มกุฎราชกุมารซาอุฯ ทรงขอรับผิดชอบกรณี ‘ฆาตกรรมนักข่าว’

ประเด็นน่าสนใจ

  • เว็บไซต์สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานความคืบหน้าคดีสังหาร “จามาล คาช็อกกี” นักข่าวชาวซาอุฯ ชื่อดัง
  • มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุฯ ตรัสว่า ทรงขอเป็นผู้รับผิดชอบกรณีการตายของนาคาช็อกกี เนื่องจากเหตุการณ์การตายเกิดขึ้นภายใต้การเฝ้าระวังของพระองค์
  • ก่อนหน้านี้ CIA ระบุว่ารัฐบาลชาติตะวันตกบางประเทศ ระบุว่า พระองค์เป็นผู้สั่งการสังหาร แต่เจ้าหน้าที่ซาอุฯ ระบุว่า พระองค์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

รอยเตอร์ส ขึ้นพาดหัวว่า “Khashoggi murder ‘happened under my watch,’ Saudi crown prince tells PBS” หรือ “มกุฎราชกุมารซาอุฯ ตรัสกับสถานีโทรทัศน์ PBS ว่าการสังหารคาช็อกกี เกิดขึ้นภายใต้การเฝ้าระวังของพระองค์”

รายงานข่าวอ้างอิงตัวอย่างสารคดี ที่จะออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ PBS ในวันที่ 1 ตุลาคม ก่อนหน้าครบรอบ 1 ปี การเสียชีวิตของนายจามาล คาช็อกกี นักข่าวชาวซาอุฯ ชื่อดัง โดยมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุฯ ตรัสว่า พระองค์ทรงขอเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การเฝ้าระวังของพระองค์

โดยก่อนหน้านี้ มกุฎราชกุมารซาอุฯ ไม่เคยตรัสอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับการสังหารนายคาช็อกกี ซึ่งเกิดขึ้นภายในสถานกงสุลซาอุฯ ในนครอิสตันบูลของตุรกี

ทั้งนี้ที่ผ่านมา สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ หรือ CIA และรัฐบาลชาติตะวันตกบางประเทศ ระบุว่า พระองค์เป็นผู้สั่งการสังหาร แต่เจ้าหน้าที่ซาอุฯ ระบุว่า พระองค์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม การเสียชีวิตของนายคาช็อกกี ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วโลก กระทั่งนายคาช็อกกี ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน บุคคลแห่งปีของนิตยสารไทม์ ซึ่งข่าวนี้ยังทำให้ภาพลักษณ์ของมกุฎราชกุมารทรงเสื่อมเสีย และส่งผลกระทบต่อแผนการสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก

ออสเตรเลียทำแท้งถูกกฎหมายทั่วประเทศ

ประเด็นน่าสนใจ

  • ออสเตรเลียอนุญาตให้การทำแท้งเป็นเรื่องถูกกฎหมายทั่วประเทศ
  • รัฐนิวเซาท์เวลส์โหวตผ่านร่างกฎหมายนี้อย่างเป็นทางการ
  • กฎหมายเกี่ยวกับการทำแท้งในออสเตรเลีย เป็นกฎหมายเก่าที่ถูกบังคับใช้มานาน 119 ปี

สมาชิกสภานิติบัญญัติรัฐนิวเซาท์เวลส์ ของออสเตรเลีย โหวตผ่านร่างกฎหมายให้การทำแท้งเป็นสิ่งไม่ผิดกฎหมาย ทำให้การทำแท้งในออสเตรเลียเป็นสิ่งถูกต้องตามกฎหมายทั่วประเทศเนื่องจากรัฐนิวเซาท์เวลส์ เป็นรัฐสุดท้ายของประเทศที่มีการปฏิรูปกฎหมายดังกล่าว

