ไทยติดอันดับ 6 ด้านความมั่นคงด้านสุขภาพโลก จากทั้งหมด 195 ประเทศ

ประเด็นน่าสนใจ

  • ประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งด้านความมั่นคงด้านสุขภาพ (Health security) เป็นอันดับที่ 6 จากทั้งหมด 195 ประเทศ
  • เป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศเดียวที่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับ ท็อปเท็นของโลก อันดับที่ 1 ในเอเชีย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ (John Hopkins University และ Nuclear Threat Initiative) ได้นำเสนอผลการวิจัยระดับความเข้มแข็งด้านความมั่นคงด้านสุขภาพ (Health Security) ของทุกประเทศทั่วโลก

ในการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนวาระความมั่นคงด้านสุขภาพโลก (Global Health Security Agenda (GHSA) Steering Group Meeting) ณ สำนักงานคณะผู้แทนถาวรราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำสหภาพยุโรป กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งด้านความมั่นคงด้านสุขภาพเป็นอันดับที่ 6 จากทั้งหมด 195 ประเทศ เป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศเดียวที่ถูกจัดให้อยู่ใน 10 อันดับสูงสุด (Top 10) ของโลก

และเป็นอันดับ 1 ในเอเชียด้วยคะแนน 73.2 จาก 100 คะแนน ทำให้ได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศที่มีความพร้อมในการรับมือต่อการระบาดของโรคมากที่สุด ซึ่งมีเพียง 13 ประเทศทั่วโลกเท่านั้น นับเป็นความภาคภูมิใจของไทยเป็นอย่างมากที่มีระบบการป้องกันและควบคุมโรคที่เข้มแข็งเป็นที่ยอมรับในระดับโลก

นายอนุทินกล่าวต่อว่า การประชุมครั้งนี้ ได้มอบหมายให้นายแพทย์สุระ วิเศษศักดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม

ซึ่งมีวาระการประชุมที่สำคัญคือการกำหนดบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของคณะทำงานขับเคลื่อนวาระความความมั่นคงด้านสุขภาพโลกเพื่อให้บรรลุเป้าหมายแผนการดำเนินงาน 5 ปีของวาระความมั่นคงด้านสุขภาพโลก (พ.ศ. 2562- 2567)

โดยที่ประชุมฯ มีมติเห็นชอบให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับรัฐมนตรีของ GHSA ในปี 2563 และเป็นประธานคณะทำงานขับเคลื่อน GHSA ในปี 2564 ซึ่ง GHSA เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2557 เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังโรคระบาดให้เข้มแข็งผ่านยุทธศาสตร์การป้องกัน การเฝ้าระวังและการตอบโต้โรคที่มีประสิทธิภาพ ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 60 ประเทศ

ทั้งนี้ 10 อันดับประเทศที่มีความเข้มแข็งด้านความมั่นคงด้านสุขภาพ (Health security) อันดับ 1 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 83.5 คะแนน 2. สหราชอาณาจักร 77.9 คะแนน 3. เนเธอร์แลนด์ 75.6 คะแนน 4. ออสเตรเลีย 75.5 คะแนน 5. แคนาดา 75.3 คะแนน

6. ไทย 73.2 คะแนน 7. สวีเดน 72.1 คะแนน 8. เดนมาร์ก 70.4 คะแนน 9. เกาหลีใต้ 70.2 คะแนน 10.ฟินแลนด์ 68.7 คะแนน

โดยการจัดอันดับนี้วัดจาก 6 ด้าน ได้แก่

1.การป้องกันโรค

2.ความสามารถในการตรวจจับโรคและรายงานที่รวดเร็ว

3.การตอบโต้ที่รวดเร็ว

4.มีระบบสุขภาพที่เข้มแข็ง

5.มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพของประเทศ มีแผนงบประมาณด้านป้องกันควบคุมโรคและดำเนินงานตามแนวปฏิบัติสากล

และ 6.มีความเสี่ยงต่อภัยคุกคามด้านชีวภาพต่ำ

โดยมีคะแนนเฉลี่ยของโลกเท่ากับ 40.2 จาก 100 คะแนน ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญให้กับคณะทำงานขับเคลื่อน GHSA ในการวางแผนสนับสนุนการสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพโลกของประเทศสมาชิกให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น

จักรพรรดิญี่ปุ่นประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขั้นตอนสุดท้าย (ชมภาพ)

ประเด็นน่าสนใจ

  • สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะดำเนินพิธีกรรม “ไดโจไซ”พิธีขั้นตอนสุดท้าย ที่สำคัญที่สุดของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
  • เทศกาลนี้เป็นการขอบคุณพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งจะดำเนินการถึงช่วงหัวค่ำของวันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน

สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ แห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น ทรงประกอบพิธี “ไดโจไซ” พระราชพิธีบรมราชาภิเษกขั้นตอนสุดท้าย เพื่อแสดงความเคารพต่ออะมาเตระสุ โอมิกามิ เทพีแห่งสุริยะ ซึ่งเป็นเทพเจ้าในศาสนาชินโต ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นบรรพบุรุษของจักรพรรดิญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่า พิธีดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนอยู่ดีกินดีอีกด้วย

ทั้งนี้รายงานระบุว่า พิธีดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นในเวลา 19.00 น. ของวันที่ 14 พ.ย.ตามเวลาท้องถิ่น โดยสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ ทรงฉลองพระองค์ตามประเพณีโบราณด้วยชุดทิพย์บริสุทธิ์สีขาว เสด็จเข้าไปในพระตำหนักที่สร้างขึ้นใหม่เป็นพิเศษรายล้อมด้วยคบเพลิง ก่อนเข้าไปหลังม่านสีขาว ส่วนจักรพรรดินีมาซาโกะในชุดโบราณทิพย์สีขาวเป็นทางยาว แต่ไม่ได้ตามเสด็จเข้าไปด้วย โดยพระราชพิธีนี้ได้เสร็จสิ้นในเวลา 03.00 น. ของวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา

ไดโจไซ (Daijosai) เป็นกระบวนการที่ลึกลับ และมีกระบวนการยาวนาน รวมถึงยังใช้งบประมาณมากที่สุด จึงเป็นขั้นตอนในงานพระราชพิธีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดด้วย นอกจากนี้มีการฟ้องร้องจากกลุ่มที่เห็นว่าการที่รัฐบาลใช้งบประมาณมากมายมหาศาล ถึง 2,700 ล้านเยน หรือราว 750 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญที่แยกระหว่างศาสนากับรัฐ

อย่างไรก็ตาม พิธีไดโจไซเป็นสัญลักษณ์แสดงความผูกพันระหว่างเทพีแห่งดวงอาทิตย์กับทายาทของพระนางคือจักรพรรดิญี่ปุ่นทุกพระองค์ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงความอุดมสมบูรณ์ของรัชกาลใหม่

เปิดปม!! มรดกเลือดที่ดินกว่า 3 พันไร่ ฉนวนเหตุลั่นไกในศาล

ประเด็นน่าสนใจ

  • เกิดเหตุยิงกันภายในศาลจังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา
  • เดิมที่ดิน 3,800 ไร่ เดิมเป็นของ ‘สมพล โกศลานันท์’ ต่อมามีการขายต่อให้กับทางมูลนิธิฯ
  • นายบุญช่วย ชนะคดีได้รับเป็นผู้ครอบครองที่ดินดังกล่าว
  • มีการฟ้องกลับทางทายาท ซึ่งมี พล.ต.ต. เป็นจำเลยด้วย
  • คดีฟ้องเท็จ ที่มีนายบุญช่วยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนั้น จะตัดสินในวันที่ 18 ธ.ค.นี้

จากกรณีเหตุยิงกันภายในศาลจังหวัดจันทบุรี บริเวณหน้าบังลังค์ศาลฯ ในคดีแพ่งฟ้องแพ่งที่ดินกันมานานกว่า​ 10 ปี ผู้ก่อเหตุคือ พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ อายุ 67 ปี ใช้อาวุธปืน ยิงคู่กรณี​บาดเจ็บ​ 4​ ราย กระทั่งนายธนากร ธีรวโรดม เสมียนทนาย ยิงสวนผู้ที่ก่อเหตุจนบาดเจ็บ โดยจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย คือ นายบัญชา ปรมีคณาภรณ์ นายวิจัย สุขรมย์ และ พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์

ฉนวนเหตุ… ก่อนลั่นไกหน้าบัลลังก์ศาลจังหวัดจันทบุรี

ต้นเรื่องของเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็คือ เรื่องของที่ดิน โดยมีการฟ้องร้องกันก่อนต่อเนื่องออกมาเป็น 10 คดีนั้น ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังโรงเรียนบ้านตาเลียว ตำบลเขาแก้ว อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นที่ดินส่วนหนึ่ง ที่ได้รับการแบ่งมาจากที่ดินจำนวน 3,800 ไร่ ที่กำลังถูกพูดถึง ซึ่งก็พบผู้อำนวยการโรงเรียน และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่พิพาทกันอยู่ ด้วย

ซึ่งทาง ผอ. ได้พาทีมข่าวไปดูพื้นที่ดิน ซึ่งเป็นสวนยางพาราของบริษัท จิตภาวัน ที่นายบุญช่วย เจริญสถาพร อายุ 78 ปี เป็นผู้ดูแลอยู่ แต่ก็ไม่สามารถให้ข้อมูลใดๆได้และเอกสารการครอบครองที่ดินอยู่ที่กรมธนารักษ์ จึงไม่ทราบข้อมูลที่แท้จริง

จากนั้นผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อไปที่นายบุญช่วย น้องชายของอดีต “พระกิตติวุฑโฒ” ผู้ดูแลที่ดิน 3,800 ไร่ เพื่อสอบถามถึงสาเหตุที่ไม่ได้เดินทางไปศาลจังหวัดจันทบุรีในวันเกิดเหตุยิงกัน

นายบุญช่วยบอกว่า วันนั้นตนอยู่ดูแลสวนดูแลไร่ เนื่องจากเรื่องราวทั้งหมดได้มอบหมายให้ทนายเป็นผู้จัดการแทนทั้งหมดแล้ว และมองว่าไม่มีประโยชน์ที่จะเดินทางไปฟังการโต้เถียงกัน และก็ไม่ได้ไป มา3-4 ครั้งแล้ว เพราะเรื่องความขัดแย้งที่ดินทั้งหมดนั้น จบลงศาลฎีกาแล้ว อีกฝ่ายได้แพ้คดีไปแล้ว และตนไม่ขอให้ข้อมูลอะไรอื่น ๆ ส่วนผู้เสียชีวิตทั้งหมดในคดีนี้ ทางญาติได้นำกลับบำเพ็ญกุศลแล้ว

ที่ดิน 3,800 ไร่ เดิมเป็นของ ‘สมพล โกศลานันท์’

ที่ดินจำนวน 86 แปลง 3,800 ไร่ ใน จ.จันทบุรี เดิมนั้นเป็นของนายสมพล โกศลานันท์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นตาของ น.ส.เขมจิรา บัณฑูรนิพิท อดีตภรรยาของ พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ ผู้ก่อเหตุยิงภายในห้องพิจารณาคดี ศาลจังหวัดจันทบุรี

โดยในปี 2515 นายสมพล เจ้าของที่ดั้งเดิม ได้ตกลงขายที่ดินดังกล่าวให้กับ ‘พระกิตติวุฑโฒภิกขุ’ ในนามมูลนิธิอธิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย ซึ่งได้เรี่ยไรเงินจากชาวบ้านมาซื้อ โดยที่ดินมีมูลค่า 12 ล้านบาท (ราคาที่ดิน ณ ขณะนั้น) โดยมีการจ่ายงวดแรก 8 ล้านบาท และจำนวนเงินที่เหลือเป็นการผ่อนชำระ

ต่อมานายสมพล เสียชีวิต และพระกิตติวุฑโฒภิกขุ ได้มรณภาพ โดยที่ดินยังเป็นชื่อของนายสมพล เนื่องจากทางมูลนิธิฯ ยังผ่อนชำระไม่ครบตามจำนวนที่ตกลงกัน กระทั่งนายบุญช่วย เจริญสถาพร ซึ่งเป็นน้องชายของพระกิตติวุฑโฒภิกขุ มีตำแหน่งเป็นกรรมการวัด ได้ระบุเป็นผู้ครอบครองที่ดินดังกล่าว

นายบุญช่วยฟ้องร้อง ทายาทฝั่งนายสมพล

ภายหลังนายบุญช่วย เจริญสถาพร ได้ระบุว่าเป็นครอบครองที่ดินดังกล่าว ได้มีการฟ้องร้องกับทางทายาทของนายสมพล เนื่องจากมีการซื้อที่ดินมาแล้ว แต่ไม่ยอมโอนที่ดินให้

โดย ณ ขณะนั้น นายเรวัติ ลูกชายคนโตของนายสมพล มีปัญหาเรื่องสุขภาพ โรครุมเร้า จึงไม่ได้มีการต่อสู้คดี และมีการตกลงทำหนังสือสัญญายินยอม ให้นายบุญช่วย สามารถเข้าทำประโยชน์พื้นที่ ในดินที่ดังกล่าวได้

ต่อมานายบุญช่วย ได้ไปติดต่อกับทางกรมที่ดินเพื่อขอโอนชื่อผู้ครอบครองที่ดิน ซึ่งทางกรมที่ดินไม่สามารถโอนชื่อให้ได้ เนื่องจากนายเรวัติ ไม่ใช้ผู้จัดการมรดก และการโอนที่ดินต้องได้รับการยินยอมจากทายาททั้งหมด ซึ่งมีจำนวน 6 คน

การต่อสู้ยื้อแย่งที่ดิน 3,800 ไร่ ตกมาสู่รุ่นหลาน

น.ส.เขมจิรา บัณฑูรนิพิท ซึ่งเป็นหลานของนายสมพล โกศลานันท์ ได้เดินหน้าฟ้องร้องแทนแม่ของตัวเอง โดยดึงอดีตสามี (พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์) มาช่วยเหลือเรื่องการฟ้องร้อง เนื่องจากการโอนที่ดินในครั้งแรก น.ส.เขมจิรา ระบุว่า นายบุญช่วย ได้แถลงเท็จต่อศาล ว่านายสมพล มีบุตรเพียง 3 คนเท่านั้น แต่ความจริงแล้วมี 6 คน

โดยในทางคดีมีการต่อสู้จนถึงที่สุดในชั้นศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ที่ดินดังกล่าวตกเป็นของนายบุญช่วย โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากผู้ฟ้องร้องไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีสิทธิ์ในการยื่นฟ้อง

ต่อมานายบุญช่วย ได้ฟ้องกลับ น.ส.เขมจิรา และ พล.ต.ต.ธารินทร์ ในฐานะจำเลย ทั้งทางแพ่งและทางอาญา ฐานฟ้องเท็จ โดยศาลจังหวัดจันทบุรี นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 18 ธ.ค.62 เกิดมาเกิดเหตุสลดเสียก่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เหตุยิงกันภายในศาลจังหวัดจันทบุรี ล่าสุด เสียชีวิต 3 บาดเจ็บ 2

รวบ ‘เสมียนทนาย’ ยิงสวนอดีตนายตำรวจคลั่ง ในศาลจังหวัดจันทบุรี

ตำรวจยังไม่สรุป!! ปมเสมียนทนายแย่งปืน หรือ ตำรวจศาลยื่นให้

ตร.ให้ประกัน ‘เสมียนทนาย’ ปลิดชีพ พล.ต.ต. กราดยิงในศาล