กัปตันจีนถูกสั่งห้ามบินตลอดชีวิต หลังว่อนภาพสาวเก๊กท่าถ่ายรูปในห้องนักบิน

ประเด็นน่าสนใจ

  • มีภาพผู้โดยสารหญิงถ่ายภาพในห้องนักบินของสายการบินแอร์กุ้ยหลินถูกเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์
  • หลังมีภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกมา นักบินชาวจีนถูกสั่งห้ามบินตลอดชีวิต

สำนักข่าว ‘บีบีซี’ รายงานว่า ภาพผู้โดยสารหญิงในห้องนักบินดังกล่าวถูกถ่ายเมื่อเดือนมกราคม บนสายการบินแอร์กุ้ยหลิน เที่ยวบินในประเทศจากเมืองกุ้ยหลิน ไปยังเมืองหยางโจว แต่เพิ่งถูกแชร์อย่างมากในช่วงสัปดาห์นี้ เนื่องจากสายการบินได้ดำเนินการเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว

ภาพดังกล่าวเป็นภาพผู้โดยสารหญิงโพสต์ท่าขณะมีอาหารว่างอยู่ด้วยในห้องนักบิน พร้อมข้อความว่า “ขอบคุณกัปตัน มีความสุขมาก”

สายการบินแอร์กุ้ยหลิน ระบุในแถลงการณ์ว่า นักบินได้ละเมิดกฎความปลอดภัยทางอากาศ โดยการอนุญาตให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาในห้องนักบิน แต่สายการบินไม่ได้ยืนยันว่าภาพนี้ถ่ายขณะเครื่องขึ้นบินอยู่หรือไม่

ด้านผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ภาพดังกล่าวน่าจะถ่ายขณะขึ้นบิน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ที่อยู่ในเที่ยวบินก็ถูกพักงานอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งจะมีการสืบสวนเรื่องดังกล่าวต่อไป

สภาทนายฯ ชี้! คดีล่อซื้อกระทงละเมิดลิขสิทธิ์ อาจเข้าข่ายกรรโชกทรัพย์

ประเด็นน่าสนใจ

  • จากกรณีเด็กวัย 15 ปี ทำกระทงหารายได้เสริม แต่โดนล่อซื้อจับลิขสิทธิ์เรียกเงิน 50,000 บาท บริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ ได้ออกมาชี้แจง ไม่ได้มอบหมายให้ใครจับลิขสิทธิ์ พร้อมเตรียมดำเนินการทางกฎหมาย
  • ล่าสุดทางด้านสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา เข้าช่วยเหลือเด็กหญิงแล้ว

ความคืบหน้ากรณีเด็กสาววัย 15 ปี ถูกล่อซื้อกระทงการ์ตูนแล้วเรียกเก็บเงินค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งทางด้านตัวแทนเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ออกหนังสือชี้แจงผ่านโซเชียลว่า ไม่เคยมอบหมายให้ทำการจับกุม

ส่วนความคืบหน้าของคดีนี้ นายณพจน์ ผลเจริญ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา พร้อมทีมทนาย ได้เดินทางมา ที่ สภ.เมืองนครราชสีมา เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง เพื่อหาช่องทางช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่เด็กสาวอายุ 15 ปี ที่ตกเป็นเหยื่อถูกล่อซื้อกระทงละเมิดลิขสิทธิ์

เบื้องต้น ยังติดใจในประเด็นพฤติการณ์ล่อซื้อ และกรณีที่ทางตัวแทนลิขสิทธิ์มีการเรียกร้องค่าเสียหายจากเด็กสาว ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ได้ ซึ่งขณะนี้สภาทนายความจังหวัดนครราชสีมากำลังดำเนินการหาหลักฐาน

ขณะที่ทางด้าน ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายเปิดเผยว่า การจับกุมเด็กเมื่อไปโรงพักก็ต้องมีเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพสอบสวนด้วย แต่ในคดีนี้ไม่มีขั้นตอนนั้น ซึ่งหากมองคดีนี้ดูแล้ว คนจับกุมมีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารมอบอำนาจ ความผิดฐานกักขังหน่วง รวมไปถึงความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ จากการเรียกเก็บเงินอีกด้วย แม้จะคืนไปแล้วก็ตามแต่ว่าความผิดสำเร็จแล้ว

ส่วนประเด็นข้อสงสัย ที่ว่าตำรวจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ ด้าน พันตำรวจเอก คเชนท์ เสตะปุตตะ ผู้กำกับการ สภ.เมืองนครราชสีมา เปิดเผย เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบจากหลักฐานใบรับรองการเป็นตัวแทนบริษัทที่นายประจักษ์ โพธิผล ผู้รับมอบอำนาจ นำมาแสดงกับเจ้าหน้าที่พบว่า เอกสารมีการระบุชื่อบริษัทชัดเจน

ซึ่งตำรวจขอเวลาในการตรวจสอบว่า เป็นของจริงหรือไม่ คาดว่าภายในวันพรุ่งนี้จะทราบรายละเอียดทั้งหมดหากเป็นเอกสารปลอม พนักงานสอบสวนก็จะแจ้งข้อหาฐานแจ้งความเท็จ ยืนยันว่า ตำรวจไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเงินค่าเสียหาย แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามหากเด็กสาววัย 15 ปี ผู้เสียหายที่ หรือผู้เสียหายรายอื่น ๆ ต้องการเข้าแจ้งความเอาผิดกับตัวแทนลิขสิทธิ์สามารถทำได้

ขณะที่ บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนลิขสิทธิ์ ของบริษัท San-X ประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2560 โดยครอบคลุมประเทศต่าง ๆ ได้ออกหนังสือ ชี้แจงให้ทราบโดยทั่วกันว่า ไม่ได้มอบหมายให้ผู้ใดทำการจับลิขสิทธิ์ผิดกฎหมายแต่อย่างใดตามข่าวที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

ซึ่งตอนนี้ทางบริษัทฯ ได้ทำการปรึกษาฝ่ายกฎหมายและมอบหมายให้ทนายความดำเนินการสืบหาความจริงในกรณีที่เกิดขึ้น เพื่อจะได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยบริษัทอยู่ระหว่างปรึกษาด้านกฎหมายเพื่อเอาผิดผู้ที่แอบอ้าง

ส่วนทางด้านนางสาวนุสรา กาญจนกูล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยว่า ขั้นตอนต่อไปเจ้าของลิขสิทธิ์จะต้องตรวจสอบว่าบุคคลที่อ้างเป็นตัวแทนนั้นได้รับมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถดำเนินการเอาผิดทางกฎหมายได้ อีกทั้งคู่กรณีที่เป็นเด็กยังสามารถฟ้องกลับเพื่อเอาผิดกับบุคคลที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่จับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ฐานข่มขู่กรรโชกทรัพย์จนเกิดความเสียหายแล้วได้ด้วย

ที่ผ่านมากรมฯ กำหนดให้บริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นผู้ให้อำนาจเองอยู่แล้ว เพียงแต่ให้มาขึ้นทะเบียนรายชื่อไว้กับกรมฯ ซึ่งมีอายุ 1 ปีต้องมาขึ้นทะเบียนใหม่ทุกปี ป้องกันหากเกิดปัญหาและ อุดช่องโหว่ของคนคิดไม่ดีเข้ามาหาประโยชน์ตรงนี้แต่ปีที่ผ่านมากลับไม่มีใครมาขึ้นทะเบียน

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อ ตัวแทนที่อ้างตัวว่าเป็นผู้ดำเนินการลิขสิทธิ์ รายนี้ ก็พบว่าตั้งแต่ช่วงบ่ายวานนี้ไม่สามารถติดต่อได้ ขณะที่ผู้สื่อข่าวในจังหวัดนครราชสีมาพบว่า นอกจากเด็กหญิงวัย 15 ปีรายนี้แล้ว ยังมีเหยื่อที่ออกมาเปิดเผยว่าเคยถูก ตัวแทนลิขสิทธิ์รายนี้ จับและเรียกรับเงิน อีก 4 ราย ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา คือ

