การบินสหรัฐฯ ออกคำสั่งฉุกเฉิน ห้ามบินผ่านน่านฟ้าอ่าวอาหรับ

ประเด็นน่าสนใจ

  • สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ สั่งห้ามเครื่องบินของสหรัฐฯ บินเหนือน่านฟ้าในพื้นที่อ่าวอาหรับ
  • คำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ และอิหร่าน มีความขัดแย้งกันอย่างหนัก

สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) ออกคำสั่งฉุกเฉินห้ามเครื่องบินของสหรัฐฯ บินเหนือน่านฟ้าภูมิภาคอ่าวอาหรับ หลังจากสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านตึงเครียดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แถลงการณ์ของสำนักงานฯ ระบุว่า “ร่างข้อห้ามการบินมิให้ผู้ให้บริการการบินพลเรือนของสหรัฐฯ ทำการบินเหนือน่านฟ้าอิรัก อิหร่าน และเหนือน่านน้ำอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน”

ทั้งนี้ ประกาศแจ้งบุคลากรทางการบินเป็นประกาศที่ออกโดยหน่วยงานการบิน เพื่อเตือนนักบินถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในเส้นทางบิน หรือสถานที่ที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของการบิน

“สำนักงานฯ จะติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เราจะเดินหน้าประสานงานกับหุ้นส่วนด้านความมั่นคงของชาติ และแบ่งปันข้อมูลกับอากาศยานสหรัฐฯ และหน่วยงานการบินพลเรือนต่างประเทศ” แถลงการณ์ระบุ

สำนักงานฯ ออกแถลงการณ์ดังกล่าว หลังกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ออกมายืนยันเมื่อวันอังคาร (7 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ว่าอิหร่านยิงขีปนาวุธนำวิถีมากกว่า 10 ลูก ถล่มฐานทัพของสหรัฐฯ และพันธมิตรที่ตั้งอยู่ในอิรัก

“เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าขีปนาวุธเหล่านี้ถูกยิงมาจากอิหร่าน และมุ่งเป้าโจมตีฐานทัพในอิรักอย่างน้อย 2 แห่ง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และพันธมิตรประจำการอยู่” แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศระบุ

สเตฟานี กริสแฮม (Stephanie Grisham) โฆษกประจำทำเนียบขาว เปิดเผยว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “ได้รับรายงานแล้ว ขณะนี้กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และกำลังหารือกับคณะทำงานด้านความมั่นคงแห่งชาติ”

ทั้งนี้ คาเซม โซเลมานี อดีตผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ (Quds Force) แห่งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ถูกสังหารในปฏิบัติการโจมตีด้วยโดรนของสหรัฐฯ ในอิรัก เมื่อวันศุกร์ (3 ม.ค.) เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความไม่พอใจแก่อิหร่าน ซึ่งออกมายืนยันภายหลังว่าจะล้างแค้นให้กับการสูญเสียครั้งนี้

ด้านประชาคมนานาชาติเรียกร้องทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องใช้ความอดทนอดกลั้นขั้นสูงสุด เพื่อหลีกเลี่ยงการความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาคอ่าวอาหรับ

บริษัทค้าอาวุธใหญ่สุดในโลก คือใคร?

ประเด็นน่าสนใจ

  • มีการเปิดเผยว่าบริษัทสัญชาติอเมริกันเป็นธุรกิจค้าอาวุธที่ใหญ่สุดในโลก
  • ทั้งนี้ Lockheed Martin ขึ้นเป็นอันดับ 1 ในการค้าอาวุธของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย
  • นอกจากนี้ Lockheed Martin เป็นคลังแสงที่ขายอาวุธให้กับหลายประเทศทั่วโลก

เว็บไซต์ ลงทุนแมน เปิดเผยข้อมูลระบุว่า ธุรกิจค้าอาวุธ ที่ใหญ่สุดในโลก เป็นของบริษัทสัญชาติอเมริกัน บริษัทค้าอาวุธที่ใหญ่สุดในโลก คือ บริษัท Lockheed Martin Corporation ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน เกิดจากการรวมกันของบริษัทขายเครื่องบิน (Lockheed Corporation) กับ บริษัทผลิตยานอวกาศ จรวด และขีปนาวุธ (Martin Marietta) ในปี 1995
ซึ่งที่มาของชื่อ Lockheed Martin ก็มาจากการรวมชื่อของทั้ง 2 บริษัทนั่นเอง

ปกติแล้วอาวุธที่ขายส่วนใหญ่จะมีการทำสัญญากับรัฐบาลก่อนเสมอ ซึ่งในสมัยก่อน จะเป็นบริษัท Boeing แต่เนื่องจาก Boeing มีปัญหาเรื่องสัญญากับรัฐบาลไปช่วงหนึ่ง จึงทำให้ Lockheed Martin ได้รับสัญญากับรัฐบาลนับตั้งแต่นั้นเรื่อยมาจน Lockheed Martin ขึ้นเป็นอันดับ 1 ในการค้าอาวุธของสหรัฐอเมริกาไปในที่สุด

ผลประกอบการบริษัท Lockheed Martin Corporation (LMT) ปี 2017 รายได้ 1.5 ล้านล้านบาท กำไร 0.6 แสนล้านบาท ปี 2018 รายได้ 1.6 ล้านล้านบาท กำไร 1.5 แสนล้านบาท รายได้เติบโตเฉลี่ย 7% ในขณะที่กำไรอยู่ในระดับคงตัว
ที่น่าสนใจก็คือ กลุ่มธุรกิจที่กำลังโตระเบิดของ Lockheed Martin คือธุรกิจกลุ่มขีปนาวุธที่มีรายได้เติบโตกว่า 16% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ทั้งนี้ Lockheed Martin Corporation ได้ขายอาวุธให้ สหรัฐอเมริกา เอเชียแปซิฟิก ยุโรป ตะวันออกกลาง และ อื่นๆ

ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ เปิดตัวธุรกิจใหม่

ประเด็นน่าสนใจ

  • ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ เปิดตัวธุรกิจใหม่
  • เป็นธุรกิจใหม่เพื่อสุขภาพ วิเคราะห์อาหารให้เหมาะกับดีเอ็นเอ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจแฟนบุ๊ก Yingluck Shinawatra ว่า วันนี้เธอและนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมงานเปิดตัวธุรกิจนำเทคโนโลยีทางด้านเทเลคอมมาผสมผสานกับเทคโนโลยีตรวจดีเอ็นเอ (DNA) ในงาน CES 2020 ที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา

น.ส.ยิ่งลักษณ์ เปิดเผยว่า วันนี้ดิฉันและพี่ชายมางานเปิดตัวสินค้าของธุรกิจได้ที่ลงทุนไว้ ในงาน CES 2020 (Consumer Electronics Show) หรืองานจัดแสดงผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ ที่จัดขึ้นในลาสเวกัส รัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ได้เปิดตัวต่อเนื่องมาจากการเปิดตัวที่ลอนดอนเมื่อปลายปีที่ผ่านมาค่ะ

เป็นการลงทุนโดยนำเทคโนโลยีทางด้านเทเลคอมมาผสมผสานกับเทคโนโลยีตรวจดีเอ็นเอ (DNA ) ด้วยการตรวจดีเอ็นเอจากร่างกายเราได้อย่างรวดเร็ว

โดยไม่ต้องส่งตัวอย่างเข้าตรวจที่ในห้องแล็บ และข้อมูลที่ได้มาจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อเลือกอาหารที่เหมาะกับดีเอ็นเอของแต่ละคนค่ะ

ถือเป็นการปรับพฤติกรรมในการทานอาหารที่จะมีผลดีต่อสุขภาพของเราในระยะยาว คือ ทานอาหารให้เป็นยา เพื่อป้องกันไม่ให้เราต้องทานยาเป็นอาหารในอนาคต ดิฉันมองว่า ตรงนี้ทำให้เราสามารถเลือกบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพได้อย่างน่าสนใจทีเดียวค่ะ

หากใครสนใจที่จะทดสอบ DNA ก็สามารถแวะมาที่ ร้าน DNA nudge ย่าน Covent Garden เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ

วันนี้ดิฉันและพี่ชายมางานเปิดตัวสินค้าของธุรกิจได้ที่ลงทุนไว้ ในงาน CES 2020 (Consumer Electronics Show)…

โพสต์โดย Yingluck Shinawatra เมื่อ วันพุธที่ 8 มกราคม 2020