กรมป่าไม้เตรียมดำเนินคดี “ปารีณา” บุกรุก 46 ไร่

ประเด็นน่าสนใจ

*กรมป่าไม้ เตรียมดำเนินคดีนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ
*ก่อนหน้านี้มีการเข้าตรวจสอบพบว่า ฟาร์มไก่เขาสนรุกล้ำที่ป่าสงวนฯ 46 ไร่
*พร้อมให้ชี้แจงที่ดิน ส.ป.ก.690 ไร่ ภายใน 15 วัน

[*summary]

เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่า สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่ 10 (ราชบุรี) และ เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ราชบุรี ระดมดำลัง พร้อมด้วยนำหมายค้นจากศาลเข้าทำการตรวจค้นฟาร์มไก่ ของ นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ ในพื้นที่ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบเฉพาะพื้นที่ที่เป็นเขตของป่าไม้ พบว่าในบริเวณดังกล่าวมีการก่อสร้างฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม ประมาณ 690 ไร่ มีที่ดินในส่วนบริเวณฟาร์มไก่ เนื้อที่ประมาณ 46 ไร่ เป็นพื้นที่ฟาร์มไก่ 5 โรง ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี 30 ไร่ และอยู่ในเขตพื้นที่ ตามพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 จำนวน 16 ไร่ จึงต้องแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ครอบครอง ในส่วนของป่าไม้ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507

โดยจะแจ้งต่อพนักงานสอบสวน สภ.จอมบึง ส่วนในเรื่องที่ดินที่เป็นพื้นที่ของ สปก.นั้น ได้มีการส่งหนังสือแจ้งไปยังผู้ที่ครอบครองพื้นที่ คือ นางสาวปารีณา ให้นำเอกสารมาชี้แจง โดยมีกำหนดระยะเวลา 15 วัน จะครบกำหนดในวันที่ 4 ธ.ค.นี้ หากครบกำหนดแล้วผู้ที่ครอบครองที่ดินยังไม่นำเอกสารมาชี้แจง ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายของ ส.ป.ก. ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการดำเนินการ

ส่วนที่นางสาวปารีณา แจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ว่ามีการเสียภาษีดอกหญ้าในที่ดินทั้งหมด 1,700 ไร่ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่ามีแค่ 690 ไร่ ส่วนที่เหลืออีกกว่า 1,000 ไร่นั้น นางสาวปารีณาต้องไปชี้แจงเองว่าที่ดินอยู่บริเวณใด นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น เข้ายื่นหลักฐานแก่พนักงานสอบสวน สภ.จอมบึง หลังจากเคยเข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีกับ นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ

จากนั้นนายวีระ ระบุว่า ทราบว่าฟาร์มของ นางสาวปารีณา มีการขออนุญาตประกอบกิจการทำฟาร์มเลี้ยงไก่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 แล้วต้องต่ออายุทุก ๆ 3 ปี ส่วน นายทวี ไกรคุปต์ บิดานางสาวปารีณา ให้ข้อมูลกับทางรัฐสภาว่า ครอบครัวได้ครอบครองที่ดินแปลงนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 และข้อมูลที่มีการนำมาเปิดเผยคือข้อมูลจากปี 2553 -2556 ซึ่งเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นชัดว่า มีการเข้าบุกรุกครอบครองเพื่อทำกิจการ ทำประโยชน์ในที่ป่าสงวนแห่งชาติ หลังจากนี้จะยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือ ปปง. เพราะเข้ามูลฐานความผิดที่ 15 เกี่ยวกับการบุกรุกครองครองที่ดิน

เตือน ฝนตกหนักภาคใต้และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย ถึง 30 พ.ย.

ประเด็นน่าสนใจ

  • ภาคใต้จะมีฝนตกเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง
  • ขอให้ประชาชนระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก
  • อ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นลมแรง คลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 3+ เมตร
  • ขอให้ขาวเรือใช้ความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

วันนี้ ( 25 พ.ย. 62 ) กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศแจ้งเตือน เรื่อง “ฝนตกหนักภาคใต้และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562)” ฉบับที่ 9 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 โดยระบุว่า

ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย

สำหรับอ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไปมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่พัดเข้าหาฝั่ง ส่วนชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็ก บริเวณอ่าวไทยตอนล่างควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 โดยมีผลกระทบดังนี้

ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562

  • มีฝนตกหนักบางพื้นที่: จังหวัดสุราษฎร์ธานี กระบี่ ตรัง และสตูล
  • มีฝนตกหนักมากบางพื้นที่: จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562

  • มีฝนตกหนักบางพื้นที่: จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

ในช่วงวันที่ 27-30 พฤศจิกายน 2562

  • มีฝนตกหนักบางพื้นที่: จังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล
  • มีฝนตกหนักมากบางพื้นที่: จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

ทั้งนี้เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างมีกำลังแรง จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ประกาศ ณ วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 เวลา 11.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไปใน วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 เวลา 17.00 น.

จิตอาสาชาวไทยและต่างชาติ ร่วมให้บริการประชาชนที่มารับสมเด็จพระสันตะปาปา ณ วัดราชบพิธฯ และสนามศุภฯ

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร จากนั้นเสด็จไปประกอบพิธีมิสซา ร่วมกับคริสตชนคาทอลิก ณ สนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ โดยมีประชาชนเข้าร่วมกว่า 50,000 คน โดยมีจิตอาสาพระราชทานชาวไทยและต่างชาติ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการให้บริการประชาชนที่มารับเสด็จ

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส

การเสด็จเยือนประเทศไทยของสมเด็จพระสันตะปาปาอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 20-23 พฤศจิกายน 2562 ถือเป็นครั้งแรกในสมณสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส และเป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปีที่ผู้นำพระศาสนจักรคาทอลิกและประมุขแห่งนครรัฐวาติกัน เสด็จเยือนไทยอีกครั้ง นับตั้งแต่สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ 2 ได้เสด็จมาเมื่อปี 2527 ในการเสด็จมายังประเทศไทยครั้งนี้ของสมเด็จพระสันตะปาปาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เหล่าจิตอาสาพระราชทานได้ร่วมกันปรับภูมิทัศน์พื้นที่บริเวณรอบวัดราชบพิธฯ ให้สะอาด มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเมื่อวานนี้ (21 พฤศจิกายน) เวลา 10.00 น. สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส

โดยมีจิตอาสาพระราชทาน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการให้บริการประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จ ต่อมาเมื่อเวลา 18.00 น. สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จไปประกอบพิธีบูชาขอบพระคุณ หรือมิสซา ร่วมกับคริสตชนคาทอลิก ณ สนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ ที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 50,000 คนนั้น จิตอาสาชาวไทยและต่างชาติที่ร่วมโครงการจิตอาสาพระราชทาน ก็มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการให้บริการช่วยเหลือประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จ ทั้งการปฐมพยาบาล ดูแลเด็กและผู้สูงวัย นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เหล่าจิตอาสาทั้งชาวไทยและต่างชาติได้ร่วมกันทำความดีเพื่อสังคม