. เป็นต้น (รายละเอียดบริษัทต่าง ๆ สามารถดูได้ที่เว็บไซต์http://www.santovanuatu.com/santo?id=31)
  • ทางบก : ถนนในวานูอาตูมีความยาวทั้งสิ้น 1,070 กิโลเมตร เป็นถนนที่ราดยางแล้ว 256 กิโลเมตร และเป็นถนนดินลูกรัง 814 กิโลเมตร

ขอบคุณที่มา www.thaibizaustralia.com 

  • ประเทศต้นกำเนิดบันจี้ จัมพ์

นอกจากนี้ ‘วานูอาตู’ ยังเป็นแหล่งต้นกำเนิด “บันจี้ จัมพ์” ที่ได้รับความนิยมในหลายประเทศทั่วโลก โดยวิธีกระโดดนี้เรียกว่า “เพนเทอคอส จัมพ์” (Pentecost Jump) เป็นหนึ่งในขั้นตอนในพิธีนาโกล (Nagol) บนเกาะเกาะเพนเทคอสต์ ของประเทศ ‘วานูอาตู’ โดยวิธีการของพิธีกรรมนี้คือจะต้องมีผู้ชายหนึ่งคน กระโดดลงมาจากหอคอยสูง โดยมีเถาวัลย์ผูกไว้ที่ขา

  • ความสัมพันธ์ต่อไทย

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับวานูอาตูดำเนินไปด้วยดี โดยไม่ที่วานูอาตูมิได้มีการแถลงท่าทีต่อต้านเหตุการณ์ทางการเมืองของไทยแต่อย่างใด นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างบ้างบางโอกาส

นอกจากนี้ผู้นำระดับสูงของ ‘วานูอาตู’ เดินทางมาเยือนไทยบ่อยครั้ง และให้ความสำคัญกับการกระชับความสัมพันธ์กับไทย อาทิ รมว. กต. วานูอาตูเดินทางเข้าร่วมการประชุม Thailand-Pacific Island Countries Forum (TPIF) ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 9-10 สิงหาคม 2557 และรมว. การคลังวานูอาตูเข้าร่วมการประชุม Thailand-Pacific Island Countries Forum (TPIF) ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 30-31 พฤษภาคม 2558

นอกจากนี้วานูอาตู มีธุรกิจไทยในพื้นที่ ได้แก่ธุรกิจร้านอาหารไทยประมาณ 4 – 5 ร้าน ส่วนใหญ่มีเจ้าของเป็นคนไทย

อย่างไรก็ตาม วานูอาตูไม่ใช่ประเทศห่างไกลธรรมดา ๆ เนื่องจากในปี 2006 วานูอาตูเคยได้รับการจัดอันดับใน Happy Planet Index ว่าเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูล  Vanuatu