โฆษกศาลฯ ชี้แจง เหตุยิงกันในห้องพิจารณาคดี

ประเด็นน่าสนใจ

  • เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา มีรายงานว่าเกิดเหตุยิงกันภายในศาลจังหวัดจันทบุรี บริเวณหน้าบังลังค์ศาลฯ ในคดีแพ่งฟ้องแพ่งที่ดินกันมานานกว่า​ 10ปี
  • ล่าสุดโฆษกศาลยุติธรรมชี้แจงเหตุยิงกัน ภายในห้องพิจารณาคดีที่ 2 ของศาลจังหวัดจันทบุรี ล่าสุดเสียชีวิต 3 ราย

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า วันนี้ (12 พฤศจิกายน 62) ได้รับแจ้งว่า เวลา 09.00 น. เกิดเหตุยิงกันในห้องพิจารณาคดีที่ 2 ของศาลจังหวัดจันทบุรี โดยในเบื้องต้นตรวจสอบพบว่ามีผู้ถูกยิงจำนวน 5 ราย ประกอบไปด้วย

1.นายบัญชา ปรณีศณาภรณ์ (เป็นโจทก์ที่ 2 และในฐานะทนายโจทก์ ที่ 2 และ 3)

2.นายวิจัย สุขรมย์ (ทนายฝ่ายโจทก์)

3.นางสุภาพร ปรณีศณาภรณ์ (ภริยานายบัญชา)

4.นายวิชัย อุดมธนภัทร (ทนายฝ่ายโจทก์)

และ 5.พลตำรวจตรีธารินทร์ จันทราทิพย์ จำเลยที่ 3 เป็นผู้ก่อเหตุยิง 4 รายแรก แต่ตนเองก็ถูกยิงจนได้รับบาดเจ็บ

หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้บาดเจ็บ และผู้ก่อเหตุ ส่งไปรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี ต่อมาได้รับรายงานว่าจากเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิต 3 ราย คือ นายบัญชา ปรณีศณาภรณ์, นายวิจัย สุขรมย์ และพลตำรวจตรีธารินทร์ จันทราทิพย์ (ผู้ก่อเหตุ)

ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นั้น สืบเนื่องจากคู่ความทั้งสองฝ่ายพิพาทกันหลายคดีต่อเนื่องมานานหลายปี เริ่มต้นจากคดีแพ่งพิพาทเกี่ยวด้วยที่ดิน และทั้งสองฝ่ายมีการฟ้องคดีอาญากันอีกหลายคดีรวมถึงคดีที่มีนัดพิจารณาวันนี้ด้วย

โดยคดีนี้เป็นการฟ้องคดีอาญา ข้อหาฟ้องเท็จ และเบิกความเท็จ อยู่ระหว่างการสืบพยานฝ่ายจำเลย ได้รับรายงานว่า ในการพิจารณาคดีที่ผ่านมามีการโต้เถียงกันของทั้งสองฝ่ายอยู่บ่อยครั้ง

ขณะเกิดเหตุวันนี้องค์คณะผู้พิพากษายังไม่ได้ขึ้นนั่งพิจารณาคดี เนื่องจากคู่ความในคดียังเดินทางมาไม่ครบ ในช่วงที่เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์เดินออกจากห้องพิจารณาคดี จำเลยที่ 3 ได้ ก่อเหตุที่ไม่คาดคิดขึ้น ดังนั้น จึงไม่มีผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ศาลได้รับบาดเจ็บ

สำนักงานศาลยุติธรรมขอเรียนว่า จะดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อปรับปรุงมาตรการการรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนผู้มาติดต่อราชการศาลและบุคลากรที่ทำงานอยู่ในอาคารศาลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับภาพเหตุการณ์ความรุนแรงภายในศาลนั้น สำนักงานศาลยุติธรรมขอให้สื่อมวลชนและประชาชนงดเผยแพร่ภาพดังกล่าวเพราะอาจจะกระทบสิทธิผู้อื่นและเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาลได้

จับหนุ่มจีน OVER STAYS หลบหนีหมายจับฉ้อโกงเงินกู้ธนาคารจีน

ประเด็นน่าสนใจ

  • สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแถลงจับหนุ่มชาวจีน
  • หลังพบหนีหมายจับคดีฉ้อโกงเงินกู้ธนาคาร จากประเทศจีน
  • จับกุมได้ที่บริเวณซอยนาเกลือ 16 ม.5 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี

วันนี้ (12 พ.ย2562) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รอง ผบช.สตม.,พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม 3,พ.ต.อ.ภาส สิริสุขะ รอง ผบก.ตม.3 พ.ต.อ.รัชรพงศ์ เตี้ยสุด ผกก.สส.บก.ตม.3 แถลงผล
การจับกุมคดีสำคัญ

เนื่องด้วยรับการประสานจากสอท.จีนว่านาย เชิน (MR.CHEN) สัญชาติจีน อายุ 45 ปี ผู้ต้องหาสัญชาติจีน ได้หลบหนีหมายจับเกี่ยวกับคดีฉ้อโกงเงินกู้ธนาคารซึ่งมีโทษทางอาญาจากประเทศจีน โดยผู้ต้องหาดังกล่าวได้นำสัญญาปลอม งบการเงินปลอม และเอกสารปลอมอื่นๆ ยื่นขอกู้งินจากธนาคาร สร้างความเสียหายเป็นมูลค่าประมาณ 85 ล้านบาท และได้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย

ต่อมาเจ้านำที่ชุดจับกุมจึงได้ทำการสืบสวนทราบว่าผู้ต้องหาคือนาย เชิน (MR.CHEN) กระทำความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” จึงได้ทำการจับกุม ที่บริเวณซอยนาเกลือ 16 ม5 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี และควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางละมุง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

โฆษก ปอท.เตือนภัยฉ้อโกงออนไลน์ พบสถิติแจ้งความสูงเท่าตัวในแต่ละเดือน

ประเด็นน่าสนใจ

  • พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษก บก.ปอท. เผยว่ามีการแจ้งเหตุถูกฉ้อโกง หลอกให้โอนเงิน ผ่านออนไลน์สูงขึ้นอย่างมากในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา
  • ขณะนี้มีแฮกเกอร์รูปแบบใหม่กำลังแพร่ระบาด คือการปลอมเป็นคนใกล้ชิดเพื่อหลอกลวงผู้เสียหาย

วันที่ 12 พ.ย. ที่ บก.ปอท. พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท.ในฐานะ โฆษก บก.ปอท. เปิดเผยว่า ช่วงสองเดือนที่ผ่านมาพบว่า บก.ปอท.มีสถิติการรับแจ้งความเกี่ยวกับคดีถูกฉ้อโกง หลอกให้โอนเงิน ผ่านออนไลน์สูงขึ้นมากเป็นเท่าตัว เทียบแต่ละเดือนคิดเป็นจำนวนกว่า 100% ซึ่งเป็นอัตราที่น่าตกใจมาก

ทั้งนี้มีการระบุว่า คนร้ายจะคิดหาวิธีการ หรือ มุกแปลกๆ มาใช้หลอกลวง ล่าสุดตอนนี้ที่มีการแพร่ระบาดเป็นการแฮกหรือปลอมไลน์เป็นเพื่อน-เป็นญาติ-หรือเป็นคนรู้จัก แล้วส่งคิวอาร์โค้ด ให้เหยื่อซึ่งเป็นเพื่อนในไลน์ให้ช่วยชำระเงินค่าสินค้าแทนให้ก่อน แล้วจะโอนเงินคืนให้ภายหลัง เมื่อเหยื่อเห็นคิวอาร์โค้ดส่งมาให้ก็ไม่ทันได้คิด ได้ตรวจสอบกลับไปยังคนขอก่อนว่าเป็นตัวจริงหรือเปล่า พอสแกนคิวอาร์โค้ดปุ๊บก็เป็นการชำระเงินค่าสินค้าที่คนร้ายช๊อปได้สินค้านั้นไปเรียบร้อย

ซึ่งตอนนี้มีผู้เสียหายทำนองเดียวกันนี้มาแจ้ง ปอท.เยอะมาก จึงอยากจะเตือนให้ระมัดระวัง กรณีที่มีการร้องขอมาให้ช่วยชำระสินค้าแทนไปก่อนแบบนี้ขอให้ทำการตรวจสอบถามกลับไปด้วยการคุยด้วยเสียงหรือวีดิโอคอลเห็นหน้ายืนยันตัวตนว่าเป็นคนขอมาจริง ไม่ใช่คนร้ายแฮกมาหรือปลอมไลน์มา จึงค่อยสแกนคิวอาร์โค้ดจ่ายเงินแทนให้

นอกจากนี้ยังพบอีกว่าคนร้ายจะใช้วิธีการให้ซับซ้อนแลดูแนบเนียบ ด้วยการโทร.เข้ามาหาเหยื่อก่อนแต่ไม่พูดอะไรหรือตัดสายทันที จะมีมิสคอลโชว์ให้เหยื่อเห็น กรณีแบบนี้แสดงว่าคนร้ายแฮกเอาบัญชีเฟซบุ๊กและบัญชีไลน์ไปได้แล้ว จากนั้นโทรศัพท์เข้ามาแต่ไม่พูด อยู่ 2-3 ครั้ง หลอกให้เหยื่อหลงเชื่อคิดว่าเป็นตัวจริงแต่ไม่สามารถใช้โทรศัพท์ได้ ระบบไม่ดี สัญญาณรบกวน จากนั้นเขียนข้อความแชตมาบอกเหยื่ออ่านแล้วจะหลงเชื่อว่าเป็นตัวจริงก็จะชำระค่าสินค้าหรือโอนเงินให้ในรูปแบบต่างๆ ไป

นอกจากการหลอกชำระแทนผ่านคิวอาร์โค้ด หลอกลวงยืมเงินในรูปแบบต่างๆ โอนเข้าบัญชีธนาคารบ้างหรือโอนเข้ากระเป๋าตังค์อีเล็คโทรนิคที่มีในโลกออนไลน์แล้ว ยังมีการถูกหลอกอยู่เยอะคือการหลอกให้โหวต คนร้ายส่งลิงค์มาให้พร้อมกับขอร้องช่วยเข้าไปกดโหวตคะแนนให้ลูกหลานที่กำลังประกวด-แข่งขันร้องเพลงบ้าง

ซึ่งเมื่อกดลิงค์ไปก็จะมีหน้าต่างขึ้นมาบอกให้ใส่ยูสเซอร์เนม-พลาสเวิร์ด เมื่อเหยื่อหลงกลใส่ให้คนร้ายก็จะได้ข้อมูลส่วนตัวไปทำการยึดเฟซบุ๊กหรือไลน์เอาไปแล้วแต่กรณีที่สนลิงค์เข้ามา ฝากเตือนว่าให้ระมัดระวังอย่สไปกดลิงค์แปลกๆ หรือกดไปแล้วจะต้องใส่ยูสเซอร์เนมหรือพลาสเวิร์ดก็อย่าไปใส่ เราจะตกเป็นเหยื่อคนร้ายถูกแฮกได้ จากนั้นคนร้ายก็จะเอาไปสร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนๆ ของเราในการถูกหลอกยืมเงินได้

โฆษก ปอท.กล่าวเพิ่มเติมกรณีที่ถูกหลอกโอนเงิน ชำระเงิน ไปแล้วขอให้เอาพยานหลักฐานทั้งหมดที่มีไม่ว่าจะเป็นคิวอาร์โค้ด การสนทนาที่คุยสื่อสารกันคนร้าย อะไรทุกอย่างที่เกี่ยวข้องในคดี ปริ๊นท์กระดาษออกมาแล้วนำไปพบพนักงานสอบสวนที่ บก.ปอท.หรือ สน.- สภ.ท้องที่ที่กระทำความผิด ที่โดนเงินให้คนร้าย ทางสถานีตำรวจจะส่งข้อมูลมาให้ทาง บก.ปอท.ตรวจสอบสืบสวนหาตัวคนร้าย

ทุกสิ่งทุกอย่างมีร่อยรอยให้สืบสวนติดตามได้เสมอ อยู่ที่ฝ่ายผู้เสียหายจะช่วยเก็บรวบรวมพยานหลักฐานได้ทั้งหมดแล้วมามอบให้พนักงานสอบสวนเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิด

เมื่อผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูกหลอก ถูกฉ้อโกง แนะนำให้เข้าพบพนักงานสอบสวนทันทีจะมีที่สุด โอกาสที่จะติดตามเงินคืนก็มีมากน้อยขึ้นอยู่กับความยากง่ายและพยานหลักฐาน เร็วที่สุดอาจจะไม่ถึงสัปดาห์ แต่ถ้าหลักฐานที่เกี่ยวข้องยังไม่ครบต้องรอหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาก่อนก็ต้องใช้ระยะเวลามากขึ้น