บช.น.ปิ๊งไอเดีย พัฒนาความรู้ตำรวจจราจร ผ่านแอพลิเคชั่น M-Help Me

ประเด็นน่าสนใจ

  • บช.น. ผุดไอเดีย สร้างวินัยจราจรให้ประชาชน และพัฒนาความรู้ตำรวจจราจรผ่านแอพลิเคชั่น M-Help Me
  • แอปพลิเคชั่น ‘M-Help Me’ เป็นช่องทางให้ประชาชนได้รับทราบข่าวสารและมีส่วนร่วมการจราจร การเเจ้งปัญหาบนท้องถนน การตรวจสอบเส้นทางที่มีการจราจรหนาเเน่น ปัญหา, อุบัติเหตุ, บนผิวจราจร ค้นหาสถานที่ต่างๆ และยังสามารถดูภาพจากกล้อง CCTV รวมถึงประชาชนสามารถเเจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายได้ตลอด 24 ชม.

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดย พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น., พล.ต.ต.คมศักดิ์ สุมังเกษตร ผบก.จร., คุณประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน พร้อมด้วย รอง ผบก.น. 1 – 9 และ บก.จร. เข้าร่วมแถลงข่าว หัวข้อ บช.น. ปิ๊งไอเดีย เสริมสร้างวินัยจราจรให้ประชาชน และพัฒนาความรู้ตำรวจจราจรผ่านแอพลิเคชั่น M-Help Me

โดย บช.น. ร่วมกับสมาคมการค้าธุรกิจบริการและผลิตภัณฑ์ผสมผสาน โครงการคืนคุณแผ่นดิน พัฒนาแอพพลิเคชั่น M-Help Me สำหรับทดลองระบบการทดสอบความรู้ข้าราชการตำรวจสายงานจราจร ประจำปีงบประมาณ 2563 โดยกำหนดวันทดลองระบบทดสอบความรู้ฯ ในวันพุธที่ 27 พฤศจิกายน 2562

ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล มีนโยบายที่จะพัฒนาบุคลากรสายงานจราจรให้มีประสิทธิภาพ มีความสามารถ เพิ่มพูนความรู้ในหลักวิขาการจราจรและด้านอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานเป็นประจำทุกปี

ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกอบกับมีการแก้ไข พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจะต้องมีองค์ความรู้ด้านการจราจร เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเองและให้เกิดความเชื่อมั่นของประชาชน

ที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้จัดให้มีการทดสอบความรู้ข้าราชการตำรวจฝ่ายปฏิบัติการจราจรทุกนาย ในสังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาล 1-9 และจราจร เพื่อประเมินผลข้าราชการตำรวจจราจรว่ามีความรู้กฎหมายจราจร หากไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินจะให้หน่วยงดเบิกใบสั่งและออกใบสั่ง จนกว่าจะสอบผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้

โดยในการทดสอบความรู้ที่ผ่านมาดังกล่าวกำหนด ให้มีคณะกรรมการจัดทดสอบความรู้ กำหนดสถานที่สอบ และพิมพ์ข้อสอบ รวมทั้งการตรวจคำตอบ ซึ่งต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก ประกอบกับข้าราชการตำรวจสายงานจราจรจะต้องทำการทดสอบพร้อมๆ กัน ซึ่งพบปัญหาว่าข้าราชการตำรวจจราจรบางนายยังต้องปฏิบัติหน้าที่อยู่ เนื่องจากงานจราจรในพื้นที่ยังมีปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน

ด้วยเหตุนี้ ในปีงบประมาณ 2563 กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดย กองบังคับการตำรวจจราจร จึงได้ร่วมกับสมาคมการค้าธุรกิจบริการและผลิตภัณฑ์ผสมผสาน/โครงการคืนคุณแผ่นดิน มีแนวคิดในการทดสอบความรู้ข้าราชการตำรวจสายงานจราจร

โดยการใช้เทคโนโลยีผ่านแอพพลิเคชั่น M-Help ME ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาล 4.0 ในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงานเพิ่มมากขึ้น โดยการนำความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจร, พระราชบัญญัติจราจรทางบกฉบับปรับปรุงใหม่ และคุณธรรม จริยธรรมที่ควรรู้ บรรจุอยู่ในแอพพลิเคชั่น M-Help Me

เพื่อให้ข้าราชการตำรวจสายงานจราจรได้ศึกษาเพิ่มพูนความรู้ตลอดเวลา (Long life education) ในการศึกษาหาความรู้กฎจราจร ผ่านแอพพลิเคชั่น M-Help ME ในการนี้ข้าราชการตำรวจจราจรสามารถเรียนรู้และฝึกทดสอบความรู้

โดยระบบจะทำการเลือกคำถามแบบสุ่มอัตโนมัติ หากตอบผิดระบบจะทำการเฉลยข้อที่ถูกให้ทราบ เมื่อหยุดทำ ระบบจะประมวลผลพร้อมประเมินผลคะแนนสอบที่ได้ พร้อมแยกเป็นหมวดหมู่ของคะแนนที่ได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ทดสอบทราบ นอกจากนี้ประชาชนทั่วไปก็สามารถเข้ามาศึกษาหาความรู้กฎจราจรได้ เพื่อให้มีความรู้ และเข้าใจกฎจราจรมากยิ่งขึ้น

ส่งผลให้ลดอุบัติเหตุการจราจรได้เป็นอย่างดี ในส่วนของการทดลองระบบทดสอบความรู้กฎจราจรของข้าราชการตำรวจสายงานจราจร จะต้องล็อกอินเข้าระบบแอพพลิเคชั่น M-Help ME พร้อมกันก่อนเวลาทดสอบ เมื่อถึงเวลาทดสอบ ระบบ จะทำการสุ่มเลือกคำถามและคำตอบแบบอัตโนมัติ โดยแต่ละข้อจะมีการสลับคำถามคำตอบ

แต่ละคนจะไม่ซ้ำกัน ไม่สามารถลอกกันได้ ข้อสอบมีจำนวน 50 ข้อ มีเวลาทำข้อละ 1.30 นาที เมื่อพ้นกำหนดเวลาข้อสอบข้อต่อไปจะเปลี่ยนโดยอัตโนมัติ จนครบ ๕๐ ข้อ เมื่อทำเสร็จระบบจะคำนวณคะแนนที่ได้ ทำให้ทราบผลได้ทันที โดยคะแนนจะแบ่งเป็นหมวดหมู่ที่ได้ เป็นการประหยัดงบประมาณ ผู้เข้ารับการทดสอบสามารถทดสอบได้ที่ไหนก็ได้ ไม่เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่รวมทั้งอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่ต้องใช้กระดาษในการพิมพ์คำถามคำตอบเป็นจำนวนมาก

กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้กำหนดให้มีการทดลองระบบทดสอบความรู้ ข้าราชการตำรวจสายงานจราจร ประจำปีงบประมาณ 2563 โดยกำหนดให้ข้าราชการตำรวจฝ่ายปฏิบัติการด้านการจราจรทุกนาย ตั้งแต่ระดับรองสารวัตรถึงผู้บังคับหมู่จราจรล็อกอินเข้าระบบโดยพร้อมเพรียงกัน

ในวันพุธที่ 27 พ.ย.62 การทดลองระบบแบ่งออกเป็น 2 รอบ ดังนี้ รอบเช้า เวลา 10.30 – 11.45 น. และรอบบ่าย เวลา 13.30 – 14.45 น. ทั้งนี้ ให้แต่ละกองบังคับการสามารถออกแบบและวางแผนกำหนดสถานที่ทดลองระบบการทดสอบได้ตามความเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการตำรวจนครบาล หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการทดลองระบบการทดสอบความรู้ข้าราชการตำรวจ สายงานจราจร ผ่านแอพพลิเคชั่น M-Help Me จะนำผลที่ได้มีปรับปรุงพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพมากย่างขึ้น เพื่อพัฒนาบุคลากรสายงานจราจร มีศักยภาพที่ดีขึ้นตามมาตรฐานที่กำหนด และสามารถปฏิบัติหน้าที่ดูแลรับใช้ ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงาน หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม แจ้งอุบัติเหตุ และแจ้งปัญหาการจราจร สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร (บก.02) ทางเว็บไซต์ http://www.trafficpolice.go.th และ สายด่วนจราจร โทรศัพท์ 1197 และแอพลิเคชั่น M-Help Me

ไทยผนึกกำลังเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสิ่งแวดล้อมศึกษาโลกครั้งที่ 10

ประเด็นน่าสนใจ

  • ไทยเป็นเจ้าภาทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดประชุมสิ่งแวดล้อมศึกษาโลกครั้งที่ 10
  • การจัดประชุมครั้งนี้มีขึ้นเพื่อสร้างความร่วมมือทางวิชาการจากนักวิชาการจากทั่วโลก ปราชญ์ท้องถิ่น ตลอดจนเยาวชนในประเทศที่กำลังพัฒนา
  • ผู้ที่มาร่วมงานจะได้แลกเปลี่ยนความรู้ และร่วมกันกำหนดวิธีการที่จะจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต

มูลนิธิชัยพัฒนา โดยโครงการศึกษาวิจัยสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ร่วมกับเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมไทย ผนึกกำลังเป็นเจ้าภาพการจัดงานประชุมสิ่งแวดล้อมศึกษาโลกครั้งที่ 10 หรือ 10th World Environmental Education Congress (WEEC2019) ระหว่างวัน 3-7 พฤศจิกายน 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงานประชุม WEEC2019 เปิดเผยว่า ปัจจุบันปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญในสังคม โดยต้องยอมรับว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้นถือเป็นความรับผิดชอบของทุกคน ทั้งนี้การปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ภาระหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่จะต้องเกิดความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคม

ดร.สุเมธกล่าวว่า สืบเนื่องจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญ ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยได้พระราชาทานพระราชานุมัติให้มูลนิธิชัยพัฒนา ภายใต้การดำเนินงานของโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เข้าร่วมจัดการประชุมนานาชาติด้านสิ่งแวดล้อมศึกษา World Environmental Education Congress ครั้งที่ 10

โดยมุ่งหวังว่าการเผยแพร่พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยวิธีทางธรรมชาติ ช่วยธรรมชาติผ่านเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมในระดับนานาชาติ จะเป็นหนึ่งในการจุดประกายให้เกิดการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการพัฒนาต่อยอดความรู้ในอนาคต

ดร.สุเมธระบุด้วยว่า การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากหลายภาคส่วน อาทิ คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันโลกร้อนศึกษาโดยมูลนิธินภามิตร สำนักงานเครือข่ายสิ่งแวดล้อมศึกษาโลก สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และมูลนิธิพลังที่ยั่งยืน

รวมถึง ส่วนงานภาครัฐบาลและเอกชนที่ได้ให้การสนับสนุน ได้แก่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) C Asean บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรีจํากัด (มหาชน) บริษัท นามยง เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ท็อปกัน จำกัด ภายใต้การอำนวยการจัดงานประชุมโดย บริษัท เอ็น.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นเนล อีเว้นท์ จำกัด

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์วิชาการทางสิ่งแวดล้อม อันนำไปสู่การหาแนวทางในการจัดการสิ่งแวดล้อมทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงเพื่อสร้างความร่วมมือทางวิชาการและร่วมกันหาแนวทางจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับ ภูมิภาคและระดับโลก ภายใต้หัวข้อ “Local Knowledge, Communication and Global Connectivity”

ประธานคณะกรรมการจัดงานประชุม WEEC2019 ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้ยังมุ่งหวังการสร้างความร่วมมือทางวิชาการของผู้เข้าร่วมประชุม นักวิชาการจากทั่วโลก และปราชญ์ท้องถิ่น ตลอดจนเยาวชนในประเทศที่กำลังพัฒนาได้มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมกันกำหนดวิธีการที่จะจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต

ซึ่งแนวทางการบริหารจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้สิ่งแวดล้อมผ่านรูปแบบการสื่อสารที่หลากหลายไปยังกลุ่มเป้าหมายทั่วโลก เพื่อสร้างภาคีเครือข่ายในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลกที่ร่วมกันกำหนดขึ้นจะได้รับการเผยแพร่ไปยังผู้ปฏิบัติการ ผู้บริหารและนักวางแผน ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสอันดีที่ผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลกจะได้เยี่ยมชมเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งทรงคุณค่าสำหรับการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและเป็นการเผยแผ่พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ด้านการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนไปยังนานาอารยประเทศ

ดร.สุเมธกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมของโลกในปัจจุบันเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับกิจกรรมของมนุษย์ ทั้งก่อให้เกิดปัญหาต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของมนุษย์ และการเกิดผลกระทบทางอ้อมอันมีสาเหตุมาจากภัยพิบัติธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมโลกทำให้เกิดการขับเคลื่อนในการสร้างนโยบาย มาตรการ และแผนงานในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรม

การประชุมด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาในครั้งนี้ ถือเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับกิจกรรมของมนุษย์ การควบคุมกิจกรรมของมนุษย์ผ่านกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา ถือกำเนิดมาจากพลังขับเคลื่อนของมนุษย์ในทุกระดับตั้งแต่ระดับครัวเรือน ชุมชน สังคม ประเทศ ภูมิภาค และระดับโลก ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีในการถ่ายทอดความรู้สิ่งแวดล้อมไปยังกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ความตระหนัก จิตสำนึก และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในลักษณะปัจเจกละภาคเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์วิชาการทางสิ่งแวดล้อม อันนำไปสู่การหาแนวทางในการจัดการการเปลี่ยนแปลงของโลกและสภาพภูมิอากาศทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

​ผศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานประชุม WEEC2019 ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำหรับการจัดงานมีกำหนดระยะเวลา 5 วัน ระหว่างวันที่ 3-7 พฤศจิกายน 2562 ณ ห้องภิรัช 1-3 และแอมเบอร์ 1-4 ศูนย์นิทรรศการและการ ประชุมไบเทค บางนา จังหวัดกรุงเทพมหานคร

โดยกิจกรรมในแต่ละวันมีรายละเอียดประกอบไปด้วย การประชุมวิชาการ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. Plenary Hall ซึ่งมี การประชุมหัวข้อหลัก (Plenary Session) กับ Panel Discussion และ 2. Breakout Session ซึ่งประกอบไปด้วย Oral Presentation, Round Table Session, Workshop และ Side Events ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก UNEP และ UNESCO ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นเวลา 4 วัน โดยมีกิจกรรมคือ ปาฐกถาพิเศษ (Keynote Speech) จากผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศ และระดับสากล

ผศ.ดร.สุรัตน์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังจะมีการจัดแสดงนิทรรศการ (Exhibition) การจากองค์กรชั้นนำของประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน ประกอบไปด้วยนิทรรศการวิชาการ เป็นการเผยแพร่การดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ มูลนิธิ และสมาคมต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้และการประชาสัมพันธ์ “แผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2560-2564” ซึ่งมี 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่

  1. การจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและเป็นธรรม
  2. การจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี ได้รับการป้องกันบำบัดและฟื้นฟู
  3. เพื่อประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน
  4. สร้างศักยภาพเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติ และส่งเสริมความร่วมมือกับต่างประเทศ

ทางด้านนิทรรศการประชาสัมพันธ์กิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมด้านสิ่งแวดล้อม ผศ.ดร.สุรัตน์อธิบายว่าจะเป็นการเผยแพร่การดำเนินงานของหน่วยงานทุกภาคส่วนในด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างจิตสำนึกและความตระหนักในคุณค่าของสิ่งแวดล้อมในทุกลำดับขั้นตอนของการทำงาน การดำเนินกิจการงานใดงานหนึ่งให้เป็นผลสำเร็จ

รวมถึง นิทรรศการประชาสัมพันธ์สินค้าใส่ใจสิ่งแวดล้อม จะจัดแสดงเผยแพร่ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม พร้อมจัดจำหน่ายภายในงานให้กับผู้สนใจ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมทัศนศึกษาเชิงวิชาการและวัฒนธรรม (Technical and Cultural Excursion) ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นเวลา 1 วัน เพื่อให้ผู้ลงทะเบียนร่วมทัศนศึกษาเลือกเยี่ยมชมโครงการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมศึกษา ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติหรือระบบนิเวศน์ต่าง ๆ หรือเยี่ยมชมวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ตลอดจนเยี่ยมชมด้านวัฒนธรรมท่องเที่ยววิถีไทยใส่ใจสิ่งแวดล้อม

โดยกลุ่มเป้าหมายของการจัดประชุมและการจัดแสดงนิทรรศการกิจกรรมต่าง ๆ คือ กลุ่มผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน นักวิจัย นักวิชาการ จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งองค์กรอิสระ ครู นักเรียน นักศึกษา จากสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงประชาชนผู้สนใจทั้งจากประเทศไทย และประเทศในภูมิภาคเอเชีย ที่มีความสนใจ ให้ความสำคัญหรือเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่น่าสนใจจากหน่วยงานต่าง ๆ และภาคมหาวิทยาลัย และยังมีการนำเสนอผลงานด้านวิชาการ Poster Presentation และมี Art Gallery นำเสนอผลงานภาพวาดด้านสิ่งแวดล้อม

“การประชุมสิ่งแวดล้อมศึกษาโลกครั้งที่ 10 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจะก่อให้เกิดการบรรลุเป้าหมายการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ สร้างจิตสำนึกให้เป็นไปตาม “แผนจัดการคุณภาพ สิ่งแวดล้อม พ.ศ.2560 – 2564” รวมถึงประชาชนทั่วไปและผู้เกี่ยวข้องในวงการสิ่งแวดล้อมศึกษาได้รับความรู้และมีความเข้าใจด้านการร่วมกันพัฒนาความตระหนักรู้ในด้านสิ่งแวดล้อมศึกษา และการให้ความสำคัญใส่ใจในการดูแลสิ่งแวดล้อมนับตั้งแต่ปัจจุบันไปจนในอนาคตต่อๆ ไป

นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงอายุมีโอกาสได้แสดงออกทางความคิด ใช้ความรู้ความสามารถและความสนใจเพื่อกระตุ้นความสำคัญ และรณรงค์ให้ทั่วโลกดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ตลอดจนร่วมกันแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ บนเวทีวิชาการระดับสากล รวมถึงการเป็นพื้นฐานของความร่วมมืออันจะนำไปสู่การจัดทำบันทึกข้อตกลงเพื่อร่วมกันให้ความสนใจในด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาในทุกระดับช่วงอายุระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคเอเชียต่อไป และสุดท้ายจะเกิดความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ภายใต้แผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม ปี 2560 – 2564” ผศ.ดร.สุรัตน์ กล่าว

“ป๊อกแทงค์” ประปาชุมชนราคาประหยัด ‘นิด้า’ การันตี

ประเด็นน่าสนใจ

  • “นิด้า” ขานรับยุทธศาสตร์ชาติ ลดเหลื่อมล้ำในสังคม จับมือ 2 คอร์ปอเรท ร่วมสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชน ชนบทที่ขาดแคลนเงินทุนมีโอกาส เข้าถึงน้ำประปาคุณภาพอาศัยกลไก ซีเอสอาร์ขององค์กรธุรกิจเอกชน
  • พร้อมส่งต่อเทคโนโลยีดังกล่าวไปสู่ชนบทห่างไกล

นวัตกรรมระบบผลิตน้ําประปาในชื่อ “ป๊อกแทงค์ (Pog Tanks)” และเอสแทงก์” เป็นนวัตกรรมการกรองที่สามารถติดตั้งร่วม กับระบบประปาเก่า กรองได้ทั้งน้ําบาดาลและ น้ําผิวดิน ช่วยลดค่าบํารุงรักษาและก่อสร้าง 30-40% คิดค้นพัฒนาโดยบริษัท คิดพร้อมทํา จํากัดผ่านการตรวจรับรองความเป็นนวัตกรรม จากสํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แห่งชาติ (สวทช.) ให้เข้าสู่รายการบัญชีนวัตกรรม ไทยเรียบร้อยแล้วทั้งสองรายงาน

ผศ.ประดิษฐ์ วิธิศุภกร ผู้อํานวยการ ศูนย์วิจัยขีดความสามารถในการแข่งขัน สํานักวิจัยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวในงาน “The Next Water Innovations : นวัตกรรมระบบประปาหมู่บ้านรูปแบบใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในชุมชน” ว่าระบบผลิตน้ำประปาป้อนครัวเรือนทั้งประปาในเมืองและประปาชนบท มีจุดอ่อนคือเมื่อผ่านไป 1-2 ปีคุณภาพของน้ำที่ผลิตได้เริ่มด้อยลง มีการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์เพราะขาดการดูแลรักษา

อีกทั้งการออกแบบไม่ได้มองถึงการ ใช้งานล่วงหน้าระยะยาว 20-30 ปี ทําให้ต้องซ่อมบํารุงบ่อยรวมเป็นค่าใช้จ่ายหลายล้านบาท แต่หากการคิดค้นนวัตกรรมหรือ ระบบที่ซ่อมบํารุงได้ง่าย ก็จะสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ อีกทั้งส่งผลตอบแทนทางอ้อมในด้านสุขภาพของประชาชนที่ได้ดื่มน้ําสะอาด ที่มีคุณภาพอีกด้วยจึงร่วมกับสมาคมพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ไทยดําเนินโครงการแก้ไขปัญหาระบบคุณภาพน้ําประปาชุมชน และมีโอกาสรับรู้ถึงนวัตกรรมป๊อกแทงค์ ที่จะ ตอบโจทย์ปัญหาดังกล่าวได้

