จะเป็นอย่างไร? หาก เซเว่น อีเลฟเว่น ไม่แจกถุง รวมพลังคนไทยเลิกใช้ถุงพลาสติก!

ดีเดย์กำลังใกล้เข้ามาแล้ว สำหรับวันที่ ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ขานรับนโยบายรัฐบาลเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ด้วยการประกาศเชิญชวน รวมพลังคนไทยเลิกใช้ถุงพลาสติก โดยจะเริ่ม ตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป

เมื่อ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 คุณ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ คุณ ปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล รองประธานกรรมการบริหาร บมจ.ซีพีออลล์ มาร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ รวมพลังคนไทยเลิกใช้ถุงพลาสติก นอกจากประกาศถึงความตั้งใจแล้ว ยังมีการเดินขบวนแจกถุงผ้าให้กับประชาชน เพื่อผลักดันให้คนไทยตื่นตัวถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม และ เลิกใช้ถุงพลาสติกในที่สุด

ซึ่งหลังจากประกาศ ขอรวมพลังคนไทยเลิกใช้ถุงพลาสติก ออกไปแล้วมีหลายฝ่าย รวมถึงชาวโซเชียลมากมายที่ออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับแนวคิดนี้ เพื่อไขข้อข้องใจเราจึงรวบรวมข้อมูลมาเฉลยคำตอบในทุกคำถามให้ทุกคนได้เข้าใจกัน

ไขข้อข้องใจ จะเป็นอย่างไร? หาก เซเว่น อีเลฟเว่น เลิกใช้ถุงพลาสติก

ตอบ : ปัจจุบันนี้ ถุงพลาสติก มีผลกระทบทั้งต่อระบบนิเวศน์ ระบบเศรษฐกิจ และต่อสุขภาพความเป็นอยู่ทั้งกับคนและสัตว์ ภาครัฐจึงขอความร่วมมือร่วมมือห้างสรรพสินค้าและ ร้านค้าสะดวกซื้อ 47 แห่ง รวมถึงร้าน เซเว่น อีเลฟเว่น ทั่วประเทศ งดให้ทุกพลาสติกทาง ซีพี ออลล์ จึงขานรับนโยบายจากภาครัฐ และ เชิญชวนให้พกถุงผ้ามาซื้อของที่ร้านเซเว่น ด้วยความหวังที่จะสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมให้กับสังคม และประเทศชาติ เพื่อลูกหลานสืบไป

ตอบ : ตลอดเวลาที่ผ่านมา CP ALL จึงรณรงค์ว่า หากเป็นของชิ้นเล็กก็เชิญชวนให้ไม่รับถุงพลาสติก รวมถึงเชิญชวนให้ลูกค้าพกถุงผ้ามาที่ร้านเอง เพื่อส่งเสริมคนไทยให้หันมาใช้ถุงผ้าในการมาซื้อของมากขึ้น

ตอบ : สำหรับลูกค้าที่ไม่มีถุงผ้ามาใส่สินค้า หลังจากดีเดย์วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป ทาง เซเว่น อีเลฟเว่น มีถุงผ้าคุณภาพดีจำหน่ายในราคาย่อมเยา สามารถใช้ได้อย่างยาวนานคุ้มค่าแน่นอน สำหรับสมาชิก All Member ก็มีสิทธิพิเศษสามารถใช้คะแนนแลกถุงผ้าได้ด้วย

ตอบ : ทางภาครัฐได้ยกเว้นให้สามารถใช้ถุงพลาสติกเพื่อใช้อำนวยความสะดวก อาหารประเภทอุ่นร้อน ซึ่งทางเซเว่นก็มีให้บริการ โดยถุงประเภทอุ่นร้อนนี้มีการปรับรูปแบบลดปริมาณการใช้พลาสติกจากถุงปกติ เราน่าจะเคยเห็นกันบ้างแล้วถุงสีน้ำตาลๆ ไว้ใส่ข้าวกล่องโดยเฉพาะนั่นแหละ

ตอบ : ไม่ต้องห่วง เพราะ เซเว่น อีเลฟเว่น ที่ตั้งอยู่บนเกาะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ยังคงจำหน่ายถุงกระดาษ เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมและช่วยกันขับเคลื่อนการลดและเลิกใช้ถุงพลาสติก

ตอบ : ต้นทุนหลังจากที่ทุกคนปฏิเสธไม่รับถุงนั้นได้ถูกเปลี่ยนเป็นเงิน 20 สตางค์ต่อถุง นำไปบริจาคให้ 77 โรงพยาบาลใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งหลังจากดีเดย์ CP ALL ก็จะยังคงส่งมอบโอกาสต่อไป ดังนั้นประเด็นเรื่องการลดต้นทุนเป็นการเข้าใจผิดนะ

