เผยเรื่องเศร้า จนท.ราชทัณฑ์ โพสต์ฆ่าลูกหมาย่างกิน ด้าน อธิบดีรับ เกิดขึ้นจริง!!

ประเด็นน่าสนใจ

  • WATCHDOG THAILAND เผยภาพลูกหมาถูกฆ่าก่อนนำมาย่างกิน
  • ผู้ก่อเหตุคือเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ประจำในพื้นที่ จ.มุกดาหาร
  • เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ยอมรับก่อเหตุจริง บอกเป็นภาพเก่า เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน

เพจ WATCHDOG THAILAND ได้มีการรายงานเรื่องราวสุดสะเทือนใจขึ้น เมื่อมีผู้แจ้งความร้องทุกข์เข้ามาว่า เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ประจำอยู่อำเภอเมืองมุกดาหาร ประพฤติไม่เหมาะสมด้วยการจับลูกหมามาฆ่าแล้วย่างกิน

โดยอ้างว่าเพื่อคลายหนาวในช่วงที่ถูกพายุโมดุลพัดถล่มจนเกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง ก่อนที่เวลาต่อมาผู้ก่อเหตุจะอ้างว่า เป็นภาพเก่าที่ได้ลงมือทำเมื่อครั้งปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ จ.ชลบุรี

โดยเพจดังกล่าวมีข้อความระบุว่า WDT รับเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบคนโพสต์ “แก้หนาวหลังฝน” พร้อมภาพเปรียบเทียบลูกหมาและซากสัตว์ถูกย่างพร้อมกิน ถ้าไม่ใช่โพสต์หาเรื่องให้ถูกกระทืบ และเป็นเรื่องจริงก็ต้องว่ากันไปตากฏหมายครับ ก็หวังว่าจะเป็นอย่างแรกและก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

WDT สืบทราบติดตามจนพบตัว พบเป็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ประจำอยู่อำเภอเมืองมุกดาหาร อ้าง เอารูปเก่ามาโพสต์เล่นตั้งแต่ประจำการอยู่ชลบุรีแล้ว

WDT จึงขอให้ไปแสดงตัวและทำบันทึกประจำวันไว้ต่อหน้าพนักงานสอบสวน สภ.เมือง มุกดาหาร แล้วตักเตือน อย่าได้สร้างความแตกตื่นในโลกโซเชียลเช่นนี้อีก

ชีวิตและความเป็นความตายของสัตว์…ไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาพูดเล่นหรือท้าทายคนรักสัตว์ในโลกโซเชี่ยล !

ทั้งนี้จากเหตุที่เกิดขึ้น ทางอธิบดีกรมราชทัณฑ์ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ ได้รับทราบเรื่องแล้ว พร้อมยอมรับเกิดขึ้นจริง และสั่งให้มีการตั้งคระกรรมการขึ้นมาสอบสวนพร้อมสั่งห้ามเจ้าหน้าที่ประพฤติสุ่มเสี่ยงดังเช่นเหตุการณ์ดังกล่าวอีก

สำหรับ พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ มีผลบังคับใช้แล้ว 27 ธ.ค. 2557 โดยมีสาระสำคัญคือ เพื่อคุ้มครองสัตว์มิให้ถูกทารุณกรรม และเจ้าของจะต้องจัดสวัสดิภาพให้สัตว์มีความเป็นอยู่ที่เหมาะสมกับสภาวะของสัตว์แต่ละชนิด พร้อมกำหนดบทลงโทษไว้ดังนี้

ผู้ที่กระทำการอันเป็นการทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

เจ้าของสัตว์ หรือผู้ใดที่ไม่จัดสวัสดิภาพสัตว์ให้เหมาะสมกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกําหนดตามมาตรา 22 มาตรา 24 หรือฝ่าฝืนมาตรา 23 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท

ทั้งนี้ พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ ได้ระบุถึงกรณีที่ไม่ถือเป็นการทารุณกรรมสัตว์ ตามมาตรา 21 ดังนี้

  • การฆ่าสัตว์เพื่อใช้เป็นอาหาร ทั้งนี้ เฉพาะสัตว์เลี้ยงเพื่อใช้เป็นอาหาร
  • การฆ่าสัตว์ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการฆ่าสัตว์และจําหน่ายเนื้อสัตว์
  • การฆ่าสัตว์เพื่อควบคุมโรคระบาดตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์
  • การฆ่าสัตว์ในกรณีที่สัตวแพทย์เห็นว่าสัตว์ป่วย พิการ หรือบาดเจ็บและไม่สามารถเยียวยา หรือรักษาให้มีชีวิตอยู่รอดได้โดยปราศจากความทุกข์ทรมาน
  • การฆ่าสัตว์ตามพิธีกรรมหรือความเชื่อทางศาสนา
  • การฆ่าสัตว์ในกรณีที่มีความจําเป็นเพื่อป้องกันอันตรายแก่ชีวิตหรือร่างกายของมนุษย์ หรือสัตว์อื่น หรือป้องกันความเสียหายที่จะเกิดแก่ทรัพย์สิน
  • การกระทําใด ๆ ต่อร่างกายสัตว์ซึ่งเข้าลักษณะของการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ โดยผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์หรือผู้ซึ่งได้รับยกเว้นให้กระทําได้โดยไม่ต้องขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์จากสัตวแพทยสภาตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการสัตวแพทย์หน้า 10 เล่ม 131 ตอนที่ 87 ก ราชกิจจานุเบกษา 26 ธันวาคม 2557
  • การตัด หู หาง ขน เขา หรืองาโดยมีเหตุอันสมควรและไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ หรือการดํารงชีวิตของสัตว์
  • การจัดให้มีการต่อสู้ของสัตว์ตามประเพณีท้องถิ่น
  • การกระทําอื่นใดที่มีกฎหมายกําหนดให้สามารถกระทําได้เป็นการเฉพาะ
  • การกระทําอื่นใดที่รัฐมนตรีประกาศกําหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

สธ.ยอมปรับแก้ประกาศสารทีเอชซีในใบช่อและดอกกัญชง

ประเด็นน่าสนใจ

  • ก่อนหน้านี้มีประกาศคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษเรื่องการกำหนดลักษณะกัญชง ให้ไม่ถือเป็นยาเสพติดประเภท 5 ในใบและช่อดอกจะต้องมีปริมาณสารทีเอชซีไม่เกิน 0.5%
  • อนุทิน ชาญวีรกูลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงไปศึกษาเพื่อปรับแก้ในประกาศให้ส่วนของสารทีเอชซีในใบและช่อดอกจาก 0.5% เป็น 1%

หลังมีประกาศคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษเรื่องการกำหนดลักษณะกัญชงออกมา ที่มีการกำหนดว่ากัญชงที่ไม่ถือเป็นยาเสพติดประเภท 5 ในใบและช่อดอกจะต้องมีปริมาณสารทีเอชซีไม่เกิน 0.5% ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงไปศึกษาเพื่อปรับแก้ในประกาศให้ส่วนของสารทีเอชซีในใบและช่อดอกจาก 0.5% เป็น 1%

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงข้อเรียกร้องของเครือข่ายประชาสังคมกัญชาเพื่อการแพทย์ สำหรับประชาชนให้แก้ข้อกำหนดกัญชงในส่วนของสารทีเอชซี (THC) ในเมล็ดกัญชงจาก 0.3% และในใบและดอกกัญชงจาก 0.5% ให้เป็น 1%

โดยอาจกำหนดให้เป็นช่วงตั้งแต่ 0.2-1% ว่า จากข้อกังวลที่กำหนดลักษณะของกัญชงเช่นนี้แล้วจะไปเอื้อกลุ่มทุน โดยขอให้กลับไปเป็น 1% ตามข้อกำหนดเดิม ก็ได้มอบหมายให้ นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ไปปรึกษากับคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษในการปรับแก้ประกาศให้กลับไปที่ 1% ได้หรือไม่ เพื่อให้ทั้งกลุ่มทุน และชาวบ้าน เข้าถึงได้

นายอนุทิน ยืนยันว่าไม่ได้เอาใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เอาให้ผลสำเร็จตอนออกประกาศก็คิดแค่จะเดินหน้าเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว ไม่ได้คิดว่าเรื่องตัวเลข จะเป็นความผิดอะไร ส่วนเรื่องของการส่งออกยืนยันว่าก็ต้องทำตามมาตรฐานของต่างประเทศ หากกำหนดทีเอชซีไม่เกิน 0.2% ก็ต้องทำตาม แต่ทั้งหมดยืนยันว่าทำเพื่อการแพทย์

พบหลักฐานใหม่ในแฟลชไดร์ฟ ‘บิลลี่’ คาดอาจเป็นชนวนเหตุความขัดแย้ง

ประเด็นน่าสนใจ

  • มีการเปิดภาพถ่ายในแฟลชไดร์ฟ์ของบิลลี่ เป็นชายแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ตัดไม้ อาจเป็นอีกหนึ่งชนวนขัดแย้ง
  • ด้านภรรยาบิลลี่ มีความกังวลว่าจะมีผู้มีอิทธิพลทำให้เกิดการแทรกแซงคดี
  • ขณะที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งดีเอสไอสอบสวนดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องอย่างเฉียบขาด

ภาพถ่ายของชายที่แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่อุทยาน ใช้เลื่อนยนต์ตัดต้นไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งดีเอสไอตรวจสอบพบถูกบันทึกในแฟลชไดร์ฟของนายบิลลี่ ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบว่า ชายในภาพเป็นหน้าที่อุทยานฯ จริงหรือไม่ และเป็นการตัดไม้พื้นที่ใด เนื่องจากก่อนเสียชีวิตนายบิลลี่ ได้ตรวจสอบร้องเรียนพฤติการณ์ร้องเรียนพฤติการณ์เจ้าหน้าที่หลายเรื่อง ภาพถ่ายการตัดไม้ จึงอาจเป็นอีกหนึ่งชนวนเหตุของความขัดแย้ง

ขณะเดียวกัน พันตำรวจโทกรวัชร์ ปานประภากร​ รองอธิบดีดีเอสไอ ได้เข้าเยี่ยมและให้กำลังใจ นางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ “มึนอ” ภรรยาของนาย “บิลลี่” ที่บ้านป่าเด็ง​ อำเภอแก่งกระจาน​ จังหวัดเพชรบุรี รวมทั้งแจ้งให้ทราบว่า มึนอถือเป็นผู้เสียหายในคดี แม้จะไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่ก็เป็นภรรยาโดยพฤตินัย เป็นโจทก์ร่วมในคดีได้

ภรรยาบิลลี่ หวั่นมีผู้มีอิทธิพลทำให้เกิดการแทรกแซงคดี

ด้านภรรยาบิลลี่ กล่าวทั้งน้ำตาว่า มีความกังวลว่าจะมีผู้มีอิทธิพลทำให้เกิดการแทรกแซงคดี และขอบคุณทางดีเอสไอที่หาโครงกระดูกสามีจนพบ จนนำมาสู่ขั้นตอนของการค้นหาผู้ลงมือ นอกจากนี้ มึนอยังยืนยันว่าวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงไม่มีการลอยอังคารลงในแม่น้ำ มีเพียงการฝังในป่า หากเป็นการเผาร่างโดยไม่นำกระดูกกลับมา

ด้านนายมานะ เพิ่มพูล หัวหน้าอุทยานแก่งกระจาน ซึ่งย้ายมารับตำแหน่งแทนนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ระบุว่า จุดที่พบถังน้ำมันและชิ้นส่วนกระดูกบริเวณใต้สะพานแขวนไม้ เป็นพื้นที่ร่องน้ำหรือพื้นที่ปลายแหลม ตั้งแต่ตนเข้ามารับตำแหน่งเมื่อปี 2559 ช่วงที่แล้งที่สุดก็ยังมีน้ำ แต่เรือไม่สามารถแล่นได้ โดยปกติอุทยานฯ มีการตั้งด่านตรวจนักท่องเที่ยวที่เข้าพักและบุคคลทั่วไปที่เข้าออกตลอดเวลา ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ บริเวณจุดเกิดเหตุก็ไม่มีกล้องวงจรปิด และยังไม่เคยพบมีการนำอัฐิมาลอยอังคารภายในอุทยาน

ด้าน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า ได้กำชับให้ดีเอสไอหาตัวผู้กระทำผิดมาให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม คาดว่าภายใน 3 เดือนจะได้ข้อยุติ เพราะไม่ว่าเป็นใครจะทำผิดกฎหมายไม่ได้ทั้งสิ้น ตนจะไปช่วยใครได้ กฎหมายว่าอย่างไร กระบวนการยุติธรรม กระบวนการสอบสวน วัตถุพยาน หลักฐาน ศาลตัดสิ้นอย่างไรก็ตามนั้น