ศิวพงศ์ เลือนราม กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิดพร้อมทํา จํากัด กล่าวว่า จากการ สํารวจพบว่าครัวเรือนไทยเข้าถึงน้ำสะอาด เพียง 30% จากการประปานครหลวงและ การประปาภูมิภาค ในขณะที่อีก 70% พึ่งพา การประปาหมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่คุณภาพน้ําไม่ได้มาตรฐานมีการปะปนของสนิมเหล็กน้ำขุ่นจากตะกอนไม่สามารถนํามาใช้อุปโภคบริโภค โดยที่ผ่านมาประชากรโลกเสียชีวิตจากการ ดื่มน้ำไม่สะอาดปีละ 5 แสนคน ส่วนไทย พบป่วยปีละกว่า 1 ล้านคนโดยสาเหตุหลักมาจากท้องถิ่นไม่มีบุคลากรในการดูแลรักษาอุปกรณ์และระบบกรองมักเกิดปัญหา ส่งผลให้ชาวบ้านเลิกใช้งานจนทําให้ระบบประปาหมู่บ้านถูกทิ้งร้าง จึงเป็นที่มาในการคิดค้นนวัตกรรม ป๊อกแทงค์

  • ประปาชุมชนราคาประหยัด

นวัตกรรม ป๊อกแทงค์ ที่ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 120 วัน อายุการใช้งานถึง 20 ปี มีระบบระบายตะกอนโดยไม่ต้อง หยุดทํางาน ตรวจสอบได้ 100% เนื่องจาก กระบวนการผลิตอยู่บนดิน โดยมีกําลังการผลิตอยู่ที่ 2.5-10 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ใช้พื้นที่ก่อสร้างน้อยกว่าระบบเดิม 70%

ฟังก์ชันการใช้งานประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1.ถังอเนกประสงค์ ACFS รวมกระบวนการทั้งหมดทั้งเติมอากาศ ตกตะกอน กรอง(แบบ ร่างขึ้นบน) และถังกักเก็บน้ำในตัว ทําให้ ได้น้ำสะอาดภายในถังเดียว 2.โรงสูบน้ำ สําเร็จรูป PnP ซึ่งเป็นโรงควบคุมการทํางาน ของระบบโดยอัตโนมัติโดยสูบน้ำจากแหล่ง น้ำดิบเติมอากาศเบื้องต้นและเติมเคมีปรับ สภาพน้ําในท่อสุญญากาศเพื่อเร่งปฏิกิริยา ในการทําให้น้ําสะอาด อีกทั้งมีเซนเซอร์ ตรวจจับความเสียหายต่างๆ 3.หอถังสูง SFX เป็นหอเก็บน้ําเพื่อเตรียมจ่ายจะมีระบบกรองซ้ําเพื่อตอกย้ําคุณภาพก่อน น้ําจ่ายสู่ประชาชนในลําดับต่อไป

ทั้ง ป๊อกแทงค์และเอสแทงก์ได้ผ่านเกณฑ์ มาตรฐานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมทรัพยากรน้ำ พร้อมทั้งขึ้นทะเบียน บัญชีนวัตกรรมไทยเมื่อ พ.ย. 2560 ในหมวด ครุภัณฑ์ก่อสร้างโดยมีราคาจําหน่ายเริ่มต้นที่ 6 แสนบาท ส่วนใหญ่ฐานลูกค้าเป็นองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นและชุมชน ปัจจุบันติดตั้งในพื้นที่ชุมชนภาคใต้ไปแล้วกว่า 10 ระบบ

  • สะพานเชื่อมอุปสงค์อุปทาน

นิวัฒน์ ตั้งก้องเกียรติ กรรมการ บริหาร บริษัท ยูนิเวอร์ซัล โฮลดิ้ง จํากัด กล่าวว่า บริษัทจะช่วยเติมเต็มในเรื่องของ การเข้าถึงนวัตกรรมระบบประปาให้กับกลุ่ม เป้าหมายที่มีความจําเป็นแต่ติดปัญหาด้าน งบสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็น องค์การบริหาร ส่วนตําบลหรือชุมชน โดยจะทําหน้าที่เป็น คนกลางเชื่อมโยงความต้องการของชุมชน กับองค์กรธุรกิจเอกชนที่มีนโยบายด้าน ซีเอสอาร์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับ องค์กร นับเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต ของชาวบ้านได้เป็นอย่างดี โดยไม่ต้องรอการจัดสรรงบประมาณจากภาครัฐอีกต่อไป

โครงการความร่วมมือครั้งนี้ จึงเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคมให้ประชาชนในชนบทมีสิทธิเข้าถึงระบบ สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อย่างน้ำประปาที่ สะอาดและมีคุณภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐาน