รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงมาแล้ว รฟท.ยันพร้อมให้บริการต้นปี 2564

ประเด็นน่าสนใจ

  • ขบวนรถไฟฟ้าสายสีแดงถึงไทยแล้ว
  • ขบวนรถไฟฟ้าชุดแรกมีจำนวน 10 ตู้ จากทั้งหมด 25 ขบวน
  • คาดได้ครบกลางปี 2563

ที่ โรงซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีแดง (Commuter Train Depot) สถานีกลางบางซื่อ ถนนกำแพงเพชร 2 เขตจตุจักร กรุงเทพฯ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีต้อนรับขบวนรถไฟฟ้าโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

โครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ – รังสิต และช่วงบางซื่อ – ตลิ่งชัน ชุดแรก โดยมี นายชิโร ซะโดะชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมในการเปิดตัวครั้งนี้ด้วย

โดย นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้มุ่งเน้นการลงทุนพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนพัฒนาระบบขนส่งทางรางให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดการพัฒนาระบบรางที่มีศักยภาพ

การต้อนรับขบวนรถรถไฟฟ้าชุดแรก โครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล โครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ – รังสิต และช่วงบางซื่อ – ตลิ่งชัน จึงถือเป็นการต่อยอดการพัฒนาระบบรางของประเทศ ที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

รถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วยการแก้ปัญหาการจราจรภายในเมือง เป็นกลไกพัฒนาประเทศ

โดยต้องมีการขยายบริบทจากเพียงการมุ่งจัดหาขนส่งระบบรางมาใช้เพื่อการแก้ไขปัญหาจราจรภายในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล หรือการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าระหว่างเมือง ไปสู่การใช้ระบบรางให้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือที่เราสามารถใช้เป็นกลไกในการพัฒนาประเทศ

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตลอดจนการพัฒนาบุคคลากร เพื่อสนองนโยบายการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และลดต้นทุนค่าขนส่ง และโลจิสติกส์ ซึ่งจะส่งผลให้ระบบขนส่งทางรางของไทยมีความเจริญก้าวหน้าและพัฒนาอย่างยั่งยืนได้

สำหรับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้รับมอบรถไฟฟ้าชุดแรก จำนวน 10 ตู้ จากทั้งหมด 25 ขบวน ในส่วนขบวนรถไฟฟ้าที่เหลือจะทยอยเดินทางมาจนครบทั้งหมดภายในกลางปี 2563

หลังจากนั้นจะดำเนินการทดสอบขบวนรถให้แล้วเสร็จ เพื่อให้พร้อมที่จะดำเนินการทดสอบ System Integration Testing และทดสอบการวิ่งให้บริการเสมือนจริง (Trial Running) ให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนที่จะเปิดเดินรถเชิงพาณิชย์ภายในต้นปี 2564

ขบวนรถไฟฟ้าสายสีแดง มี 2 แบบ รองรับผู้โดยสารได้ 1,710 คนต่อเที่ยว และ 1,120 คนต่อเที่ยว

สำหรับ ขบวนรถไฟฟ้าที่ใช้ในโครงการรถไฟสายสีแดง เป็นขบวนรถไฟฟ้าของกลุ่มกิจการร่วมค้า MHSC ร่วมกับ ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น บริษัท มิตซูบิชิ เฮฟวี่ อินดัสตรี่ส์ จำกัด และ บริษัท ฮิตาชิ จำกัด

ประกอบไปด้วยขบวนรถไฟ 2 รูปแบบ คือ รถไฟฟ้าชนิด 6 ตู้ต่อขบวน รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 1,710 คนต่อเที่ยว และรถไฟฟ้าชนิด 4 ตู้ต่อขบวน รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 1,120 คนต่อเที่ยว มีความเร็วสูงสุดในการออกแบบที่ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

วัสดุขบวนรถเป็น Aluminum Double Skin การออกแบบรถไฟฟ้าสำหรับโครงการรถไฟสายสีแดง ได้คำนึงถึงสภาพอากาศของประเทศไทย ภายในขบวนรถมีเครื่องปรับอากาศตู้ละ 2 เครื่อง ใช้กระจกสีสำหรับทำหน้าต่างรถไฟ เพื่อลดปริมาณแสงแดดที่จะส่องผ่านเข้ามาภายในตู้รถ

ออกแบบให้ตู้รถแต่ละข้างมี 3 ประตู และเพิ่มจำนวนที่นั่งเพื่อให้ผู้โดยสารนั่งได้สบายขึ้น รวมทั้งมีหน้าต่างขนาดใหญ่ให้ผู้โดยสารมองเห็นทัศนียภาพภายนอกจากมุมสูงได้มากขึ้น

พุทธิพงษ์ เปิดตัวแล้ว! ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center)

ประเด็นน่าสนใจ

  • พุทธิพงษ์ เปิดตัวศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) ทำงานร่วมกับ ศปอส.ตร.
  • มุ่งหนุนคนไทยรู้เท่าทันสื่อลวง รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง
  • โดยจะเน้นข่าวที่มีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

กระทรวงดิจิทัลฯ เปิดตัวศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) พร้อมทำงานร่วมกับศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (PCT) (ศปอส.ตร.) เดินหน้าระดมทุกกลยุทธ์หนุนคนไทยรู้เท่าทันสื่อลวง

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลฯเปิดตัวศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) เน้นข่าวที่มีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง กระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินประชาชน

คาดหวังให้เกิดการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง และเผยแพร่ต่ออย่างรู้เท่าทันสื่อและเป็นโอกาสดีที่มีการเปิดตัวศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (PCT)

ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกด้วย

โดยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาข่าวปลอมที่มีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างเน้นย้ำว่าข่าวปลอมที่มีผลกระทบต่อสังคุมในวงกว้างส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินต่อประชาชนโดยตรง

เช่น โรคระบาด ภัยพิบัติ ข่าวที่สร้างความแตกแยกในสังคมเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อมข่าวที่สร้างความเข้าใจผิดต่อสังคมตลอดจนข่าวที่ทำลายภาพลักษณ์ต่อประเทศ และสิ่งที่สำคัญเรายึด codeof-principles ดังนี้

1.ความเที่ยงธรรมและความปราศจากอคติในการคัดเลือกข่าว

2.ความเป็นส่วนบุคคลกับสิทธิเสรีภาพของการนำเสนอข่าว

3.การขัดกันด้านผลประโยชน์และผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง

4.ให้ความเป็นธรรมแก่ฝ่ายที่ถูกพาดพิงและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเท่าเทียมกัน

5.สามารถอธิบายกระบวนการการพิสูจน์ การตรวจสอบ แหล่งที่มาของบทความและข้อเท็จจริงต่างๆ ได้

6.มีความรู้เกี่ยวกับข่าวนั้น ๆ ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงในด้านต่าง ๆ ได้อย่างเปิดเผย ซื่อสัตย์และโปร่งใส และสุดท้าย

7.เป็นหน่วยงานที่อิสระไม่ขึ้นต่ออิทธิพลของหน่วยงานหรือองค์กรใด ๆ

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) หน้าที่หลักจะมีการติดตาม ตรวจสอบข้อมูลที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์และระบบอินเทอร์เน็ต พร้อมวิเคราะห์แนวโน้ม และบ่งชี้ข้อมูลที่เป็นข่าวปลอมผลิตข้อมูลที่ถูกต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบข้อมูล

อีกทั้ง จัดส่งข้อมูลต่อหน่วยงานที่เป็นเจ้าของเรื่องประกอบการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และข้อสำคัญ ขั้นตอนการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องต่อประชาชนและสาธารณชน จะผ่านกลไกภาคสื่อสารมวลชน อาทิ เช่น สำนักข่าวไทย สมาคมนักข่าว หรือสื่อหน่วยงานอื่น ๆ เครือข่ายภาครัฐภาคเอกชน และภาคประชาชน เป็นต้น

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทาน ส.ค.ส.ปี 2563 “แมวไม่อยู่ หนูระเริง”

ประเด็นน่าสนใจ

  • ส.ค.ส. พระราชทานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2563 ภาพฝีพระหัตถ์พระราชทานปีนี้คือภาพ “แมวไม่อยู่ หนูระเริง”
  • เป็นคติสอนใจคนไทย

ในปีชวด พ.ศ. ๒๕๖๓ นี้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานภาพฝีพระหัตถ์รูปหนูหน้าตารื่นเริง และรูปแมวที่แอบดูหนูข้างรั้วมาปักบนกระเป๋า เสื้อโปโล 8 สี เสื้อคอวี 3 สี และเสื้อทีเชิ้ต 2 สี โดยเสื้อทั้งหมดจะออกจำหน่ายเป็นของขวัญปีใหม่ พ.ศ.๒๕๖๓ นี้

นอกจากพระราชทานภาพฝีพระหัตถ์แล้ว สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังพระราชทานพรปีใหม่ “สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๓ ปีชวดหนู” “แมวไม่อยู่ หนูระเริง” ดังนี้

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๓ ปีชวดหนู “แมวไม่อยู่ หนูระเริง”

แมวไม่อยู่หนูระเริงโบราณว่า แต่แมวมาเมื่อไรไม่รู้แน่

อาจถูกกินสิ้นชีพไม่ทันแก่ ต้องพ่ายแพ้เพราะประมาทอาจถึงตาย

คนเหมือนหนูตั้งใจดูให้พร้อมสรรพ เมื่อแมวกลับสู้ได้ดังใจหมาย

อยู่ทั้งปีไม่มีอันตราย ท่านทั้งหลายจงมีสุขทุกวันคืน

เมื่อประชาชนชาวไทยได้รับพรพระราชทานแล้ว ประชาชนก็จะมีสุขทั่วหน้าทุกวันคืน ไม่มีภัยอันตรายใดๆ มาแผ้วพาน แต่กระนั้นก็ต้องตะหนักว่าถึงแม้ “แมวไม่อยู่ หนูระเริง” หนูไม่ต้องกลัวแมวอีกต่อไป

แต่ก็ไม่มีใครรู้ได้ว่า ขณะที่หนูระเริงกันอย่างเต็มที่ แมวอาจจะหวนกลับมาจับหนูอีกเมื่อไหร่ก็ได้

ดังนั้นหนู (หรือตัวเราเอง) ก็ควรเตรียมตัวให้พร้อม และต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาท จึงจะเอาตัวรอด และมีความสุขได้ พรพระราชทานปีนี้ จึงเป็นคติสอนใจอันเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ทั้งนี้พรพระราชทานดังที่กล่าวมาแล้วจะมาปรากฎบนด้านหน้าของเสื้อทีเชิ้ต 2 สี คือ

สีขาว หนูร่าเริง

สีเทา หนูเบิกบาน

ส่วนเสื้อคอวี ทางร้านภูฟ้า ก็จะมีเสื้อให้เลือกถึง 3 สี

สีชมพู หนูสดสวย

สีม่วง หนูสดใส

สีฟ้า หนูสดชื่น

ส่วนเสื้อโปโลทั้ง 8 นี้จะมีชื่อสีต่างๆ ที่มีความหมายของ “หนูระเริง” คือ

สีน้ำเงิน หนูสุขใจ

สีเทา หนูอิ่มใจ

สีเขียวเทอร์ควอยส์ หนูแจ่มใส

สีม่วง หนูปลื้มใจ

สีชมพูบานเย็น หนูสุขสันต์

สีเขียวมะกอก หนูแช่มชื่น

สีส้ม หนูซาบซื้ง

สีฟ้า หนูสบายใจ

โดยการออกแบบได้รับเกียรติจากคุณจ๋อม ศิริชัย ทหรานนท์ ดีไซเนอร์ และเจ้าของห้องเสื้อเธียเตอร์ (THEATRE) เป็นที่ปรึกษาในการใช้สี ปรับรูปบบเสื้อจากเดิมกระดุม 3 เม็ดเป็น 2 เม็ด , ปรับขนาดแขนเสื้อให้กระชับขึ้น และออกแบบวดลายสกรีนเสื้อทีเชิ้ต ชนิดคอกลม

โดยใช้พรพระราชทาน และภาพวาดฝีพระหัตถ์มารวมกัน ซึ่งร้านภูฟ้าไม่เคยทำมาก่อน พร้อมเลือกเนื้อผ้าที่นำมาผลิตเสื้อแจ๊คเก็ต โดยใช้ผ้า Baby French Terry ที่ให้ความอ่อนนุ่ม และความอบอุ่น

นอกจากนี้ ทางร้านภูฟ้ายังมีของให้เลือกเป็นของขวัญปีใหม่ ได้แก่ บัตรอวยพรปีใหม่ สมุดบันทึก ปากกา เนคไท ร่ม และเครื่องใช้ต่างๆ และยังมีสินค้าอื่นๆ ได้แก่ ผ้าไหม ผ้าห่มทอมือ สินค้าที่แปรรูปจากผ้าปกากะญอ อันเป็นสินค้าจากภูมิปัญญาชาวบ้านมาจัดจำหน่ายอย่างมากมาย

สินค้าชุดนี้จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยผู้สนใจสามารถเยี่ยมชม และเลือกซื้อสินค้าได้ที่ร้านภูฟ้าทั้ง 20 สาขา

และสามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ http://www.phufa.org/shop และติดตามข่าวสารได้ทาง facebook : PHUFA

ทั้งนี้ ร้านภูฟ้า เป็นร้านที่จัดตั้งขึ้นในกองทุนพัฒนาเด็ก และเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากโครงการส่งเสริมอาชีพตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเด็ก และชาวบ้านในถิ่นทุรกันดาร และได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ให้แก่ร้านภูฟ้า เพื่อนำไปผลิตสินค้าต่างๆจำหน่าย โดยรายได้เหนือรายจ่ายของร้าน ทรงพระกรุณาพระราชทานเพื่อช่วยเหลือเ และพัฒนาชาวบ้านรวมทั้งเด็กนักเรียนถิ่นห่างไกล เป็นจำนวนมากกว่า 160 ล้านบาทในช่วง 16 ปีที่ผ่านมา