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนช่วยกันขับเคลื่อนการลดและ เลิกใช้ถุงพลาสติก นำไปสู่การสร้างพฤติกรรมใหม่ให้เกิดแนวคิดอนุรักษ์อย่างยั่งยืน ด้วยปณิธานอันมุ่งมั่นของ ซีพี ออลล์ ที่ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคนเพื่อร่วมพัฒนาสังคมควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

#CPALL #รวมพลังคนไทยเลิกใช้ถุงพลาสติก

ชาวท่าข้ามบางปะกง ร้องนายกฯ ค้านโรงงานหลอมพลาสติก

ประเด็นน่าสนใจ

  • ศรีสุวรรณนำชาวท่าข้ามบางปะกง ร้องนายกฯ ค้านโรงงานหลอมพลาสติก ก่อมลพิษกลิ่นเหม็นแพร่กระจายในชุมชน
  • ศรีสุวรรณอ้างว่า มีกลุ่มนายทุนเข้ามากว๊านซื้อที่ดินและขับไล่ชาวบ้านให้ออกไปจากพื้นที่

ที่บริเวณด้านหน้า ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล นายศรีสุวรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน พร้อมด้วยชาวบ้าน ต.ท่าข้าม อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

เพื่อขอให้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.๒๕๓๔ และที่แก้ไขเพิ่มเติมในการสั่งการให้เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องระงับหรือยับยั้งการให้ใบอนุญาตก่อสร้างและใบอนุญาตการประกอบกิจการโรงงานพลาสติกของบริษัท ซิกม่า พลาสติก เอเชีย จำกัดในพื้นที่หมู่ ๓ ต.ท่าข้าม อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา และระงับการส่งเสริมหรือให้สิทธิพิเศษด้วยประการใดๆ

ทั้งนี้ นายศรีสุวรรณ เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านหมู่ 3 ต.ท่าข้าม อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทราว่า มีกลุ่มนายทุนเข้ามากว๊านซื้อที่ดินและขับไล่ชาวบ้านให้ออกไปจากพื้นที่เพื่อก่อสร้างโรงงานหลอมพลาสติกขึ้นในพื้นที่ใจกลางชุมชน

ซึ่งชาวบ้านไม่ยินยอม ที่จะเอามลพิษมาตั้งอยู่ใกล้ชุมชน จึงรวมตัวกันประท้วงผู้ประกอบการดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง แต่โรงงานก็ยังเดินหน้าถมที่ดินและขับไล่ชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง

โดยโรงงานหลอมพลาสติกประเภทดังกล่าว จะก่อมลพิษกลิ่นเหม็นแพร่กระจายในชุมชนโดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน ซึ่งสารพิษในพลาสติกล้วนเป็นสารก่อมะเร็ง เพราะสาร Vinyl chloride monomer

ซึ่งเป็นอันตรายต่อเด็ก สตรีมีครรภ์และคนชรา ซึ่งโรงงานประเภทนี้ควรไปตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งอยู่ห่างไกลจากชุมชนจึงจะเหมาะสม ไม่ใช่มาตั้งใกล้ชิดกับชุมชนเช่นนี้

ด้วยเหตุดังกล่าววันนี้ชาวบ้านในพื้นที่ รวมตัวกันมายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ 2560 ม.43(3) ในการเข้าชื่อกันเพื่อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อาทิ อุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา อธิบดีกรมโรงงาน รมว.อุตสาหกรรม เลขาธิการ EEC ผ่าน พณฯนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ยับยั้งการใช้อำนาจในการออกใบอนุญาต รง.4 ให้กับโรงงานดังกล่าว

เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ และไม่เป็นการขัดต่อนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่กำลังรณรงค์ลดการใช้พลาสติกอย่างจริงจังในขณะนี้ เพราะหากโรงงานประเภทนี้เกิดขึ้นได้ก็จะเป็นการย้อนแย้งต่อนโยบายของรัฐบาล หรือการตี 2 หน้าของรัฐซึ่งชาวท่าข้าม บางปะกง ไม่ยอม

อย่างไรก็ตาม สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและชาวท่าข้าม บางปะกง ประมาณ 2 รถบัส จึงจะนำรายชื่อผู้ที่ร่วมเข้าชื่อคัดค้านไปยื่นต่อนายกรัฐมนตรีผ่านไปยังหน่วยงานต่างๆข้างต้น เพื่อขอให้ยับยั้งการออกใบอนุญาตให้โรงงานดังกล่าว

โดยจะเดินทางไปในวันพฤหัสที่ 14 พ.ย.62 เวลา 10.30 น. ณ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนฯ ทำเนียบรัฐบาล (ตึก กพร.เดิม) และหากการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญนี้ไม่เป็นผล ชาวบ้านจะรวมตัวกันยื่นฟ้องต่อศาลปกครองต่อไป นายศรีสุวรรณกล่าวในที่สุด

เหยื่อเมาแล้วขับ จี้ยกระดับ มาตรการลดอุบัติเหตุทางถนน

ประเด็นน่าสนใจ

  • เครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ จี้รัฐยกระดับมาตรการลดอุบัติเหตุทางถนน ให้มีโทษจำคุก 15-20 ปี
  • หวังหยุดสถิติเบอร์หนึ่งอาเซียน เนื่องในเดือนรณรงค์ “วันเหยื่อโลก”

ที่บริเวณด้านหน้า ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล นางสาวเครือมาศ ศรีจันทร์ ผู้ประสานงานเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต นายเจษฎา แย้มสบาย ประธานเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ กทม. และเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุบนท้องถนน กว่า 30 คน

เดินทางเข้ายื่นจดหมายเปิดนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื่องในเดือนรณรงค์ “วันเหยื่อโลก” เพื่อขอให้รัฐบาลยกระดับความเข้มข้น ในการป้องกันและแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างจริงจัง

ทั้งนี้เครือข่ายฯได้ร่วมทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ นำรองเท้า 60 คู่ มาจัดวาง เพื่อระลึกถึงผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุมากถึง 60 คนต่อวันในประเทศไทย โดยมี นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้มารับหนังสือดังกล่าว

ทั้งนี้ นายเทวัญ กว่าวว่าก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ รัฐบาลเองให้ความใส่ใจเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะการเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้งเท่ากับว่าเป็นการสูญเสียบุคลากรของประเทศ สูญเสียทรัพยากร สูญเสียความสามารถในการดำรณรงค์ชีพ สูญเสียแรงงาน สูญเสียทางด้านเศรษฐกิจและสูญเสียทุกอย่าง

โดยเฉพาะจากตัวเลขการเกิดอุบัติเหตุวันนึง 60 กว่าราย ปีนึง 20,000 ราย และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการการเกิดอุบัติเหตุ อีก 200,000 ต่อปี ซึ่งประเทศอันดับ 1 ของ อาเซียน อันดับ 9 ของโลก

ต้องถือว่าเป็นตัวเลขที่ดูแล้วน่าเป็นห่วง สำหรับข้อเรียกร้อง ของกลุ่มตนเองก็เห็นด้วย ในเรื่องการบังคับใช้ข้อกฎหมายให้เด็ดขาด อาจจะต้องมีมาตรการเข้มข้น สำหรับผู้ที่ ไม่เคารพกฏจราจร ดังกล่าว

ด้าน​นางสาวเครือมาศ กล่าวว่า ทางสหประชาชาติได้กำหนดให้วันอาทิตย์ที่สามของเดือนพ.ย.ของทุกปี เป็นวันเหยื่อโลก (World Victims day) ซึ่งในปีนี้ตรงกับ วันที่ 17พ.ย. โดยทุกภาคส่วนร่วมกันรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนน

ทั้งนี้สถิติอุบัติเหตุบนท้องถนน เสียชีวิตเฉลี่ย 60 รายต่อวัน หรือกว่า 20,000 ต่อปี พิการร่วม 40,000 คนต่อปี อยู่ลำดับที่ 9 ของโลก อันดับหนึ่งในกลุ่มประเทศอาเซียน ขณะเดียวกันมีผู้ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุมีสูงถึง 2 แสนคน ซึ่งครอบครัวผู้เสียชีวิต พิการ และผู้เสียหายเหล่านี้ ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการต่อสู้คดี เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

นางสาวเครือมาศ กล่าวว่า นอกจากเป็นวันเหยื่อโลกแล้ว ในปีหน้าคือปี 2563 จะครบรอบทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน เครือข่ายฯเห็นว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องมีแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน จึงมีข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อนำไปพิจารณา ดังนี้

1.ขอให้รัฐบาลมีนโยบายนำสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรทางถนน เข้มงวดกวดขันการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อการสร้างวินัยทางการจราจรและเพื่อช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุทางถนน

หยุดสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เสียชีวิตเฉลี่ย 60 รายต่อวัน หรือกว่า 20,000 ราย ต่อปี โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเป็นจำนวนมากในขณะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

2. กรณีอุบัติเหตุที่เกิดจากการดื่มแล้วขับ ขอให้มีการปรับปรุงบทลงโทษให้ถึงขั้นจำคุกให้มีโทษจำคุก 15-20 ปี เพื่อให้ผู้กระทำความผิดได้ถูกลงโทษจำคุก เพราะจะช่วยป้องปรามคนที่จะกระทำความผิด และทำให้สังคมรับรู้ความแน่นอนของกฎหมาย ว่าความผิดเมาขับชนคนตาย “ถูกลงโทษจำคุก” และขอให้มีนโยบายเอาผิดไปถึงผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย

โดยเฉพาะการขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี ขายให้คนเมาครองสติไม่ได้ เพื่อทำให้ผู้ขายมีความรับผิดชอบต่อการขายสินค้าที่เสี่ยงต่อการเกิดผลกระทบต่อผู้อื่น

3. ขอให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหาย ทั้งในด้านงบประมาณตลอดจนการฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้เสียหายและครอบครัว เพราะจากการทำงานของเครือข่ายฯกับเคสต่างๆพบว่าปัญหาสภาพจิตใจ เป็นสิ่งที่ยังไม่ได้รับการใส่ใจดูแลจากภาครัฐ (ต่างกับกรณีปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหากับเด็กเยาวชนที่มีการดูแลเรื่องสภาพจิตใจอย่างชัดเจน) หลายกรณีนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและเสี่ยงต่อความสิ้นหวังไปจนถึงการฆ่าตัวตาย

และ 4.ขอให้เร่งศึกษาปัญหาความล่าช้า และความยากลำบากของผู้เสียหายจากอุบัติเหตุในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขที่เป็นรูปธรรม นำไปสู่ความเท่าเทียมกันในสังคมและสร้างความน่าเชื่อถือต่อกระบวนการยุติธรรม

ขณะที่ นายเจษฎา กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมเนื่องในวันเหยื่อโลกนั้น เครือข่ายฯได้เข้าร่วม ทุกๆปีอยู่แล้ว โดยในปีนี้จะมีกิจกรรมใหญ่สองงานคือ ร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดกิจกรรมวิ่งรณรงค์“หยุดซิ่งมาวิ่งกันเถอะ” ที่บางกระเจ้า สมุทรปราการ

คาดว่าจะมีคนมาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้กว่าพันคน จากนั้นทางเครือข่ายฯจะเดินทางไปที่องค์การสหประชาชาติ(UN) เพื่อร่วมกันกับมูลนิธิเมาไม่ขับและภาคีเครือข่ายเพื่อวางดอกไม้ไว้อาลัยให้กับเหยื่ออุบัติเหตุทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ​“ ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับผู้ที่เป็นเหยื่อบนท้องถนนให้ลุกขึ้นสู้ เพราะเมื่อคุณพิการ ภาวะโดดเดี่ยวจะเกิดขึ้น ร่างกายจะอ่อนแอ เกิดอาการเครียดซึมเศร้า คิดสั้นฆ่าตัวตาย ไม่มีใครอยากมีชีวิตอยู่ ซึ่งผมก็เคยทำแบบนั้นมาแล้ว เพราะสภาพจิตใจย่ำแย่มาก มองไม่เห็นทางออกมันมืดไปหมด รู้สึกตัวเองไร้ค่าและรับไม่ได้กับสภาพพิการ

แต่ผมก็ยังโชคดีที่การฆ่าตัวตายในตอนนั้นทำไม่สำเร็จ ทำให้ตั้งหลักได้และดำเนินชีวิตต่อไป เพราะมีลูกที่เป็นกำลังใจและภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากที่ไม่เคยทิ้งเราไปไหน ทำให้ก้าวผ่านช่วงเลวร้ายมาได้ จนกระทั่งได้มาพบกับมูลนิธิเมาไม่ขับซึ่งมีส่วนสำคัญทำให้ผมเห็นคุณค่าในตัวเอง

และมีโอกาสใช้ร่างกายที่แม้จะไม่สมบูรณ์ไปทำประโยชน์เพื่อสังคมมากมาย ชีวิตลุกขึ้นได้อย่างมีศักดิ์ศรี และขอฝากถึงรัฐบาล ขอให้หามาตรการเยียวยาฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้เสียหายและครอบครัว

และเพิ่มการดูแล โดยคำนึงถึงสิทธิทางสังคม สวัสดิการต่างๆให้กับผู้พิการ ควรเปิดโอกาสในการทำงานได้มีอาชีพเลี้ยงดูตัวเอง” นายเจษฎา กล่าว