‘จ๋า ยศสินี’ พาเหยื่อถูกหลอกถ่ายแจ้งตำรวจ ปอท.

ประเด็นน่าสนใจ

  • จ๋า ยศสินี ผู้จัดละครดังช่อง 3 พาเหยื่อถูกหลอกถ่ายแจ้งตำรวจ ปอท.ล่าตัวมาดำเนินคดี

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 มกราคม ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.) น.ส.ยศสินี ณ นคร หรือจ๋า-ยศสินี ผู้จัดละครชื่อดังช่อง 3 พร้อมทนายความ เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.ท.ภีมพศ เกตุเทศ รอง ผกก.(สอบสวน)กก.3 บก.ปอท.และ ร.ต.อ.เปตอง ด่านปรีดา รอง สว.(สอบสวน) กก.3 บก.ปอท.หลังถูกมิจฉาชีพนำภาพและชื่อตนเองไปหลอกประชาชนมาแคสงานแสดง โดยลวงให้ส่งภาพถ่ายโป๊เปลือยอ้างใช้พิจารณาคุณสมบัติคัดนักแสดง

น.ส.ยศสินิ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้วที่มีผู้ไม่หวังดีนำภาพตนที่ลงในสื่อโซเชียลไปปลอมเฟซบุ๊กโดยอ้างเป็นตัวเอง หลอกเหยื่อที่เป็นหญิงสาวว่าจะพามาเล่นหนังเล่นละคร ซึ่งล่าสุดครั้งที่สอง เกิดขึ้นเมื่อเดือน ธ.ค.62 และเป็นช่วงที่ตนกำลังมีงานถ่ายละครพอดี

โดยผู้ไม่หวังดีได้ปลอมแอพพลิเคชั่นไลน์ และนำรูปตนไปใช้ ก่อน หลอกให้หญิงสาวรายหนึ่งอายุประมาณ 20 ปี ก่อนทักไปหาน้องเค้า และสนทนากันในไลน์ สุดท้ายขอให้น้องผู้หญิงส่งภาพโป๊เปลื่อย อ้างขอดูรูปร่าง เพื่อนำไปพิจารณาว่าจะรับเป็นนักแสดงหรือไม่ ต่อมาน้องผู้เสียหายรู้ส่งภาพไปให้และถูกไลน์ดังกล่าวบล็อคทันที จึงรู้ตัวว่าถูกหลอก ต่อมาได้พยายามติดต่อจ๋า ผ่านอินสตราแกรมของตน และได้มีการส่งข้อมูลที่ถูกหลอกให้ตนดูเมื่อวันที่ 2 ม.ค.ที่ผ่านมา

“ตนเชื่อว่าคงไม่ได้มีเพียงตนที่ถูกนำไปแอบอ้าง จึงต้องการให้เอาผิดทางกฎหมายจริงๆ ให้เป็นตัวอย่าง หากใครอยากเข้ามาทำงานในวงการบันเทิง ขอให้ไปติดต่อกับองค์กรที่น่าเชื่อถือจริงๆ เพราะการติดต่อเข้ามาส่วนตัวลักษณะนี้นั้นไม่ถูกต้อง” น.ส.ยศสินี กล่าว

พ.ต.ท.ภีมพศ กล่าวว่า คดีนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก คนร้ายปลอมแอพพลิเคชั่นไลน์ เฟซบุ๊ก หรือช่องทางการติดต่อทางโซเชียลอื่นๆ เป็นความผิด ส่วนที่สอง เป็นความผิด ที่มีการหลอกลวงผู้เสียหายให้ส่งภาพและคลิปลามกอนาจาร ส่วนจะเข้า พ.ร.บ.คอมฯหรือไม่นั้นต้องดูว่า มีการนำรูปภาพหรือคลิปลงเผยแพร่ในโซเชียลที่ประชาชนเข้าถึงได้หรือไม่ จึงต้องเรียกผู้เสียหายเข้าให้ปากคำ เพื่อสอบข้อมูลอย่างละเอียด ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ บก.ปอท.เคยจับกุมคนร้ายที่อ้างตัวเป็นโมเดลลิ่งมาแล้ว หลายเคส ฝากเตือนประชาชน ไม่ควรถ่ายภาพโป๊เปลือยเก็บไว้ วันใดวันหนึ่งอาจจะฟลุดไปในโลกโซเชียลได้ ฉะนั้นไม่ควรถ่ายเก็บไว้ดีที่สุด

หลุดคลิปเสียงสั่งการคดีบิ๊กโจ๊ก ‘บิ๊กแป๊ะ’ ยอมรับเป็นเสียงตัวเอง(คลิป)

ประเด็นน่าสนใจ

  • บิ๊กโจ๊ก เชื่อเหตุรถโดนยิง มาจาการเสนอยกเลิกโครงการไบโอเมทริกซ์ และโครงการรถสายตรวจอัจฉริยะ
  • ในโลกออนไลน์มีการแชร์คลิปเสียงการสั่งการในคดีของบิ๊กโจ๊ก
  • ต่อมาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยอมรับว่าเป็นเสียงตัวเอง แต่ยืนยันไม่ได้เบรกการทำคดี

หลังเกิดเหตุลอบยิงรถยนต์ของ พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษสำนักนายกรัฐมนตรี หรือ บิ๊กโจ๊ก อดีตนายตำรวจติดตาม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หลังเกิดเหตุตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวนหาตัวคนร้าย

แต่เมื่อวานมีคลิปเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่าง 2 นายตำรวจ โดยเสียงสนทนาคล้ายคลึงกับเสียง พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พูดคุยกับ พลตำรวจเอก วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในลักษณะสั่งไม่ให้ลงมาทำคดีของบิ๊กโจ๊กมากเกินไป ให้เป็นหน้าที่ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ทำให้บางคนเข้าใจว่าเป็นการเบรคหรือไม่

‘ผบ.ตร.’ ยอมรับเป็นเสียงตัวเอง

ต่อมา พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการพูดคุยเรื่องคดีบิ๊กโจ๊กกับพลตำรวจเอกสุวิระ ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจริง แต่ไม่ได้สั่งให้หยุดทำงาน โดยบอกว่าเป็นการสั่งให้เป็นหน้าที่ของผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ตามขั้นตอน พร้อมยืนยันว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังในคดีนี้ หลังถูกบิ๊กโจ๊กพูดพาดพิง เพราะทำไปก็ไม่ได้ประโยชน์ พร้อมตั้งข้อสังเกตุว่าใครกันแน่ที่ได้รับประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ ที่ทำให้มีชื่อเสียงอีกครั้ง

ด้าน พลตำรวจเอกวิระชัย ระบุว่า เรื่องนี้ตนเองยังไม่ทราบ จึงต้องขอตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน แต่ก่อนหน้านี้ตนเองก็มีการรายงานผลการทำงานทางโทรศัพท์กับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่ปฏิเสธขอไม่ตอบในประเด็นว่าถูกสั่งเบรกไม่ให้ทำคดีนี้หรือไม่ ส่วนการสนทนาจะถูกดักฟัง เห็นว่า ก็อาจเป็นไปได้เพราะปัจจุบันสามารถทำได้ง่าย

นอกจากนี้พลตำรวจเอกวิระชัย พร้อมเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ได้ตรวจพิสูจน์รถเลกซัสของ พลตำรวจโท สุรเชษฐ์ เพื่อหาหัวกระสุนและหลักฐานอื่นๆ เพิ่มเติม หลังพบหัวกระสุนครบทั้ง 8 นัดแล้ว ส่วนอาวุธปืนที่คนร้ายใช้ก่อเหตุคาดว่า น่าจะเป็นชนิด 9 มม หรือ .38 ยังไม่ยืนยันว่ายิงมาจากปืนกระบอกเดียวหรือไม่ต้องตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง

‘บิ๊กโจ๊ก’ ยันไม่เคยหลอกใช้ใคร

ส่วนความเคลื่อนไหว พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล ได้เซ็นรับรถเลกซัส ที่ สน.บางรัก ก่อนเปิดเผยว่า กรณีคลิปเสียงพลตำรวจเอก 2 นาย ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ได้มีการร่วมมือ หรือจัดฉาก ไม่มีขบวนการดำเนินการเพื่อกลับมารับข้าราชการตำรวจ

ส่วนพลตำรวจเอกวิระชัย เป็นเพียงเจ้านายขณะที่รับราชการตำรวจ ไม่มีการหลอกใช้ พลตำรวจเอกวิระชัย และนายตำรวจยศพลตำรวจเอก 5 นาย ตามที่มีการกล่าวในคลิป ซึ่งรู้สึกหดหู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนคดีการยิงรถ ไม่คาดหวังว่าจะจับคนร้ายได้ เพราะบริเวณจุดเกิดเหตุมีกล้องวงจรปิดอยู่จำนวนมาก แต่ผ่านมากว่า 4 วัน คดีกลับไม่มีความคืบหน้า

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ยันไบโอเมทริกซ์ มีประสิทธิภาพ

ขณะที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้นำสื่อมวลชนเข้าตรวจสอบการทำงานของเครื่องโครงการไบโอเมทริกซ์ หรือ ระบบสแกนใบหน้าและม่านตา มูลค่า 2 พันล้านบาท ที่พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ระบุว่าใช้งานไม่มีประสิทธิภาพ จึงเสนอยกเลิก โดยมีการเข้าตรวจอาคารผู้โดยสารขาเข้าและขาออก ท่าอากาศยานนานาชาติกรุงเทพ หรือ ดอนเมือง รวมทั้งหมด 75 เครื่อง

ซึ่งเครื่องดังกล่าวมีการจัดซื้อทดแทนระบบฐานข้อมูลพีบิ๊ก เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน เพื่อตรวจสอบประวัติการเดินทางเข้าออก ประวัติอาชญากร และบุคคลตามหมายจับของตำรวจสากล ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับตำรวจสากล หรือบุคคลตามแบล็คลิสต์ได้

ด้าน พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตนเองไม่รู้เรื่องคลิปเสียงที่มีการนำเผยแพร่ เพราะตนเองไม่ได้คุมตำรวจแล้ว และยังไม่ได้คุยกับ พลตำรวจเอก จักทิพย์ และพลตำรวจโท สุรเชษฐ์ หลัง พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ ระบุ เหตุถูกลอบยิงมาจากการยกเลิกโครงการ ไบโอแมทริคซ์ แต่คงต้องให้ทั้ง 2 คน คุยกัน

สภาผู้แทนฯสหรัฐโหวตจำกัดอำนาจ ‘ทรัมป์’ โจมตีอิหร่าน

ประเด็นน่าสนใจ

  • สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้ลงมติผ่านญัตติว่าด้วยการจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการใช้ปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่าน
  • การลงญัตติมีคะแนนเสียง 224 ต่อ 194

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีญัตติให้ลดทอนอำนาจของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ ในการใช้ปฏิบัติการทางทหาร นโดยนายทรัมป์จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส หรือใช้กองกำลังทหารในกรณีที่จำเป็น

การผ่านญัตติดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสมาชิกพรรคเดโมแครตได้แสดงความไม่พอใจต่อการที่นายทรัมป์ไม่ได้แจ้งต่อรัฐสภา และไม่ได้ขออนุมัติก่อนที่จะใช้ปฎิบัติการทางทหารโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติกรุงแบกแดดของอิรัก เพื่อปลิดชีพนายพลกาเซ็ม โซไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ของอิหร่านเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

หลังจากนี้สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจะส่งร่างญัตติดังกล่าวให้กับวุฒิสภาเพื่อลงคะแนนเสียงเป็นลำดับต่อไป อย่างไรก็ดี คาดว่าญัตติฉบับนี้อาจเผชิญกับความไม่แน่นอน เนื่องจากวุฒิสภาสหรัฐครองเสียงข้างมากโดยพรรครีพับลิกัน

อย่างไรก็ตาม หากญัตติดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแล้ว ก็จะมีผลบังคับใช้ในทันทีโดยไม่ต้องผ่านการลงนามโดยประธานาธิบดีทรัมป์