นายกฯ เร่งแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินของหลวง ย้ำในอนาคตต้องไม่เกิดขึ้น

ประเด็นน่าสนใจ

  • ก่อนหน้านี้ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมายืนยันว่าพร้อมให้ตรวจสอบที่ดินภบท.5 กว่า 1,700 ไร่ ยืนยันใช้ทำเกษตรอย่างถูกต้อง
  • ด้านนายกฯได้ออกมาพูดถึงเรื่องดังกล่าวว่า การบุกรุกที่หลวงต้องไม่เกิดขึ้นอีก ส่วนเรื่องที่ดินปารีณาต้องตรวจสอบ

ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า

สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ คือ การพัฒนาศักยภาพของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 3 จังหวัด โดยให้รวบรวมปัญหาที่เกิดขึ้นและดำเนินการแก้ไขไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน นายกฯยังย้ำการผลิตสินค้าต้องตรงกับความต้องการ และการขายออนไลน์ วิธีการจัดส่ง

โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เป็นประโยชน์ เน้นให้มีการขึ้นทะเบียนสินค้าโอทอป ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนร่วมมือกันใช้สินค้าเหล่านี้เพราะเป็นของดีแต่ละพื้นที่ สำหรับการประกันราคามันสำปะหลังนั้น

นายกรัฐมนตรีแนะให้มีการควบคุมราคาการผลิต เพราะมีการแข่งขันสูง ความต้องการของต่างประเทศน้อยลงเพราะสามารถปลูกกันเองภายในประเทศ ดังนั้น จึงต้องผลิตให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ราคาไม่สูงเกินไป พร้อมขอให้ทุกคนรอฟังมาตรการต่างๆที่จะออกไป  

นายกรัฐมนตรียังขอบคุณประชาชนที่เข้าใจและมีส่วนร่วม ให้ความร่วมมือกับรัฐบาล สิ่งสำคัญคือรัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยว สินค้าส่งออก พัฒนาให้เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ จดทะเบียนลิขสิทธิ์

พร้อมๆ ไปกับเร่งแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินของหลวง จะต้องไม่เกิดขึ้นในอนาคต ต้องแก้ไขดูแลอย่างรวดเร็ว รวมทั้งเร่งดำเนินการพื้นที่ที่ทับซ้อนกับที่ทำกินของประชาชน

ทั้งนี้ นายกฯได้กล่าวถึงกรณีที่น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ออกมายืนยัน พร้อมให้ตรวจสอบที่ดิน ภบท.5 ในพื้นที่หมู่ 6 รางบัว จอมบึง จ.ราชบุรี กว่า 1,700 ไร่ ซึ่งน.ส.ปารีณา ยืนยันว่าที่ดินดังกล่าวเป็นชื่อของตนถือครองเพื่อทำการเกษตร

นายกฯได้พูดถึงประเด็นดังกล่าวว่า เป็นเรื่องของกลไกการตรวจสอบ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ต้องดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งทุกอย่างขอให้เป็นไปตามกฎหมาย ตามพยานหลักฐาน รวมทั้งในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ก็มีส่วนที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว

หนุ่ม 23 บุก พ่นน้ำกรดใน รร.อนุบาลจีน นักเรียนบาดเจ็บ 50 คน

ประเด็นน่าสนใจ

  • เกิดเหตุชายหนุ่มวัยเพียง 23 ปี บุกเข้าไปพ่นสารเคมีใส่นักเรียน และครูภายในโรงเรียนในประเทศจีน
  • จากเหตุการณ์มีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
  • ภูมิหลังของชายหนุ่มคนนี้ ในวัยเด็กเป็นคนที่ขาดความอบอุ่นในครอบครัว และมีแนวคิดต่อต้านสังคม

สำนักข่าว ‘ซีเอ็นเอ็น’ รายงานชายแซ่กง วัย 23 ปี ปีนกำแพงโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในเมืองไค่หยวน มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ก่อนจะก่อเหตุพ่นโซเดียมไฮดรอกไซด์ ซึ่งเป็นกรดมีฤทธิ์กัดกร่อนเข้าใส่ครูและนักเรียน ส่งผลให้เด็กราว 51 คน และครูอีก 3 คน

ทั้งนี้รายงานระบุว่า สารโซเดียมไฮดรอกไซด์ทำให้ระคายเคืองหรือไหม้ดวงตาและผิวหนัง ทำให้เกิดอาการแพ้หรือทำให้ผมร่วงชั่วคราว ผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว ซึ่งจากจำนวนนี้มีอาการรุนแรง 2 คน อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องสงสัยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัวได้ภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมงหลังก่อเหตุ

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ในวัยเด็กนายกงซึ่งเป็นผู้มีปัญหาครอบครัว พ่อแม่หย่ากัน เมื่อเขายังเด็ก จึงขาดความอบอุ่น เมื่อโตมาเจ้าตัวก็มีความไม่พึงพอใจกับชีวิตและการทำงาน เป็นคนมองโลกในแง่ร้าย รวมถึงมีแนวความคิดต่อต้านสังคม

ก่อนหน้านี้ เคยเกิดเหตุทำร้ายเด็กขึ้นบ่อยครั้งในประเทศจีน โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มักเกิดเหตุมือมีดไล่แทงเด็ก เดือน เม.ย.ปีก่อน ชายวัย 28 ปีรายหนึ่ง แทงเด็กนักเรียนมัธยมที่กำลังเดินกลับบ้านเสียชีวิต 9 คน ถือเป็นเหตุจ้วงแทงที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยชายผู้ก่อเหตุถูกตัดสินประหารชีวิต

ที่มา  cnn.com

ครม.สัญจร เห็นชอบ “ชิมช้อปใช้เฟส 3” อีก 2 ล้านราย

ประเด็นน่าสนใจ

  • ครม.สัญจร เห็นชอบ “ ชิมช้อปใช้เฟส 3 ” อีก 2 ล้านราย
  • เริ่มลงทะเบียน 14 พ.ย. นี้ ขยายเวลาไปถึง 31 ม.ค.63
  • โครงการนี้รวมแพ็คเกจทัวร์ในประเทศได้ด้วย

ที่อาคารบริการวิชาการและบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ตำบลหนองบัว อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี หลังการประชุม ครม.เสร็จสิ้น นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ถึงโครงการ “ ชิมช้อปใช้ เฟส3”

ทั้งนี้ นายอุตตมกล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2562 ได้เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ มาตรการชิมช้อปใช้ เฟส 3 ขยายผลจากมาตรการเฟส 1-2 ซึ่งจากการติดตามรับฟังความเห็นได้ผลตอบรับที่ดี และมีข้อเสนอจากผู้บริโภค และประชาชน ที่ไม่ได้รับสิทธิ์ที่ต้องการให้รัฐบาลขยายผลมาตรการชิมช้อปใช้ต่อไป ซึ่งมาตรการเฟส 3 จะเปิดให้ลงทะเบียนในวันที่ 14 พ.ย.นี้ วันละ 1 ล้านราย แบ่งเป็น 2 รอบคือ 06.00 น. และ 18.00 น. เหมือนเช่นเดิม

สำหรับมาตรการชิมช้อปใช้เฟส 3 จะเปิดให้ลงทะเบียนกับผู้ที่ไม่เคยรับสิทธิ์ อีกจำนวน 2 ล้านราย ต่อยอดจากมาตรการเฟสที่ 1-2 เดิม 13 ล้านราย แต่จะไม่มีการแจกเงิน 1,000 บาท ผ่านกระเป๋าที่ 1 แล้วเพราะต้องการให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยด้วยเงินของตัวเอง แต่จะได้รับเงินชดเชย 15% สำหรับเงินใช้จ่ายไม่เกิน 30,000 บาทและอีก 20% สำหรับเงินใช้จ่ายมากกว่า 30,000 บาทแต่ไม่เกิน 50,000 บาท อีกทั้งยังมีการปรับเงื่อนไขการใช้จ่ายเงินได้ทุกจังหวัด รวมถึงจังหวัดที่ผู้รับสิทธิ์พักอาศัยอยู่ และให้รวมค่าใช้จ่ายแพคเกจท่องเที่ยว ที่พัก ค่าเดินทาง ตั๋วเครื่องบินในประเทศ และภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องมาร่วมโครงการเพื่อรับเงินชดเชยคืนได้ จากเดิมที่มาตรการไม่เปิดให้รวมรายจ่ายจากแพ็คเกจท่องเที่ยวได้

ขณะเดียวกัน นายอุตตม กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการรอบใหม่นี้ จะอำนวยความสะดวกกับแก่ผู้สูงอายุ หลังจากที่ผ่านมาพบว่าผู้สูงอายุหลายรายลงทะเบียนไม่ทัน โดยจะกันสิทธิ์ให้เฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น รวม 500,000 ราย จากจำนวน 2 ล้านราย พร้อมกันนี้ ครม. ยังเห็นชอบให้ขยายเวลามาตรการจากเดิมสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค.2562 ออกไปเป็น 31 ม.ค. 2563 เพื่อให้รองรับการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังกล่าวอีกว่า มาตรการชิมช้อปใช้เฟส 3 ไม่ได้ใช้งบประมาณเพิ่มเติม ยังอยู่ในกรอบเดิม ที่ครม.ได้อนุมัติไว้ที่ 1.9 หมื่นล้านบาท อีกทั้งโครงการเฟส 3 จะปลดล็อกเงื่อนไขทั้งหมดกับผู้ลงทะเบียนเฟส 1-2 ด้วย โดยกระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างประเมินผลมาตรการชิมช้อปใช้ ตั้งแต่เฟส 1 ว่า ได้ผลในทางเศรษฐกิจตามเป้าหมายหรือไม่ ซึ่งการขยายผลเฟส 3 คือการกลับไปจุดเดิม ที่จำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ และต้องให้เห็นผลชัดเจน