“Save​ Bcc” ยื่นแถลงการณ์ครั้งที่ 2 จี้รักษาการ ผอ.ลาออก​

ประเด็นน่าสนใจ

  • “Save​ Bcc” ยื่นแถลงการณ์ครั้งที่ 2 จี้รักษาการ ผอ.ลาออก​
  • แต่งชุดดำ​ เพื่อปกป้องชื่อเสียงเกียรติภูมิของสถาบันที่มีมาอย่างยาวนาน

องค์กรปกป้องโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย หรือที่รู้จักในนาม SAVE BCC ซึ่งประกอบด้วย ผู้ปกครอง ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน และคณะครู บางส่วน จัดกิจกรรมแต่งชุดดำเดินทางมามอบแถลงการณ์ฉบับ ที่ 2 ให้ดร.บรรจง ชมพูวงศ์ รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียน โดยมีข้อเรียกร้องสำคัญดังนี้

1.ขอให้รักษาการผู้อำนวยการ ดร. บรรจง ชมภูวงศ์ แสดงความรับผิดชอบ ด้วยการลาออกจากการดำรงตำแหน่งรักษาการและผู้อำนวยการทันที

2.ขอให้ประธานคณะกรรมการบริหารโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย มัคนายกวิศาล มหชวโรจน์ ออกจากทุกตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนทันที เพื่อแสดงความรับผิดชอบ

3.ขอให้สภาคริสตจักรในประเทศไทย ดำเนินการเปลี่ยนประธานกรรมการสอบสวน ที่ไม่เป็นกลางทันที เพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรม

4.ขอให้สภาคริสตจักรในประเทศไทยปรับเปลี่ยนองค์ประกอบของคณะกรรมการบริหาร โรงเรียนให้ถ่วงดุลโดยมีผู้แทนของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง

5.ขอให้สภาคริสตจักรในประเทศไทยยกเลิกคำสั่งโอนย้ายที่ไม่เป็นธรรม และให้ผู้อำนวยการและผู้จัดการโรงเรียนกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมและเข้าสู่การแสวงหาความจริง

โดยภายหลังรับมอบหนังสือ ดร.บรรจง ได้กล่าวว่า ตนเองจะดำเนินการส่งแถลงการณ์ไปยังสภาคริสตจักรในประเทศไทย ภายในวันนี้ ซึ่งส่วนตัวไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ รวมถึงตอบคำถามต่าง ๆ อีกทั้งการที่ตนเองเข้ารับตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนก็เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายของโรงเรียนให้สามารถเดินหน้าไปได้เท่านั้น

ขณะที่ตัวแทนของกลุ่ม องค์กร SAVE BCC เปิดเผยว่า สาเหตุที่ต้องเดินทางมามอบแถลงการณ์ดังกล่าว เพราะที่ผ่านมามองว่าการบริหารงานของสภาคริสตจักร ไม่เป็นธรรม และไม่ได้เกิดขึ้นกับโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนเท่านั้นแต่ยังเกิดขึ้นกับโรงพยาบาล, โบสถ์ และ โรงเรียนอื่น ๆ ในสังกัดด้วย

นอกจากนี้ยังพบปัญหาด้านการเบิกจ่ายงบประมาณบางส่วนที่ติดขัด ทำให้นักเรียนได้รับผลกระทบ โดยหลังจากนี้ 7 วัน หากไม่มีความคืบหน้า ทางองค์กร SAVE BCC จะยกระดับการเคลื่อนไหว ด้วยการรวมตัวกันไปชุมนุมที่บริเวณหน้า สภาคริสตจักรในประเทศไทย (สะพานหัวช้าง) ต่อไป

ตรวจยึดสวนส้มนายทุน บุกรุกพื้นที่ อช.ดอยผ้าห่มปก เนื้อที่ 128 ไร่

ประเด็นน่าสนใจ

  • พญาเสือ ร่วม อช.ดอยผ้าห่มปก ตรวจยึดสวนส้มนายทุน บุกรุกพื้นที่ อช.ดอยผ้าห่มปก เนื้อที่ 128 ไร่ พบสารเคมีอันตรายเพียบ
  • ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตืดตามตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี

เจ้าหน้าที่พญาเสือ ร่วมเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปกตรวจยึดสวนส้มนายทุน ที่ได้บุกรุกพื้นที่ อช.ดอยผ้าห่มปก เนื้อที่ 128 ไร่ หลังจากการบุกตรวจสอบพบการใช้สารเคมีอันตรายจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบพื้นที่บุกตามที่ได้รับแจ้งว่ามีนายทุน เข้าไปซื้อ/เช่าซื้อ/ยึดถือ ครอบครองที่ดินในเขตป่าพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก เพื่อปลูกพืชผลอาสิน ประเภทส้ม บริเวณป่าบ้านดง หมู่ที่ 5 และป่าบ้านโป่งไฮ หมู่ที่ 15 ตำบลแม่สาว อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก และเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าลุ่มน้ำแม่ฝาง

จากการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่พบการกระทำของนายทุนในลักษณะการเข้าไปซื้อ/เช่าซื้อ/ยึดถือ ครอบครองที่ดินที่ราษฎรแจ้งครอบครองเพื่อรอการพิสูจน์สิทธิตามมติ ครม. 30 มิ.ย.41 ในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก จึงรวบรวมหลักฐานเพื่อแจ้งความตรวจยึดพื้นที่/ดำเนินคดีกับนายทุน จำนวน 6 ราย รวมทั้งสิ้น 7 แปลง เนื้อที่รวม 128-1-56 ไร่

ขณะนี้ คณะพนักงานเจ้าหน้าที่ กำลังอยู่ระหว่างจัดทำบันทึกการตรวจสอบ/ตรวจยึด พร้อมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแจ้งความกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสืบสวน/สอบสวน และติดตามตัวผู้กระทำผิด และ/หรือผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ฐานความผิดของผู้กระทำความผิดมีดังนี้

ฐาน “ก่นสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่” ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ตรี วรรคสอง

ฐาน “ผู้ใดครอบครองป่าที่ถูกแผ้วถาง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลนั้นเป็น ผู้แผ้วถางป่านั้น” ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 55

ฐาน “ยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่นสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่” ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 และมาตรา 31 วรรคสอง (2) และ (3)

ผู้ใดกระทำหรือละเว้นการกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นเหตุให้เกิดการทำลายหรือทำให้สูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ผู้นั้นมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหายไปนั้น ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 26/4

ฐาน “ยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถางป่า ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่” ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 16 (1) และมาตรา 24

ฐาน ” ปิดหรือทำให้กีดขวางแก่ทางน้ำภายในเขตอุทยานแห่งชาติ โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่” ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 16 (6) และมาตรา 25

ฐาน “เข้าไปดำเนินกิจการใดๆ เพื่อหาผลประโยชน์ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่” ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 16 (13) และมาตรา 27

ฐาน “กระทำหรือละเว้นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการทำลายหรือทำให้ สูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นของรัฐ หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รัฐตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหายไป” ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 97

ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 9 ฐาน “ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการเหมืองแร่และการป่าไม้ที่ดินของรัฐนั้นถ้ามิได้มีสิทธิครอบครอง หรือมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ห้ามมิให้บุคคลใด(1) เข้าไปยึดถือ ครอบครอง รวมตลอดถึงการก่นสร้างหรือเผาป่า”

วิกฤตไฟป่าอะเมซอนกระทบสัตว์ป่าอย่างหนัก

ประเด็นน่าสนใจ

  • วิกฤตไฟป่าอะเมซอนกำลังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสัตว์ป่าหลายสายพันธุ์ในพื้นที่ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
  • ไฟป่าอะเมซอนครั้งนี้เป็นครั้งรุนแรงครั้งหนึ่งในประวัติการณ์
  • ระบบนิเวศน์ทั้งหมดในบริเวณที่เกิดไฟป่าจะเปลี่ยนแปลงไป และอาจส่งผลกระทบต่อระบบของห่วงโซ่อาหารทั้งหมด

นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก รายงานว่า ป่าอะเมซอน ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตทุกสายพันธุ์ในโลก สัดส่วนร้อยละ 10 กำลังเผชิญวิกฤตไฟป่าครั้งรุนแรงเป็นประวัติการณ์

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานโดยอ้างอิงสถาบันวิจัยอวกาศแห่งชาติบราซิล หรือ “INPE” ระบุว่า ตรวจพบการเกิดไฟป่าถึง 7 หมื่น 2 พัน 843 ครั้งในปีนี้ ซึ่งมากกว่าในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 83 และมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกสถิติในปี 2556
ป่าอะเมซอนมีทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และนกหลายสายพันธุ์ รวมแล้วจำนวนมาก โดยผลกระทบที่จะเกิดแก่บรรดาสัตว์จะมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว

รองศาสตราจารย์มาไซกา ซัลลิแวน จากมหาวิทยาลัย Ohio State ของสหรัฐฯ ระบุว่า ไฟป่าครั้งนี้คาดว่าจะทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตสัตว์ป่าครั้งใหญ่ในระยะสั้น และในสถานการณ์เช่นนี้จะมีสัตว์ตายจำนวนมากจากการโดนไฟไหม้, ความร้อนจากเปลวไฟ หรือสำลักควัน

สัตว์ขนาดใหญ่ที่เคลื่อนไหวได้เร็ว อย่างเสือจากัวร์และเสือพูม่าอาจรอดจากเหตุไฟป่า เช่นเดียวกับนกบางชนิด แต่สัตว์ที่เคลื่อนไหวได้ช้า อย่างสลอธและตัวกินมด รวมถึงสัตว์เล็กๆ อย่างกบและสัตว์เลื้อยคลานมีแนวโน้มว่าจะตายได้

ส่วนสัตว์เฉพาะถิ่นที่พบได้ในภูมิภาคเฉพาะ มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากเหตุไฟป่าครั้งนี้ แต่นักวิจัยไม่สามารถเจาะจงได้ว่ามีสัตว์ชนิดใดบ้างที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีข้อมูลไม่เพียงพอเกี่ยวกับสายพันธุ์ของสัตว์ส่วนใหญ่ในป่าอะเมซอน

นายซัลลิแวนระบุว่า ส่วนผลกระทบในระยะยาวนั้นคาดว่าจะมีความเสียหายที่ใหญ่หลวงมากกว่า โดยระบบนิเวศน์ทั้งหมดในบริเวณที่เกิดไฟป่าจะเปลี่ยนแปลงไป และอาจส่งผลกระทบต่อระบบของห่วงโซ่อาหารทั้งหมด