  • 16 ตุลาคม ผู้เสียหายถูกล่อซื้อลิขสิทธิ์ ก่อนเรียกรับเงิน 3 หมื่น บาท
  • 27 ตุลาคม ผู้เสียหายถูกล่อซื้อลิขสิทธิ์ ก่อนเรียกรับเงิน 1 หมื่นบาท
  • 31 ตุลาคม ผู้เสียหายถูกล่อซื้อลิขสิทธิ์ ก่อนเรียกรับเงิน 3 หมื่นบาท
  • 1 พ.ย. นอกจากเด็ก วัย 15 ปี ที่ถูกเรียกรับ 5 หมื่นบาทแล้ว ยังมีอีกรายถูกเรียกเงิน 2 หมื่นบาทด้วย

โผล่อีก! ที่ จ.ร้อยเอ็ด จับกระทงการ์ตูนเรียก 1 แสน

ประเด็นน่าสนใจ

  • มีเคสล่อซื้อกระทงลิขสิทธิ์ โผล่อีกที่ จ.ร้อยเอ็ด
  • ตัวแทนลิขสิทธิ์เรียกเงิน 1 แสน แลกกับการไม่แจ้งความดำเนินคดี
  • ด้าน ผกก.สภ.ธวัชบุรี เผยปฏิบัติตามหน้าที่ ตามระเบียบและขั้นตอนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ผู้เสียหาย อายุ 24 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกจับข้อหาประดิษฐ์กระทงขายติดรูปตัวการ์ตูนดังละเมิดละเมิดลิขสิทธิ์ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมาเหมือนกัน เปิดเผยเรื่องที่เกิดขึ้นว่า ได้โพสต์ขายกระทงผ่านโซเชียล แต่ ปรากฎว่า มีคนติดต่อผ่านเฟซบุ๊กมาอยากให้ทำกระทงตามรูปที่สั่ง

จากนั้นก็ทำตามออเดอร์ที่สั่งซื้อ รวม 30 กระทงแล้วนำไปส่งตามสถานที่ที่ระบุคือ ข้างที่ว่าการอำเภอธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด เมื่อไปถึงพบผู้ที่สั่งซื้อรออยู่จุดนัดหมายแล้วจ่ายเงินค่ากระทง ก่อนจะแสดงตัวและหลักฐานว่าเป็นตัวแทนบริษัทลิขสิทธิ์ ชี้ให้ตำรวจจับกุม ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ เพื่อการค้า

จากนั้นนำตัวไปที่ สภ.ธวัชบุรี ตำรวจได้พาน้องอายุ 16 ปี ส่งศาลคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดร้อยเอ็ด ส่วนตัวแทนลิขสิทธิ์ได้เจรจากับตนเองถ้าอยากจบเรื่อง ต้องจ่าย1 แสนบาท แต่ครอบครัวไม่มีเงินจึงถูกแจ้งข้อหาดำเนินคดีตามกฎหมาย ก่อนญาติจะนำเงินสด 2 หมื่นบาทมาประกันตัวออกไป เรื่องนี้ไม่มั่นใจว่า ตำรวจที่มาร่วมกับผู้ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนบริษัทนั้นมีส่วนรู้เห็นเป็นใจกันด้วยหรือไม่

ด้านพ.ต.อ.ไกร สอนสี ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรอำเภอธวัชบุรี เปิดเผยว่า หลักการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนของกรมตำรวจ เราไม่สามารถจะไปฝ่าฝืนหรือไปร่วมกระทำผิดกับทางผู้ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของบริษัทนั้นโดยเด็ดขาด แต่ถ้าหากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ทำตามที่มีผู้ร้องและขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย ก็จะถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่