สภาเมืองเวนิสถูกน้ำท่วมทันทีหลังจากปฏิเสธมาตรการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ประเด็นน่าสนใจ

  • ในเมืองเวนิส เมืองซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในอิตาลี ถูกน้ำท่วมครั้งใหญ่ ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ถือว่าหนักที่สุดในรอบ 50 ปี
  • มีการพูดถึงการประชุมสภาระดับภูมิภาคของเวเนโต ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเวนิส ถูกน้ำท่วมในเวลาเพียง 2 นาที หลังจากสภามีมติปฏิเสธมาตรการในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • เหตุน้ำท่วมที่ประชุมสภาระดับภูมิภาคของเวเนโตถือเป็นเหตุน้ำท่วมครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้

สถานการณ์น้ำท่วมในเมืองเวนิสของอิตาลี ซึ่งระดับความรุนแรงยังคงไม่ลดลง เดอะ โลคอล สื่อสวีเดน ที่รายงานข่าวสถานการณ์ประเทศในยุโรป ระบุว่า มีไซเรน สัญญาณแจ้งเตือนระดับน้ำท่วมสูงขึ้นในเมืองเวนิส ขณะที่รัฐบาลอิตาลีเตรียมใช้มาตรการฉุกเฉินรับมือเหตุน้ำท่วม โดยไซเรนแจ้งเตือน หมายถึงระดับน้ำที่คาดว่าจะเพิ่มสูงเกิน 130 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระดับที่มากพอจะทำให้เมืองเวนิสเกิดน้ำท่วมซ้ำอีกครั้ง

เมื่อคืนวันอังคารที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาระดับภูมิภาคของเวเนโต ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเวนิส ถูกน้ำท่วมเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากสภามีมติปฏิเสธมาตรการในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดสรรงบประมาณในปี 2020 ซึ่งรายละเอียดในมาตรการนี้ จะมีการสนับสนุนแหล่งเงินทุนทดแทนรถโดยสารที่ใช้น้ำมันประเภทดีเซล เพื่อลดประมาณมลพิษในอากาศ

นอกจากนี้รายงานจากซีเอ็นเอ็นระบุว่า หลังจากฝ่ายพรรคฟอร์ซาอิตาเลียปฏิเสธการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพียง 2 นาที ก็มีมวลน้ำหลั่งไหล ทะลักเข้ามาภายในที่ประชุมสภาดังกล่าวในทันที โดยจากคำบอกเล่าของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ระบุว่า ไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เตรียมประเมินขอบเขตความเสียหายในสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมหลายแห่งของเมืองเวนิส อาทิ โบสถ์บาซิลิกา จัตุรัสเซนต์มาร์ก ซึ่งมีน้ำท่วมขังในบริเวณห้องเก็บศพใต้ดิน โดยนายกเทศมนตรีเวนิส ระบุว่า เหตุน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้อาจทำให้เสียหายทางเศรษฐกิจสูงหลายร้อยล้านยูโร

ที่มา cnn.com

5 หนังไทยไสยศาสตร์ที่หลอนขนหัวลุก

ประเด็นน่าสนใจ

  • ถ้าจะให้พูดถึงแนวหนังที่เป็นที่นิยมอันดับต้นๆในวงการภาพยนตร์ไทย หนังที่เล่นกับเรื่องราวของความเชื่อ สิ่งลี้ลับ คุณไสย สิ่งเหนือธรรมชาติ และพิธีกรรมที่เล่นกับความเป็นความตายของคน จะเป็นหนังอีกหนึ่งประเภทที่ถูกสร้างและผลิตมาให้เราได้ชมกันอยู่เสมอๆ ซึ่งมีทั้งที่ทำเงินอย่างถล่มทลาย และบางเรื่องก็หายไปจากความทรงจำของผู้ชมอย่างรวดเร็ว

ภาพยนตร์ไทยในแนวที่เล่นกับเรื่องความเชื่อ สิ่งลี้ลับ เรื่องเหนือธรรมชาติ กลายเป็นอีกหนึ่งแนวทางของการสร้างภาพยนตร์ที่อยู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน หลายต่อเรื่องหลายเรื่อง สร้างกระแส กวาดรายได้ คว้ารางวัล บางเรื่องโดนคำวิจารณ์ รายได้ไม่เข้าเป้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะถูกทำให้กลายเป็นสิ่งที่ผู้สร้างจะเข็ดหลาบ เพราะสุดท้าย มันก็เป็นหนังอีกแนวทางที่ได้รับผลตอบรับจากผู้ชมเสมอๆ คละเคล้ากันไปตามแต่ช่วงเวลาของการออกฉาย

มาในวันนี้ เราจึงขอเป็นกระบอกเสียงที่จะพาคอหนังทุกท่าน ไปสอดส่องดูว่าหนังไทยเรื่องไหนบ้าง ที่ใช้เรื่องราวเหนือธรรมชาติ คาถามนต์ดำ ไสยศาสตร์ มาทำให้ผู้ชมได้ขนหัวลุกกับความหลอน และเรื่องราวที่เปิดประตูสู่อีกด้านของมนุษย์

ลองของ (2548)

ลองของ เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่โชว์ศักยภาพของการเป็นนักแสดงของมะหมี่ นภคปภา ได้อย่างสุดยอดอีกเรื่องหนึ่ง ในเรื่องนี้ เธอรับบทเป็นครูพนอ ที่มีเรื่องราวในอดีตที่มืดดำซ่อนอยู่และมันถูกเปิดเผยออกมาด้วยอดีตนักเรียนกลุ่มหนึ่งที่เธอเคยสอน และแน่นอนว่าการเปิดเผยดังกล่าวทำให้หลายชีวิตต้องพบกับจุดจบที่น่าสะพรึงกลัว ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ อยู่ตรงที่การเล่นกับความทรงจำ บทบาทหน้าที่ความเป็นครูกับลูกศิษย์ ที่ผสมผสานกับเรื่องราวของความหลงใหล สิ่งเหนือธรรมชาติ และพิธีกรรมที่ทำให้คนๆหนึ่งนำมาใช้สำหรับการล้างแค้นอย่างสยดสยอง อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้มะหมี่ นภคปภา กลายเป็นนางเอกภาพยนตร์ที่แสดงฝีมือได้อย่างร้ายกาจ เต็มไปด้วยความลึกลับ การแสดงที่สอดคล้องกับบรรยากาศที่ชวนไม่น่าไว้วางใจ และเรื่องราวที่เข้มข้น ส่งผลให้หนังเรื่องนี้ กลายเป็นหนังที่หลายคนยังคงพูดถึงอยู่เสมอๆ เมื่อนึกถึงหนังในแนวนี้

สี่แพร่ง : ตอน ยันต์สั่งตาย (2551)

หลังจากแจ้งเกิดจากการกำกับหนังเรื่อง บอดี้ ศพ19 ในปี พ.ศ.2550 ปวีณ ภูริจิตปัญญา ก็กลับมาอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่องสี่แพร่ง ตอน ยันต์สั่งตาย ที่แสดงโดยสายป่าน อภิญญาและบอล วิทวัส โดยภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างมาจากการ์ตูนสุดหลอนของ เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์  เรื่องราวเกิดขึ้นและพบเห็นได้ตามข่าวตามสื่อต่างๆมากมายในประเทศนี้ เมื่อเกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งกับฝ่ายตรงข้ามที่ยังมีความหัวร้อนและไม่มีการยับยั้งชั่งใจ แต่มันจะไม่ได้จบลงแค่ตรงนั้นถ้าอีกฝ่ายไม่ได้มีเบื้องหลังเป็นลูกของหมอผีที่สามารถสร้างยันต์ที่ชื่อว่า “ยันต์สั่งตาย” ขึ้นมาเพื่อชำระแค้นกลุ่มวัยรุ่น ความน่าสนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ วิธีการต่างๆที่นำมาซึ่งความตายหลังจากที่ได้มองไปที่ยันต์ ซึ่งแต่ละวิธีต้องบอกเลยว่าสร้างความหวาดเสียวชวนขนหัวลุกด้วยกันทั้งสิ้น และแน่นอน เมื่อความตายมาพร้อมกับการชำระแค้น การพยายามหนีต้องแข่งกับเวลา ทำให้เรื่องราวในหนังตื่นเต้นเป็นทวีคูณจนทำเอาคนดูแทบจะลืมหายใจเลยทีเดียว

ผีสามบาท : ตอน น้ำมันพราย (2544)

น้ำมันพราย ภาพยนต์ 1 ใน 3 องค์จากภาพยนตร์เรื่องผีสามบาท ที่เล่นประเด็นไสยศาสตร์กับความใคร่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ถ้าจะให้พูดถึงคุณไสยที่คนไทยคุ้นเคย ชื่อของ น้ำมันพราย เป็นชื่อคุณไสยอันดับต้นๆที่หลายคนนึกถึง และเมื่อมันมาผนวกรวมเข้ากับเรื่องราวที่ชื่อว่า แพน ซึ่งดำเนินชีวิตด้วยตัวคนเดียวท่ามกลางบรรยากาศที่แสนอึดอัดและผู้คนมากหน้าหลายตาในเมืองหลวง ทำให้เธอต้องการเรียกร้องบางอย่างจากผู้ชายที่เข้ามาหาเธอ แน่นอนว่าการเรียกร้องดังกล่าวไม่ได้ใช้ด้วยวิธีการที่ซื่อตรง เพราะแพน ได้ใช้น้ำมันพรายเป็นตัวช่วยให้เธอได้สร้างแรงดึงดูดกับผู้ชายที่เข้ามาในชีวิต แต่การใช้น้ำมันพรายไม่ได้จบลงได้โดยง่าย เพราะมีบางสิ่งบางอย่างที่ตามมาอีกมากมายจนทำให้ชีวิตของเธอต้องเปลี่ยนแปลงไป

คนเล่นของ (2547)

เมื่อพูดถึงหนังเรื่อง คนเล่นของ หนังจากฝีมือผู้กำกับ ธนิตย์ จิตนุกูล อีกหนึ่งผู้กำกับที่มีผลงานดังๆในวงการภาพยนตร์ไทยมาอย่างยาวนาน หลายคนจะนึกถึงฉากหงส์ร่อน ที่กระแต ศุภักษร ในบทบุ๋ม เล่นจนกลายเป็นกระแสที่โด่งดังในตอนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉาย แก่นเรื่องของหนังเรื่องคนเล่นของอยู่ตรงที่มันเล่นกับเรื่องราวที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน เมื่อหญิงสาวอย่าง บุ๋ม ไปมีความสัมพันธ์จนมีลูกกับผู้ชายที่มีพันธะ แน่นอนนอกจากการอยากได้ความรักจากอีกฝ่ายมาครอบครอง ความโลภที่ต้องการสมบัติของบุ๋ม ทำให้เธอใช้มนต์ดำ คุณไสย เพื่อทำลายครอบครัวของอีกฝ่าย และแน่นอนว่าตัวของเธอเองก็ได้พบกับความเปลี่ยนแปลงที่มาจากความโลภของเธอด้วยเช่นกัน สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ได้รับการพูดถึง นอกจากเรื่องราวที่พูดถึงความรักความใคร่ผสมกับพิธีกรรมที่เหนือธรรมชาติ คือ การเล่นกับบริบทของความเป็นครอบครัว ที่เป็นรสชาติที่คนไทยชอบเสพอยู่เสมอ

จอมขมังเวทย์ (2548)

ถ้าจะให้พูดถึงผู้กำกับที่มีแนวทางการทำงานในหนังแนวลี้ลับเหนือธรรมชาติ ผู้กำกับอย่าง ปิยะพันธ์ุ ชูเพ็ชร์ เป็นอีกชื่อที่หลายคนนึกถึง เพราะผลงานของเขาการันตีความสำเร็จหลายเรื่อง และส่วนใหญ่เป็นหนังที่เล่นกับเรื่องความเชื่อ เวทมนต์คาถาด้วยกันทั้งสิ้น โดยเฉพาะเรื่อง จอมขมังเวทย์ ภาพยนตร์ที่นำไสยศาสตร์มาทำได้อย่างครบรส และสร้างกระแสการตอบรับจากผู้ชมได้อย่างถล่มทลาย เรื่องราวการต่อสู้ระหว่างตัวละครอย่างอิทธิ ที่รับบทโดยฉัตรชัย เปล่งพานิช กับอีกฝ่ายคือ สันติ ที่แสดงโดย กอล์ฟ อัครา ซึ่งต่างฝ่ายต่างไม่ได้ต่อสู้กันด้วยอาวุธ หากแต่เป็นการต่อสู้โดยการใช้เวทมนต์ ไสยศาสตร์ พิธีกรรมเหนือธรรมชาติ มาปะทะพลังกัน แน่นอนว่าด้วยเรื่องราวที่เข้มข้น ทำให้หนังเรื่องนี้โดนใจผู้ชมเป็นอย่างมาก เพราะผู้สร้างนำเสนอรายละเอียดของบรรดาเวทมนต์คาถา เครื่องรางของขลัง และพิธีกรรมผสมผสานไปกับความน่าตื่นเต้นและการต่อสู้ที่ลุ้นระทึก ถือว่าเป็นอีกหนังที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

รัฐผุดโครงการ “ชะลออัตราการว่างงานของบัณฑิตใหม่”

ประเด็นน่าสนใจ

  • กระทรวงการอุดมศึกษาฯ จัดทำโครงการยุวชนสร้างชาติ “ชะลออัตราการว่างงานของบัณฑิตใหม่”
  • ใช้งบงบประมาณ จำนวน 8,600 ล้านบาท

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า กระทรวงได้จัดทำโครงการยุวชนสร้างชาติ เพื่อลดหรือชะลออัตราการว่างงานของบัณฑิตใหม่ในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่รับผลกระทบจากสงครามทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศและการมีงานทำของประชาชน

ผ่าน 3 โครงการย่อย ภายใต้งบประมาณ จำนวน 8,600 ล้านบาท ประกอบด้วย

1.โครงการ บัณฑิตอาสา เพื่อช่วยบัณฑิตตกงาน ใช้งบประมาณ จำนวน 8 พันล้านบาท รับจำนวนกว่า 50,000 คน เพื่อให้ลงไปพัฒนาพื้นที่ในชุมชนร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ โดยจะรับบัณฑิตจบใหม่ไม่เกิน 3 ปี ระยะเวลา 12 เดือน โดยจะได้เงินเดือน 10,000 – 15,000 บาท

สามารถสมัครได้ที่มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ทั้งนี้ โครงการ บัณฑิตอาสา จะมีหลักการคล้ายๆ กับโครงการบัณฑิตอาสาของอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ส่งนักศึกษาที่จบมหาวิทยาลัยไปทำงานพัฒนาชนบท

2. โครงการอาสาประชารัฐ งบประมาณ จำนวน 500 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมายจะเป็นนักศึกษา ปี 3 – 4 จำนวน 10,000 คน ใช้ระยะเวลาทำงาน 4 – 5 เดือนหรือ 1 ภาคเรียน ให้ไปโครงงานร่วมกับชาวบ้านและสามารถเทียบโอนหน่วยกิตได้ทั้งหมด โดยจะมีค่าเบี้ยเลี้ยงให้คนละ 5 พันบาท

3.โครงการกองทุนยุววิสาหกิจเริ่มต้น งบประมาณ จำนวน 100 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมายจะเป็นนิสิตนักศึกษาร่วมกับบุคลากรมหาวิทยาลัย ใช้ระยะเวลา 3 – 5 ปี เพื่อให้ไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทดลองจัดตั้งสตาร์ทอัพ พัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ให้เกิดเป็นนวัตกรรมทางธุรกิจ นวัตกรรมสังคมและนวัตกรรมสร้างสรรค์

โดยโครงการยุวชนสร้างชาติ จะสามารถช่วยลดจำนวนบัณฑิตตกงานได้ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะเริ่ม โครงการอาสาประชารัฐ ก่อนในเดือน ธ.ค.นี้ นำร่องในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ โดยให้นักศึกษา 500 คน จัดกลุ่มทำงานเป็นทีม 8-10 คน

มาจากการรวมตัวของหลากหลายคณะ นำความรู้ที่เรียนมาไปทำงานร่วมกับชาวบ้านเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนในมิติต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และปัญหาคุณภาพชีวิต

โดยนักศึกษาเหล่านี้ จะต้องพักอาศัยในชุมชนที่ทำโครงการ เป็นเวลา 4-5 เดือน คิดเป็น 1 ภาคเรียน เรียนรู้ร่วมกับชุมชน มีการทำงานกับชุมชนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามหลักวิชาการ มีอาจารย์ที่ปรึกษาประจำทีม และมีความร่วมมือกับหน่วยงานภายในสังกัดกระทรวง อว. รวมถึงหน่วยงานอื่นในพื้นที่ ซึ่งนักศึกษาสามารถเทียบโอนหน่วยกิตการลงพื้นที่ได้เทียบเท่ากับที่เข้าเรียนในชั้นเรียนทั้งหมด

จากนั้น จะเริ่มโครงการ บัณฑิตอาสา ในทั่วประเทศซึ่งจะต้องไปขึ้นทะเบียนกับสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่และทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มๆ ละ 8 – 10 คน แต่ละกลุ่มจะได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบพื้นที่ชุมชน 1 ชุมชนและต้องปฎิบัติตามเงื่อนไขสำคัญคือสมาชิกในกลุ่มทุกคนจะต้องพำนักอาศัยในชุมชนนั้นเป็นระยะเวลา 1 ปีเพื่อเรียนรู้ร่วมกับชาวบ้านและทำโครงงานตามที่ได้รับมอบหมาย

สามารถสมัครได้ที่มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