โดยกฎหมายเกี่ยวกับการทำแท้งเป็นกฎหมายเก่าที่ถูกบังคับใช้มานาน 119 ปี ซึ่งฝ่ายค้านวิจารณ์ว่าเก่าแก่และไม่ทันสมัย และก่อให้เกิดการอภิปรายที่ดุเดือด ทำให้รัฐบาลฝ่ายอนุรักษ์นิยมของรัฐนิวเซาท์เวลส์ถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย

ทั้งนี้กฎหมายใหม่อนุญาตให้สตรีที่มีอายุครรภ์ไม่เกิน 22 สัปดาห์ สามารถทำแท้งได้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ถ้ามีอายุครรภ์เกิน 22 สัปดาห์ ต้องได้รับการอนุมัติการทำแท้งจากแพทย์ 2 คน และต้องขอคำแนะนำจากคณะกรรมการที่ปรึกษาของโรงพยาบาล
กฎหมายเก่าระบุให้การทำแท้งเป็นความผิดทางอาญา และมีบทลงโทษจำคุก 10 ปีสำหรับผู้หญิงที่ทำแท้งด้วยตัวเอง โดยการทำแท้งจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อ แพทย์ต้องลงความเห็นว่า สุขภาพกายและใจของผู้ตั้งครรภ์อยู่ในภาวะอันตรายร้ายแรง หากยังตั้งครรภ์ต่อไป

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายของรัฐนิวเซาท์เวลส์ เผชิญกระแสวิจารณ์และก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างดุเดือด จากกลุ่มศาสนา, นักเคลื่อนไหวต่อต้านการทำแท้ง และสมาชิกรัฐสภา โดยได้แสดงความกังวลหลายด้าน รวมถึงการทำแท้งในระยะปลายอายุครรภ์ และการใช้การทำแท้งเพื่อเลือกเพศของลูกในครรภ์

กระทรวงการคลัง สั่งเอาผิดร้านรับแลกเงินสดหักหัวคิว 15% ‘ชิมช้อปใช้’

ประเด็นน่าสนใจ

  • มีร้านค้าบางแห่งที่ร่วมโครงการ ‘ชิมช้อปใช้’ ลงประกาศรับแลกเงินสดโดยหักหัวคิว 15%
  • เบื้องต้นทาง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สั่งดำเนินการระงับสิทธิ์ร้านค้าดังกล่าวแล้ว
  • หากเริ่มใช้จริง แล้วยังพบว่ามีการกระทำผิด จะดำเนินการทางกฎหมายทั้งร้านค้าและผู้นำไปแลก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในโลกออนไลน์เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักกรณีโครงการ ‘ชิมช้อปใช้’ หลังพบว่ามีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ซึ่งระบุว่าอยู่ที่ศูนย์การค้า ย่านอ้อมใหญ่ อ.สามพราน จ.นครปฐม โดยลงประกาศรับแลกเงินสดโดยมีการหักค่าหัวคิว 15% หรือถ้าแลก 2 คนขึ้นไป หักค่าธรรมเนียม 10% อีกทั้งยังระบุด้วยว่า “ใครอยู่ต่างจังหวัดหรือไม่สะดวกมา สามารถแคป QR ส่งมาสแกนได้”

ล่าสุดนายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่ามีร้านค้าบางแห่งมีการเชิญชวนรับแลกเงินสด ซึ่งถือว่าเป็นการนำเงินจากมาตรการ ‘ชิมช้อปใช้’ ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เบื้องต้นได้สั่งการเจ้าหน้าที่ดำเนินการระงับสิทธิ์ร้านค้าที่มีพฤติกรรมดังกล่าวทันที

อย่างไรก็ตามหากโครงการ ‘ชิมช้อปใช้’ เริ่มมีการใช้จริง และยังพบว่ามีร้านค้ากระทำความผิดดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการเอาผิดทางกฎหมายทั้งร้านค้าและผู้ที่นำไปแลกรับเงินสดด้วยเช่นกัน