ผู้สูงอายุยังสามารถลงทะเบียน “ชิมช้อปใช้ เฟส 3” ได้

ประเด็นน่าสนใจ

  • มาตรการ “ชิมช้อปใช้ เฟส 3” รอบประชาชนทั่วไปมีผู้ลงทะเบียนครบจำนวนแล้ว
  • รอบผู้สูงอายุยังสามารถลงทะเบียนได้

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า มาตรการ “ชิมช้อปใช้ เฟส 3” ได้เปิดให้ลงทะเบียนสำหรับประชาชนทั่วไปเมื่อวันที่ 14 – 16 พฤศจิกายน 2562 มีผู้ลงทะเบียนครบ 1.5 ล้านรายแล้ว

และเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 ที่เป็นการเปิดลงทะเบียนรอบพิเศษสำหรับผู้มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีผู้ลงทะเบียนแล้ว 90,175 ราย

ซึ่งผู้สูงอายุที่สนใจเข้าร่วมมาตรการยังสามารถลงทะเบียนได้ต่อเนื่องทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00 – 18.00 น.

กระทรวงการคลังจะประเมินความเหมาะสมในการยุติการลงทะเบียนอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้สูงอายุที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ครบทุกคน และสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่สามารถลงทะเบียนด้วยตนเองได้ ทางธนาคารกรุงไทยมีบริการอำนวยความสะดวกช่วยลงทะเบียน โดยสามารถติดต่อได้ที่สาขาของธนาคารกรุงไทยที่อยู่ใกล้บ้าน

สำหรับการใช้จ่ายของประชาชนตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน จนถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 พบว่า เป็นไปตามที่กระทรวงการคลังคาดหมายไว้ กล่าวคือ

มีผู้เริ่มใช้สิทธิ์จำนวน 11,738,468 ราย มีการใช้จ่ายรวม 13,117 ล้านบาท เป็นการใช้จ่ายจาก g-Wallet ช่อง 1 จำนวน 11,569 ล้านบาท

สำหรับ g-Wallet ช่อง 2 มีผู้เริ่มใช้สิทธิ์จำนวน 117,859 ราย มียอดการใช้จ่ายรวม 1,548 ล้านบาท หรือเฉลี่ยรายละประมาณ 13,134 บาท โดยเพิ่มขึ้นวันละกว่า 100 ล้านบาท ในช่วงที่ผ่านมา

โฆษกกระทรวงการคลังได้กล่าวว่า มาตรการ “ชิมช้อปใช้ เฟส 3” ได้มีการปรับปรุงเงื่อนไข การใช้จ่ายผ่าน g-Wallet ช่อง 2 ให้สะดวกมากขึ้น

โดยสามารถใช้จ่ายได้ทุกจังหวัดรวมทั้งจังหวัดตามทะเบียนบ้าน และขยายระยะเวลาสิ้นสุดมาตรการไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2563 ซึ่งรวมถึงผู้ได้รับสิทธิ์เดิมด้วย และการใช้จ่ายผ่าน g-Wallet ช่อง 2 จะได้รับเงินคืน

โดยไม่ต้องรอจนถึงสิ้นสุดโครงการ กล่าวคือ ตั้งแต่เริ่มมาตรการจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2562 จะได้รับเงินชดเชยในเดือนธันวาคม 2562 สำหรับการใช้จ่ายในเดือนธันวาคม 2562 และมกราคม 2563 จะได้รับเงินชดเชยในเดือนมกราคม 2563 และกุมภาพันธ์ 2563 ตามลำดับ ทั้งนี้ ร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมมาตรการสามารถสมัครได้ที่กรมบัญชีกลางและสำนักงานคลังจังหวัดทั่วประเทศจนถึงวันที่ 15 มกราคม 2563

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

  • ข้อมูลมาตรการ : สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร 02 2739020 ต่อ 3523 3508
  • การรับสมัครร้านค้า : กรมบัญชีกลาง โทร 02 2706400 ต่อ 7
  • App “เป๋าตัง” : ธนาคารกรุงไทย โทร 02 1111144
  • ข้อมูลเที่ยวชิมช้อปใช้ : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โทร 1672

อนุทิน โพสต์FB “ฉุกคิดสักนิด ก่อนตัดงบห้องฉุกเฉิน”

ประเด็นน่าสนใจ

  • อนุทินขอความสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน สนับสนุนงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข
  • เผยในปีงบประมาณ 2563 ได้เสนอจัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพห้องฉุกเฉินทั้งระบบในโรงพยาบาลศูนย์ ต้องใช้งบประมาณ 492,733,800 บาท

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า

ฉุกคิดสักนิด ก่อนตัดงบห้องฉุกเฉิน ผมได้เซ็นหนังสือเสนอของบประมาณเพิ่มเติมของกระทรวงสาธารณสุข กรณีมีการแปรญัตติ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ซึ่งกำลังพิจารณากันในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ ของสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)

เรื่องหลักๆ คือ ขอเพิ่มเติมงบประมาณก่อสร้าง ต่อเติม ขยายอาคารผู้ป่วย เพื่อรองรับผู้ป่วยได้เพิ่มขึ้น เครื่องมือแพทย์ให้บริการประชาชนได้ดีขึ้น ทันสมัยขึ้น และระบบกำจัดขยะ ระบบบำบัดน้ำเสียของโรงพยาบาล ซึ่งต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

ผมพิจารณากลั่นกรองหลายรอบแล้ว เห็นว่า เรื่องที่เสนอของบประมาณเพิ่มเติมทุกเรื่องเป็นเรื่องที่จำเป็น และต้องได้รับงบประมาณ จึงจะดูแลประชาชนให้ได้รับการรักษาพยาบาลที่ดีขึ้นได้

จึงอยากจะขอความกรุณาท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ได้โปรดให้การสนับสนุนงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขตามที่เสนอให้ท่านพิจารณาด้วย

เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่อยากจะกราบขอร้องทุกท่านช่วยกันพิจารณาสนับสนุนเป็นพิเศษ ก็คือ เรื่องการพัฒนาศักยภาพการทำงานของห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาล

ทั้งด้านการบริการจัดการพื้นที่รองรับผู้ป่วย พื้นที่ญาติ การจัดหาเครื่องมือแพทย์ที่ต้องช่วยเหลือผู้ป่วยในสถานการณ์วิกฤติ และค่าตอบแทนแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ และบุคลากรทางการแพทย์ตามความเหมาะสม

ในปีงบประมาณ 2563 ได้เสนอจัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพห้องฉุกเฉินทั้งระบบในโรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลทั่วไป รวม 39 แห่ง

ต้องใช้งบประมาณ 492,733,800 บาท อันที่จริงอยากจะทำมากกว่านี้ แต่ติดขัดเรื่องงบประมาณ และเข้าใจความจำเป็นของทุกหน่วยงาน เราจึงขอเพียงเท่านี้ก่อน

ซึ่งประมาณการว่า น่าจะพัฒนาการทำงานของห้องฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ ช่วยเหลือผู้ป่วยได้ดีขึ้น และป้องกันเหตุทะเลาะวิวาท ในห้องฉุกเฉินได้ ขอความกรุณาทุกท่านช่วยกันสนับสนุนเพื่อการดูแลรักษาชีวิตของประชาชนทุกท่านที่มาถึงห้องฉุกเฉิน

ฉุกคิดสักนิด ก่อนตัดงบห้องฉุกเฉิน 🙏……….เมื่อวานนี้ ผมได้เซ็นหนังสือเสนอของบประมาณเพิ่มเติม…

โพสต์โดย อนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2019

ดราม่า ‘ผ้าอนามัย’ ปัญหาค่าครองชีพสูง

ประเด็นน่าสนใจ

  • ในโลกออนไลน์มีการถกเถียงประเด็น ‘ผ้าอนามัย’ ของผู้หญิง เป็นสิ่งที่สิ้นเปลืองหรือไม่
  • ชาวเน็ตส่วนใหญ่มองว่า เป็นเรื่องธรรมดาและเป็นสิ่งจำเป็นของผู้หญิง
  • ขณะที่ผลสำรวจจากต่างประเทศ พบว่า ในบางประเทศที่ยากจน ผู้หญิงต้องใช้กระดาษทิชชูแทนผ้าอนามัย

จากกรณีที่มีผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งได้ทวีตข้อความระบุว่า “อยู่ในกทม.ด้วยเงินเดือน 15,000 ได้ กดเข้าไปดู อ๋อ เป็นผู้ชาย ไม่ต้องจ่ายค่าผ้าอนามัย” ทำให้ชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นอย่างมาก จนกลายเป็นประเด็นว่า ผ้าอนามัยสำหรับผู้หญิง คือ สิ่งที่ต้องใช้จ่ายแต่หลีกเลี่ยงไม่ได้

หลังจากประเด็นนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีคนเข้าไปแชร์และแสดงความคิดเห็นถกเถียงกันว่าความจริงแล้ว ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการมีประจำเดือนนั้นสิ้นเปลืองหรือไม่ บางคนก็บอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาและสิ่งจำเป็นสำหรับผู้หญิง บางคนก็บอกว่าราคาผ้าอนามัยยังถูกกว่าราคาชาไข่มุก หรือบางคนก็มองว่าสิ้นเปลืองเพราะเวลามีประจำเดือนนอกจากจะต้องซื้อผ้าอนามัยแล้ว อาจจะมีเรื่องอาการปวดท้อง ที่ต้องซื้อยามากินหรือไปหาหมอ หรือบางคนรักสวยรักงามเวลาเป็นประจำเดือนก็มีสิวขึ้น จำเป็นต้องเสียเงินดูแลผิวหน้าอีก

สำหรับประเทศไทย ผ้าอนามัย ของใช้จำเป็นสำหรับผู้หญิง แต่ปัจจุบัน ถูกจัดอยู่ในหมวด ‘เครื่องสำอาง’ ซึ่งถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย จึงทำให้ผ้าอนามัยมีราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น สร้างภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้หญิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อย นักเรียน นักศึกษา

ขณะที่บางประเทศในแถบเอเชียอนุญาตให้ผู้หญิงลาหยุดได้ถ้าปวดประจำเดือน โดยไม่นับรวมกับวันลาปกติ ซึ่งหากมองค่าใช้จ่ายเเล้ว ผู้หญิงจะเริ่มมีประจำเดือน โดยเฉลี่ยตอนอายุ 10-11 ปี และมีประจำเดือนต่อเนื่องไปจนถึงอายุประมาณ 49 ปี หากคำนวนแล้วจะพบว่าในแต่ละรอบเดือน ผู้หญิงมีประจำเดือน 4-5 วัน ใช้ผ้าอนามัยวันละ 5 แผ่น คิดเป็น 25 แผ่นต่อเดือน หรือ 300 แผ่นต่อปี

ซึ่งผู้หญิงแต่ละคนต้องใช้ผ้าอนามัยตลอดช่วงวัยเจริญพันธุ์ถึง 12,000 แผ่น ถ้าราคาเฉลี่ยผ้าอนามัยตกแผ่นละ 3-4 บาท หมายความว่าตลอดชีวิตผู้หญิงจะเสียค่าผ้าอนามัยประมาณ 50,000 บาท แต่หากในบางประเทศที่ค่าครองชีพสูง ตลอดชีวิตของผู้หญิงจะต้องเสียค่าผ้าอนามัยมากกว่า 200,000 บาท เช่นกัน

ขณะที่สื่ออย่าง บีบีซี ได้เปิดผลสำรวจในปี 2018 ขององค์กรการกุศลแพลนอินเตอร์เนชั่นแนล (Plan International) พบว่า ในประเทศยากจน พบว่า 40% ของผู้หญิงอายุต่ำกว่า 21 ปี ใช้กระดาษทิชชูแทน ไม่ว่าเป็นการนำทิชชูทั้งม้วนมาพันรอบกางเกงชั้นใน หรือการนำเทปกาวมาติดกระดาษทิชชูในกางเกงใน นอกจากนี้วัตถุทดแทนยอดนิยมอันดับสองคือ ถุงเท้า เศษผ้าหรือเสื้อเก่า แต่ เมื่อไม่มีทางเลือก ทางแก้ของพวกเธอคือ ใส่กางเกงในหลายชั้น