ศาลพิพากษาจำคุก 37 ปี “โก้ อัศยา” ฆ่าไฮโซเชอรี่

ประเด็นน่าสนใจ

  • ศาลนัดฟังคำพิพากษา คดีนายอัศยา หรือโก้ เป็นผู้ต้องหาฆ่า น.ส.ธิติมา ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ มีชื่อเล่นว่าเชอรี่ เป็นไฮโซสาวนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และขนส่งรายใหญ่
  • วันนี้ได้ศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิต “โก้” แต่จำเลยรับสารภาพ ลดเหลือคุก 37 ปี 4 เดือน

ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ห้องพิจารณา 907 เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวนายอัศยา ชัยภา หรือ โก้ มายังศาลเพื่อฟังคำพิพากษาคดีฆ่า น.ส.ธิติมา ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ หรือ เชอร์รี่ อายุ 39 ปี นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

คดีหมายเลขดำ อ.3493/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายอัศยา จำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.288, ทำให้เสียหายซึ่งเอกสารของผู้อื่น ม.188, ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสดหรือชำระสินค้า 269/5, 269/7 และลักทรัพย์ในเวลากลางคืน

ศาลได้พิเคราะห์แล้ว เห็นจำเลยเป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษาลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นจำคุกตลอดชีวิต ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนจำคุก 3 ปี ฐานใช้บัตรเครดิตของผู้อื่นโดยไม่รับอนุญาตจำคุก 3 ปี

จำเลยให้การรับสารภาพเพราะจำนนด้วยหลักฐาน แต่การให้การในชั้นศาลเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกฐานฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตายเป็นเวลา 33 ปี 4 เดือน ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน 2 ปี ฐานใช้บัตรเครดิตผู้อื่นจำคุก 2 ปี

รวมจำคุก 37 ปี 4 เดือน

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากระหว่างวันที่ 26 -27 ก.ค.2561 นายอัศยา ได้ใช้ไม้เบสบอลตี น.ส.ธิติมา ตั้งวิบูลย์พานิชย์หรือ เชอร์รี่ อายุ 39 ปี นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ภายในโรงแรมหรูย่านลาดพร้าว โดยสภาพศพสวมชุดนอนสีเขียว นอนฟุบหน้าอยู่บริเวณขอบเตียง มีบาดแผลคล้ายโดนของแข็งที่ขมับขวา และกะโหลกศีรษะยุบ ใกล้กันพบไม้เบสบอลเปื้อนเลือดตกอยู่ โดยพบศพเมื่อวันที่ 30 ก.ค.2561

ภายหลังลงมือฆ่าผู้ตาย นายอัศยา ได้เชิดทรัพย์สินเป็นรถยนต์เบนซ์ ,โทรศัพท์มือถือ , เครื่องประดับ กระเป๋าแบรนด์เนม ของผู้ตายไป รวมมูลค่ากว่า 1,080,000 บาท ไปจนถึงทั้งเอกสารบัตรเดบิต ธ.ออมสินฯ ของผู้ตายหนีเข้าประเทศกัมพูชา ผ่านชายแดน จ.จันทบุรี โดยมีน้องชายของนายอัศยา พาหลบหนี โดยทั้งคู่หนีไปกบดานซ่อนตัวอยู่บริเวณทะเลสาบชื่อดังโตนเลสาบ ในประเทศกัมพูชา แต่ท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้

ตำรวจคาดผู้ประท้วงฮ่องกงใช้มหาลัยเป็น “โรงงานอาวุธ”

ประเด็นน่าสนใจ

  • เว็บไซต์แชนแนล นิวส์ เอเชีย รายงานข่าวใหญ่เกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงในฮ่องกง
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกงเผยว่า อาจมีการใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัยเป็นโรงงานเก็บอาวุธ

แชนแนล นิวส์ เอเชีย รายงานว่า วานนี้ ตำรวจฮ่องกงระบุว่า มหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง หรือ CUHK อาจถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น “โรงงานผลิตอาวุธ” ชั่วคราว ในระหว่างการปะทะกันของกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลและตำรวจ เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา

ตำรวจระบุว่า กลุ่มผู้ประท้วงโจมตีตำรวจด้วยระเบิดขวด, คันธนูและลูกศร และหอก ซึ่งทวีความรุนแรงไปสู่ระดับ “อันตรายถึงตาย”
ตำรวจระบุด้วยว่า สิ่งนี้ทำให้ตำรวจต้องใช้กำลังตอบโต้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งรวมถึงการใช้กระสุนยาง, กระสุนถุงตะกั่ว และแก๊สน้ำตาเพื่อสลายกลุ่มผู้ประท้วง

ขณะที่วานนี้ สำนักการศึกษาฮ่องกง ประกาศปิดการเรียนการสอนในโรงเรียนทุกแห่ง เนื่องจากเหตุผลด้าน “การคมนาคมและความปลอดภัย”

หาชมยาก! ลูกหาบขนชิ้นส่วนดาวเทียม ขึ้นภูกระดึง

ประเด็นน่าสนใจ

  • หน่วยงานราชการได้มีการติดตั้งดาวเทียมขึ้นที่ภูกระดึง
  • จนท.จึงมีการว่าจ้างลูกหาบให้ขนย้ายอุปกรณ์ขึ้นไปบนภูกระดึง
  • อุปกรณ์ดาวเทียมมีตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงใหญ่สุดที่ขนาด 4X4 เมตร
  • คนสงสัยทำไม ? ไม่ใช้เฮลิคอปเตอร์ขนเพราะลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้มาก

ที่ จ.เลย ได้เกิดเป็นที่ฮือฮาเป็นอย่างมาก เมื่อปรากฎภาพหาชมยากขณะลูกหาบจำนวนหนึ่ง พากันขนย้ายอุปกรณ์ดาวเทียมขึ้นไปยังภูกระดึงบริเวณจุดวังกวาง เพื่อนำไปติดตั้งใช้ในการสื่อสารของทหาร และงานราชการอื่นๆ

โดยภาพได้เผยให้เห็นว่าลูกหาบจำนวน 10 กว่าคน ใช้ไม้ไผ่มาผูกมัดติดกับจานดาวเทียมขนาดใหญ่เพื่อทำเป็นคาน จากนั้นลูกหาบก็พากันแบกหามจานดาวเทียมดังกล่าวไปตามทางขึ้นภูกระดึงที่มีระยะทางสูงชัน แม้ว่าหนทางดังกล่าวจะมีการทำบันไดไว้ให้ขึ้นแล้ว แต่ด้วยน้ำหนักที่มากของจานดาวเทียม ทำให้การขนย้ายบางช่วงเป็นไปด้วยความทุลักทุเล

ทั้งนี้เมื่อภาพดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปทำให้มีคนส่งต่อและเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ต่างชื่นชมในความสามารถของลูกหาบ ที่นำชิ้นส่วนของจานดาวเทียมขึ้นไปยังจุดติดตั้งได้สำเร็จ

ขณะเดียวกันก็มีคนตั้งคำถามว่า ดาวเทียมนี้ใช้ในราชการทหาร ทำไมถึงไม่ใช้เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพมาช่วยขนย้ายในครั้งนี้ ถึงแม้จะมีค่าใช้จ่ายมากแต่ก็ถือว่าคุ้มค่าและลดความเสียหายของอุปกรณ์มากกว่าการจ้างลูกหาบให้มาช่วยขนครั้งนี้

สำหรับการขนย้ายสิ่งของที่มีขนาดใหญ่ขึ้นภูกระดึงด้วยวิธีการใช้ลูกหาบนั้น ได้เกิดขึ้นต่อเนื่อง เพราะก่อนหน้านี้เมื่อปี 2560 ได้มีการขนรถไถขึ้นภูมาแล้ว โดยคราวนั้นเป็นการขนชิ้นส่วนเพื่อนำไปประกอบอีกครั้งเมื่อถึงที่ทำการภูกระดึง

ขอบคุณภาพจาก tna.mcot.net