พรรคพลังประชารัฐ ส่ง “ปารีณา-สิระ”นั่ง กมธ.ทุจริต

ประเด็นน่าสนใจ

  • ปารีณายืนยันร่วมมือกับนายสิระ เข้าไปทำหน้าที่ในกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ปปช.) หลัง ส.ส. ในพรรคลาออก 2 คน
  • ปารีณา มั่นใจสามารถอดทน ได้อย่างแน่นอน เผยจะพยายามสอนและตักเตือนบรรดา ส.ส.สมัยแรกถึงอำนาจของกรรมาธิการ

นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ออกมายืนยันพร้อมผนึกกำลังกับนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.รับมือ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ในฐานะประธานกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ

นายธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า มีความรู้สึกอึดอัดใจในการทำหน้าที่ไม่แตกต่างจากนายพยม พรหมเพชร ส.ส.สงขลา พรรคพลังประชารัฐที่ลาออก

การที่ต้องทำงานร่วมกับ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ในฐานะประธานกรรมาธิการ หากเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงได้ตนก็จะสบายใจกว่า และยืนยันว่าเหตุผลที่ลาออกไม่ใช่เพราะไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย

แต่เป็นเพราะนิสัยส่วนตัวของคนที่มาทำหน้าประธานนั้น ไม่มีความเหมาะสม และไม่ฟังความคิดเห็นของกรรมาธิการท่านอื่นๆ

นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ระบุว่า รู้สึกเห็นใจนายพยม และนายธนะสิทธิ์ ที่รู้สึกหมดความอดทนที่มีการใช้อำนาจกรรมาธิการแบบเกินขอบเขต และเข้าใจดีถึงความอึดอัดใจหากจะต้องเข้าร่วมประชุมในทุกสัปดาห์ ซึ่งหากเกินความรู้สึกเช่นนี้การลาออกก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดหรือน่าแปลกอะไร

ซึ่งที่ประชุมพรรคพลังประชารัฐ ได้มีมติให้ตน และนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ ทำหน้าที่แทน ตนก็พร้อมที่จะทำหน้าที่แทนอย่างเต็มใจ และจะพยายามสอนและตักเตือนบรรดา ส.ส.สมัยแรกบางคนว่า อำนาจของกรรมาธิการมีแค่ไหน และจะสามารถอดทน ได้อย่างแน่นอน

ก่อนหน้านี้ พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ ยืนยันว่า กรรมาธิการมีอำนาจเรียก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พลเอกประวิทย์ วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มาชี้แจงกรณีเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ทั้งที่ คณะรัฐมนตรี เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญได้

พร้อมยืนยัน ไม่ได้มุ่งโจมตีอย่างที่โดนกล่าวหา หากในวันที่ 6 พฤศจิกายนนี้ ยังไม่มาแจง ก็จะทำหนังสือเชิญเป็นครั้งที่ 3 หากยังไม่มาอีก ก็จะออกคำสั่งตาม พ.ร.บ.คำสั่งเรียกบุคคลมาชี้แจงต่อกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งการเชิญกับการออกคำสั่งมีความหมายแตกต่างกัน

เปิดใจ ‘ผอ.ทอม – อาจารย์แหม’ รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ หลังถูกปลด

ประเด็นน่าสนใจ

  • อดีตผอ.โรงเรียน และ อดีตผู้จัดการโรงเรียน ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเปิดใจหลังถูกปลดออกจากตำแหน่ง
  • องค์กร Save BCC ชี้คำสั่งปลด 2 ผู้บริหารโรงเรียน ไม่เป็นธรรม
  • ด้านอดีต 2 ผู้บริหาร ยันยืนในความบริสุทธิ์ ไม่ได้ทุจริต

ที่ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย นายศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ อดีตผอ.โรงเรียน และ นายวัชรพงศ์ อภิญญานุรังสี อดีตผู้จัดการโรงเรียน พร้อมนายกสมาคมศิษย์เก่าและ แกนนำศิษย์เก่าและผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเปิดใจ และความระส่ำระสายที่มีผลกระทบทั้งต่อนักเรียนและครูอาจารย์

โดยไรเงาประธานบอร์ด รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย มัคนายกวิศาล มหชวโรจน์ หลังก่อนหน้านี้ได้มีการ เรียนเชิญเข้ามาร่วมหารือถึงการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นที่ยืดเยื้อมากว่า 3 เดือนแล้ว เพื่อที่จะหาทางยุติปัญหาโดยเร็ว

ทั้งนี้องค์กร Save BCC ร่วมกับประชาคมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน มองว่าคำสั่งดังกล่าวไม่เป็นธรรม จึงได้มีการนัดรวมตัวแต่งกายชุดดำเพื่อมาให้กำลังใจและแสดงพลังในการยืนหยัดพิทักษ์รักษาธรรมาภิบาลของโรงเรียน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการรวมตัวชุมนุมกันมาแล้วเมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา

เปิดใจ อดีตผอ.โรงเรียน

โดย นายศุภกิจ กล่าวว่า จนถึงวันนี้ตนเองยังไม่เข้าใจเหตุผลที่ถูกปลด เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ยุติธรรม ถ้าสังคมหรือผู้ปกครอง นักเรียน ตัดสินว่าตนผิดก็พร้อมจะไป ถ้าตนโกงจริงตามที่กล่าวอ้างก็คงรวยไปแล้ว ยืนยันไม่ได้ทุจริต

โดยเฉพาะเรื่องการซื้อที่ดินบึงกาฬ แต่มีคนพยายามกล่าวหา ซึ่งตนได้อธิบายไปหมดแล้ว แม้แต่เรื่องเงินบริจาค แรกเข้าของโรงเรียนก็ถูกตีตรายืนยันตอนนี้ว่าตนไม่เคยเรียกรับเงิน โรงเรียนไม่มีเงินใต้โต๊ะแน่นอน เงินที่ผู้ปกครองบริจาค เข้าสู่โรงเรียนทุกบาททุกสตางค์

พร้อมย้ำว่าตนได้ทำทุกอย่างด้วยความสุจริตใจ ยืนยันไม่โกง ส่วนที่อ้างว่าดำเนินการผิดขั้นตอนก็อธิบายชี้แจงทุกขั้นตอน ถ้ามีกรรมการตัดสินที่เป็นกลาง เชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ถ้าผู้ปกครองนักเรียนไม่ต้องการผมก็จะยินดีที่จะไป แต่ถ้าผู้ใหญ่ยังเมตตาก็ยินดีที่จะกลับมากอบกู้ภาพลักษณ์ให้โรงเรียนดีขึ้น

เปิดใจ อดีตผู้จัดการโรงเรียน

ด้าน นายวัชรพงษ์ อดีตผู้จัดการร.ร.ที่ถูกไล่ออก กล่าวว่า ประเด็นที่ตนถูกปลดตอนแรก เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างนั้นได้มีการชี้แจงไปแล้วและได้ทำตามขั้นตอนทุกอย่าง แต่กลับถูกหยิบยกประเด็นเรื่องการไม่ปฎิบัติตามจารีตประเพณี

ซึ่งตนมองว่าโรงเรียนไม่ใช่สภาคริสตจักรจึงมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม พร้อมเรียกร้องให้มีการพูดคุยเจรจากัน อย่างไรก็ตามขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างการยื่นอุทรณ์ต่อสภาคริสจักร เพื่อขอให้มีการพิจารณาและทบทวนคำสั่งดังกล่าว

อย่างไรก็ตามภายหลังจบการแถลง ได้มีสมาคมศิษย์เก่า สมาคมผู้ปกครองนักเรียน ได้มอบดอกกุหลาบให้กำลังใจ พร้อมกับถ่ายรูปเป็นที่ระลึก โดยแกนนำศิษย์เก่าและผู้ปกครองนักเรียน คณาจารย์ สมาคมศิษย์เก่า ยังแต่งกายด้วยชุดสีดำจำนวนมาก พร้อมกับชูป้าย #saveBCC ให้กำลังใจ ท่ามกลางการดูแลความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

สหรัฐฯ แจ้ง UN ถอนตัวความตกลงปารีส

ประเด็นน่าสนใจ

  • สหรัฐฯ แจ้ง UN เกี่ยวกับการถอนตัวออกจากความตกลงปารีส ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นทางการ
  • หลายประเทศทั่วโลก แสดงความเสียใจและผิดหวังถึงความเคลื่อนไหวครั้งนี้

นักข่าว ‘บีบีซี’ รายงานว่า สหรัฐฯ เริ่มกระบวนการถอนตัวออกจากความตกลงปารีสอย่างเป็นทางการ ด้วยการแจ้งให้สหประชาชาติ หรือ UN ทราบถึงความตั้งใจที่จะถอนตัว

กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ส่งจดหมายถึงนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการ UN ซึ่งถือเป็นการเริ่มกระบวนการถอนตัวออกจากความตกลงปารีส ซึ่งกินระยะเวลา 1 ปี และจะเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 4 พฤศจิกายน ปีหน้า หรือ 1 วัน หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ความตกลงปารีสทำให้ชาวอเมริกันแบกรับภาระทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลท้องถิ่น, ธุรกิจ และองค์กรหลายร้อยแห่งในสหรัฐฯ ร่วมแคมเปญการเคลื่อนไหว “วี อาร์ สติล อิน” ซึ่งให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยมลพิษและเปลี่ยนแปลงไปใช้พลังงานหมุนเวียน

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำให้การตัดสินใจถอนตัวออกจากความตกลงปารีส เป็นหนึ่งในแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งของเขา แต่กฎของ UN กำหนดไว้ว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถเริ่มกระบวนการถอนตัวได้ จนกว่าจะถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน หรือวันจันทร์ที่ผ่านมา

การถอนตัวออกจากความตกลงปารีสของสหรัฐฯ จะขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปีหน้า โดยหากนายทรัมป์แพ้การเลือกตั้ง ผู้ชนะการเลือกตั้งอาจตัดสินใจยกเลิกการถอนตัวได้

อย่างไรก็ตาม ความตกลงปารีส ซึ่งลงนามโดยสหรัฐฯ และอีก 187 ประเทศทั่วโลก เมื่อปี 2558 มีขึ้นเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส