ศาลรัฐธรรมนูญ ยกคำร้อง “ธนาธร” ขอเลิกคำสั่ง หยุดปฏิบัติหน้าที่

ประเด็นน่าสนใจ

  • ศาลรัฐธรรมนูญ ยกคำร้องธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ขอเลิกคำสั่ง หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.
  • ศาลพิจารณาคำร้องเห็นว่า ยังไม่ปรากฏพฤติการณ์อันเป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลง คำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เดิม

ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ประชุมปรึกษาพิจารณาคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่

โดยที่ประชุมได้พิจารณาคำร้องของผู้ถูกร้อง ที่ขอให้ศาลพิจารณาคำร้องขอให้ยกเลิกคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งโดยเร่งด่วนแล้ว เห็นว่ายังไม่ปรากฏพฤติการณ์อันเป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลง คำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เดิม จึงให้ยกคำร้องขอ

และต่อจากนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้อภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยว่า จะมีการไต่สวนพยานบุคคล โดยจะหมายเรียกพยานบุคคลใดและพยานเอกสารฉบับใดบ้าง กำหนดนัดอภิปรายต่อในวันที่ 11 ก.ย.

เต้จี้รัฐบาล! ตรวจสอบการออกใบรับรอง การก่อสร้างโรงงานน้ำตาล

ประเด็นน่าสนใจ

  • มงคลกิตติ์ขอให้รัฐบาลตรวจสอบการออกใบรับรองการก่อสร้างโรงงานน้ำตาล
  • หวั่นอาจก่อให้เกิดการรุกที่ป่าสงวน แย่งน้ำเพื่อการเกษตรของประชาชน

ที่สัปปายะสภาสถาน รัฐสภาแห่งใหม่ ถนนเกียกกาย นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.พรรคไทยศรีวิไลย์ ได้แถลงข่าว เพื่อขอให้รัฐบาลตรวจสอบการออกใบรับรองการก่อสร้างโรงงานน้ำตาล ซึ่งการออกใบรับรองดังกล่าวเป็นการริดรอนสิทธิตามสิทธิผู้อื่น ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญ โดยตามขั้นตอนจะต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง. 4) แต่มีการออกใบรับรองให้ตั้งโรงงานน้ำตาลได้

นอกจากนี้การออกใบรับรองให้ตั้งโรงงานน้ำตาลในพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นพื้นที่ห้ามตั้งโรงงานอุตสาหกรรม แต่มีเอกสารประกอบคำขอใบรับรองให้ตั้งโรงงานน้ำตาล จำนวน 11 โรงงาน ในพื้นที่ต้องห้ามดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นการทุจริตคอร์รัปชันและยังเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมาย มาตรา 157 ของข้าราชการ จึงอยากให้รมต.กระทรวงอุตสาหกรรม ตรวจสอบประเด็นดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ การออกใบรับรองให้ตั้งโรงงานน้ำตาลมากเกินไป จะทำให้เกิดการแย่งวัตถุดิบกัน และก่อให้เกิดความขัดแย้งในกลุ่มโรงงานน้ำตาลได้ การให้ตั้งโรงงานน้ำตาลมากเกินไป จะทำให้ราคาอ้อยและน้ำตาลตกต่ำลงตามหลักเศรษฐศาสตร์ ทำให้รัฐบาลต้องใช้เงิน 6,500 ล้านบาท เข้าไปช่วยเหลือชาวไร่อ้อย

นอกจากนี้ ยังอาจก่อให้เกิดการรุกที่ป่าสงวนและแย่งน้ำเพื่อการเกษตรของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่สีเขียว การมีไร่อ้อยจำนวนมาก อาจก่อให้เกิดการเผาไร่อ้อย ส่งผลให้เกิดฝุ่น ควัน มลพิษทางอากาศ PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาของสิ่งแวดล้อมและสังคมอยู่ขณะนี้

5 ปีกับการหายตัวไปของ ‘บิลลี่ พอละจี’ กับคำถามใครเป็นคนฆ่า…!?

ประเด็นน่าสนใจ

  • นายพอละจี รักจงเจริญ หรือ ‘บิลลี่ พอละจี’ หายตัวไปเมื่อวันที่ 17 เม.ย. 57
  • ทางเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน (ชุดปฏิบัติการณ์ ณ ขณะนั้น) ระบุว่า ได้ควบคุมตัว ‘บิลลี่ พอละจี’ เนื่องจากมีการนำน้ำผึ้งป่าออกจากพื้นที่อุทยานฯ โดยได้ตักเตือนและมีการปล่อยตัวไปแล้ว
  • ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยืนยันว่าชิ้นส่วนกระดูกที่พบบริเวณใต้สะพานเขื่อนแก่งกระจานนั้น เป็นของ ‘บิลลี่ พอละจี’

กลายเป็นประเด็นที่สังคมกลับมาให้ความสนใจอีกครั้ง สำหรับกรณีการหายตัวไปของ นายพอละจี รักจงเจริญ หรือ ‘บิลลี่ พอละจี’ แกนนำชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย.57

บิลลี่ พอละจี ถือได้ว่าเป็นพยานในคดีที่เจ้าหน้าที่เจ้าหน้าที่เข้ารื้อบ้านเรือนและทำลายทรัพย์สินของชาวกระเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย แก่งกระจาน เมื่อปี 54 ของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน (ชุดปฏิบัติการ ณ ขณะนั้น) กระทั่งมีการฟ้องร้องกันเกิดขึ้น

การหายตัวไปของ ‘บิลลี่ พอละจี’ ในวันที่ 17 เม.ย. 57

17 เม.ย. 57 ‘บิลลี่ พอละจี’ หายตัวไปจากจุดบริเวณด่านมะเร็ว อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ต.ห่วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งต่อมามีรายงานว่าเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จับกุมตัวบิลลี่ ระหว่างนำน้ำผึ้งออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานโดยไม่ได้รับอนุญาต

บิลลี่ พอละจี (ซ้ายสุด)

ในวันถัดมาภายหลังชาวบ้านได้ช่วยกันออกตามหาบิลลี่ ซึ่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทางผู้ใหญ่บ้านบางกลอย ได้เข้าแจ้งความคนหายกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แก่งกระจาน

ต่อมาตำรวจตรวจสอบแล้วพบว่า นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิต อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเจ้าหน้าที่หน้าอุทยานฯ หลังจากควบคุมตัวบิลลี่ไว้ เนื่องจากพบว่ามีการนำน้ำผึ้งป่าออกมาจากเขตพื้นที่อุทยานฯ ได้มีการตักเตือนก่อนจะปล่อยตัวไป

ศาลจังหวัดเพชรบุรี ยกคำร้องของภรรยา ‘บิลลี่ พอละจี’

นางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของบิลลี่ พร้อมทนายความเข้ายื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี หลังบิลลี่ถูกควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเชื่อว่าบิลลี่ยังคงถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานควบคุมตัวไว้อยู่ ซึ่งศาลได้รับคำร้อง

ต่อมาศาลจังหวัดเพชรบุรี มีหมายเรียก นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิต อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเจ้าหน้าที่อุทยานฯ มาไต่สวนตามคำร้อง ภายหลังการไต่สวนศาลฎีกาได้ยกคำร้องอดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าควบคุมตัวบิลลี่โดยมิชอบ ซึ่งศาลให้เหตุผลว่าหลักฐานไม่เพียงพอ

ความหวังสุดท้ายของครอบครัวบิลลี่ เมื่อ ‘ดีเอสไอ’ รับเป็นคดีพิเศษ

วันที่ 28 มิ.ย.61 คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 1/2561 ให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่น กรณีการหายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำประชาชนชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย เป็นคดีพิเศษที่ต้องสืบสวนและสอบสวนตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547

โดยคดีนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการสอบสวนคดีดังกล่าว ประกอบด้วย สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และตัวแทนจากองค์การนอกภาครัฐ (NGO)

หลักฐานสำคัญ ที่พบบริเวณใต้สะพานแขวนเขื่อนแก่งกระจาน

ในช่วงเดือน พ.ค.62 ทางเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่บริเวณใต้สะพานแขวน เขื่อนแก่งกระจาน กระทั่งพบหลักฐานชิ้นสำคัญ คือ ชิ้นส่วนกระดูก จำนวน 2 ชิ้น ถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร จำนวน 1 ถัง เหล็กเส้น จำนวน 2 เส้น ถ่านไม้ จำนวน 4 ชิ้น และเศษฝาถังน้ำมัน

ซึ่งจากการตรวจพิสูจน์ของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พบว่าชิ้นส่วนกระดูกที่พบนั้น เป็นส่วนกระดูกกะโหลกศีรษะของมนุษย์ ซึ่งมีรอยไหม้และการหดตัวของกระดูกจากการถูกความร้อน อีกทั้งยังตรวจพบสารพันธุกรรมตรงกับ มารดาของ ‘บิลลี่ พอละจี’

ทางดีเอสไอได้พิจารณาจากสถานที่เกิดเหตุ และพยานหลักฐานในสำนานอื่นประกอบแล้ว เชื่อว่า ชิ้นส่วนกระดูกดังกล่าวเป็นของนายบิลลี่ ที่เสียชีวิตแล้วโดยไม่ทราบวิธีทำให้าย แต่มีการนำมาเผาทำลายเพื่ออำพรางคดี

ทั้งนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ เห็นว่า พฤติการณ์ของกลุ่มคนร้ายที่กระทำผิดครั้งนี้เข้าข่ายลักษณะเป็นการฆาตกรรมโดยทรมาน และการบังคับบุคคลให้สูญหายที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ

คดีการหายตัวไปของ ‘บิลลี่ พอละจี’ ภายหลังทางดีเอสไอ ได้ออกมาแถลงถึงความคืบหน้าของคดีแล้วนั้น ดูเหมือนว่าจะมีการเชื่อมโยงไปในหลายๆส่วนจากเหตุการณ์ในอดีต แต่ก็ยังเป็นคำถามสังคมอยู่ว่าท้ายที่สุดแล้ว ใครเป็นคนฆ่าบิลลี่กันแน่….?

หลังจากนี้คงต้องให้เวลากับทางเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนในการเร่งไขคดีนี้ เพื่อเป็นที่ประจักษ์ต่อครอบครัวบิลลี่และสังคม และติดตามจับกุมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป