ศรีสุวรรณ เตรียมร้อง กกต.ส่งศาล รธน.วินิจฉัยสถานะ ‘นวัธ’ ถูกศาลตัดสินประหารชีวิต

ประเด็นน่าสนใจ

  • ศรีสุวรรณ เตรียมยื่นร้อง กกต.ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานะของ นายนวัธ สส.เพื่อไทย จ.ขอนแก่น
  • นายนวัธ ถูกศาลตัดสินประหารชีวิตคดีจ้างฆ่าปลัด อบจ.

เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 26 ก.ย. 62 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวถึงกรณีที่นายนวัธ สส.เพื่อไทย จ.ขอนแก่น ที่ศาลขอนแก่นมีคำพิพากษาตัดสินให้ประหารชีวิต ว่า หลังความเห็นของนักกฎหมายแตกเป็น 2 ฝ่ายว่าสถานะความเป็น สส.ต้องสิ้นสุดลงหรือไม่ เมื่อศาลขอนแก่นมีคำพิพากษาลงโทษประหารชีวิตและคดียังไม่ถึงที่สุด

กรณีดังกล่าว มีความเห็นของสังคมและนักกฎหมายแตกออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายหนึ่งว่าเป็นคำพิพากษาเพียงแค่ศาลชั้นต้น คดียังไม่ถึงที่สุด จึงยังไม่น่าจะขาดจากความเป็น สส. เพราะตามรัฐธรรมนูญ 2560 ม.101(13) ระบุไว้ว่า ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ส่วนฝ่ายที่สองแย้งว่า สมาชิกภาพของ สส. สิ้นสุดลงแล้ว เมื่อศาลไม่ให้ประกันตัว ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ม.101 ประกอบ ม.98(6) คือต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังโดยหมายของศาล ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามที่กฎหมายมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.

นายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 พรรคเพื่อไทย

เมื่อความเห็นของสังคมและนักกฎหมายแตกออกเป็น 2 ฝ่ายเยี่ยงนี้ ผู้ที่มีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นนี้ต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ผู้ที่ออกมาให้ความเห็นก่อนหน้านี้ที่ทำตัวเป็นนักกฎหมายใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่กำมะลอทั้งสิ้น เพราะท้ายที่สุดเป็นหน้าที่ของ สส.ไม่ต่ำกว่า 50 คนที่จะร่วมลงชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยได้ หรือเป็นอำนาจของ กกต. ที่จะดำเนินการได้ด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุดังกล่าว ตนในฐานะเลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยจึงจะนำความไปยื่นให้ กกต. ได้ใช้อำนาจตาม พรป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 ม.44 วรรคสี่ในการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าสถานะของนายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.เขต 7 จ.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 2560 ม.101 ประกอบ ม.98(6) แล้ว หรือยังไม่ขาดจากความเป็น สส. ตาม ม.101(13) เพราะคดียังไม่ถึงที่สุด ในวันพรุ่งนี้ 27 ก.ย.62 เวลา 10.00 น. ที่สำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการฯถ.แจ้งวัฒนะ

สำหรับ นายนวัธ เตาะเจริญสุข เคยเป็นข่าวโด่งดังในหน้าหนังสือพิมพ์ไปก่อนหน้านี้ หลังจากพาพวกเข้าไปล็อกตัวนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม จากพรรคเดียวกันก่อนจะทำร้ายร่างกายด้วยการตบไปที่ศีรษะเนื่องจากไม่พอใจที่เกิดการปะทะคารมกันระหว่างประชุมสภา หลังมีความเห็นไม่ตรงกันในการประชุมกรรมาธิการ (กมธ.)  ก่อนที่เวลาต่อมา เขาจะออกมาชี้แจงว่า เพื่อเป็นการปกป้องศักดิ์ศรีที่ถูก ส.ส. คู่กรณีหยามเกียรติ จึงได้กระทำดังกล่าวลงไป

อุทาหรณ์! หนุ่มเล่นมือถือขณะชาร์ต ถูกไฟดูดเสียชีวิต

ประเด็นน่าสนใจ

  • คาดปลั๊กพ่วงไม่ได้มาตรฐาน ทำให้เกิดไฟรั่วแล่นเข้าสู่ร่างกาย
  • เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ

รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ จ.ชัยภูมิ ได้เกิดเหตุการณ์สุดสลดขึ้น เมื่อมีชายคนหนึ่งถูกไฟช็อตเสียชีวิตบนที่นอน ภายในบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ หมู่ที่ 9 ต.ท่าใหญ่ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ หลังจากเขาชาร์ตโทรศัพท์มือไว้ระหว่างที่นอนหลับ ทราบชื่อคือ นายสุธี เสมาเพชร อายุ 18 ปี

ซึ่งจากการตรวจสอบพบผู้เสียชีวิตนอนตายในลักษณะท่านอนหงายอยู่บนที่นอน ข้างตัวพบโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่องมีรอยไฟไหม้ เสียบค้างอยู่ที่ปลั๊กไฟข้างที่นอน โดยมีมีของผู้ตายพาดอยู่บนปลักพ่วงด้วย

ทั้งนี้จากการสอบสวนคาดว่า สาเหตุของการเสียชีวิตในครั้งนี้ มาจากการที่ผู้ตายเล่นเกมขณะชาร์จไฟโทรศัพท์ไปด้วย แต่ด้วยการที่ปลักพ่วงไม่ได้มาตรฐาน จึงทำให้เกิดไฟรั่ว กระแสไฟจึงแล่นเข้าสู่ร่างกายทำให้เสียชีวิตดังกล่าว เบื้องต้นญาติไม่ติดใจถึงการตายแต่อย่างใด

ขณะที่ พ.ต.ต.วิฑูรย์ พาผลงาม สารวัตรสอบสวน ปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวน สภ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ พร้อมแพทย์เวร ได้ร่วมกันทำการชันสูตร ตรวจสอบ และบันทึกภาพในที่เกิดเหตุเป็นที่เสร็จสิ้น จึงอนุญาตมอบร่างผู้เสียชีวิตให้ญาติ นำไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป

ศาลชี้ รมว.ศธ.-บิ๊ก ขรก.ผิดระเบียบหักเงินเดือนบำเหน็จบำนาญครูใช้หนี้เกินกฎหมายกำหนด

ประเด็นน่าสนใจ

  • คำพิพากษาศาลปกครองกลางคดีที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษายื่นฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกับพวก ให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ
  • ประเด็นคือเรื่องการหักเงินเดือนเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ. 2551

วันที่ 26 กันยายน 2562 ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาคดีที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษายื่นฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกับพวก ให้ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการหักเงินเดือนเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ. 2551 รวมจำนวน 45 สำนวนคดี

ทั้งนี้คดีทั้ง 45 สำนวนนี้ สืบเนื่องมาจากกลุ่มข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจำนวน 2,919 ราย ได้ยื่นฟ้องรัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการกับพวกต่อศาลปกครองกลาง โดยกล่าวอ้างว่าภายหลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการหักเงินเดือนเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ. 2551

โดยมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้รักษาการตามระเบียบ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ละเลยต่อหน้าที่ไม่มีหนังสือแจ้งเวียนสั่งการให้ส่วนราชการในสังกัดดำเนินการหักเงินให้เป็นไปตามระเบียบ

อีกทั้งศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รวมทั้งหัวหน้าสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ยังคงฝ่าฝืนข้อกำหนดตามระเบียบ ว่าด้วยการหักเงินเดือนหรือเงินบำนาญเพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญากู้ไว้ ทำให้ผู้ฟ้องคดีมีเงินเดือนสุทธิหลังจากหักชำระหนี้แล้วเหลือน้อยกว่าร้อยละ ๓๐ ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบข้อ ๗ ที่กำหนดว่า การจะให้ส่วนราชการหักเงิน ณ ที่จ่ายเพื่อชำระหนี้เงินกู้นั้น จะต้องมีเงินเดือนสุทธิหลังจากหักชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าอัตราร้อยละ ๓๐ ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2555

ศาลปกครองกลางพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ภายหลังจากที่ได้มีการออกระเบียบแล้ว สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เสนอให้ออกระเบียบ ได้มีหนังสือลงวันที่ 31 มกราคม 2551 แจ้งเวียนระเบียบให้หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการทราบ แต่กลับปรากฏว่าศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รวมทั้งหัวหน้าสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการยังคงหักเงินเดือนและเงินบำนาญของผู้ฟ้องคดีแต่ละรายไม่เป็นไปตามระเบียบ

ทำให้ผู้ฟ้องคดีแต่ละรายมีเงินเหลือสุทธิหลังจากหักชำระหนี้แล้วน้อยกว่าอัตราร้อยละ 30 กับทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและปลัดกระทรวงศึกษาธิการยังรับต่อศาลว่า ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นของผู้ฟ้องคดีแต่ละราย ได้มีการออกหนังสือรับรองเงินเดือนหรือเงินบำเหน็จบำนาญและรายการหักเงิน ณ ที่จ่ายย้อนหลังให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่ละราย เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการยื่นคำขอกู้เงินสหกรณ์และกู้เงินสวัสดิการภายในของส่วนราชการที่มีการทำความตกลงกับสถาบันการเงิน หรือบริษัทต่างๆ ได้ โดยที่ผู้บังคับบัญชารวมทั้งหัวหน้าส่วนราชการผู้เบิก ไม่ได้คำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามระเบียบฯ ข้อ 6 และข้อ 7 แต่อย่างใด

พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นถึงการที่ผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดีแต่ละราย ละเลยต่อการปฏิบัติตามระเบียบฯ และการละเลยกระทำการเช่นนี้ ย่อมเป็นการส่งเสริมให้ข้าราชการในสังกัดเป็นหนี้สินเพิ่มมากขึ้นโดยไม่มีวันจบสิ้น ซึ่งขัดกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่มุ่งเน้นแนวทางการปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับให้ดำเนินไปในทางสายกลาง มีความพอเพียงในการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้คนไทยสามารถพึ่งตนเองและดำเนินชีวิตไปได้อย่างมีศักดิ์ศรี ภายใต้อำนาจและความมีอิสระในการควบคุมและจัดการปัญหาด้วยตนเอง

จึงรับฟังได้ว่า ศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รวมทั้งหัวหน้าสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติตามระเบียบ ต่างให้การรับต่อศาลว่า มิได้มีการตรวจสอบหรือดำเนินการเพื่อให้มีการปฏิบัติตามระเบียบแต่อย่างใด

จึงรับฟังได้เช่นกันว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ในการกำกับดูแลและดำเนินการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาถือปฏิบัติตามระเบียบ

ศาลปกครองกลางจึงพิพากษาให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมดูแลหรือสั่งการให้หน่วยงานในสังกัด ดำเนินการหักเงินเดือนหรือเงินบำเหน็จบำนาญให้เป็นไปตามระเบียบฯ กับให้ศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รวมทั้งหัวหน้าสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการหักเงินเดือนหรือเงินบำเหน็จบำนาญให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของระเบียบฯ โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด