ผู้ว่าฯ กทพ.ยื่นหนังสือลาออก ปมข้อพิพาท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ

ประเด็นน่าสนใจ

  • บอร์ด กทพ.มีมติอนุมัติผลการเจรจาข้อยุติพิพาทคดีความ 17 คดี ที่มีกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ
  • แลกกับสัมปทาน 15 ปีเศษ เพื่อยุติข้อพิพาททั้งหมด
  • ผู้ว่าการ กทพ.ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ ล่าสุดมีกระแสข่าวว่าได้ยื่นใบลาออกแล้ว

รายงานข่าวจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ. ระบุว่า นายสุชาติ ชลศักดิ์พิพัฒน์ ผู้ว่าการ กทพ.ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการ กทพ.แล้ว โดยจะมีผลภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ยื่น

โดยเหตุผลในการลาออก เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบ กรณีที่ไม่เห็นด้วยต่อการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วน และได้แสดงความเห็นคัดค้านในที่ประชุม คณะกรรมการ กทพ.เมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อขอให้บอร์ดพิจารณาแนวทางยุติข้อพิพาท เฉพาะในส่วนที่ กทพ.แพ้คดีจากการตัดสินของศาลปกครองสูงสุดเท่านั้น เนื่องจากคดีข้อพิพาทที่เหลือยังไม่มีการตัดสิน

และมองว่า กทพ.ยังมีโอกาสที่จะชนะคดีอยู่ ในส่วนของแนวทางยุติข้อพิพาทระหว่าง กทพ.และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ที่มีการขอให้ทบทวนนั้น มีการฟ้องร้องรวม 17 คดี มูลค่าความเสียหายจากข้อพิพาทประมาณ 5 หมื่น 8 พันล้านบาท แลกกับสัมปทาน 15 ปี 8 เดือน ซึ่งทางคณะรัฐมนตรี ได้มีการสั่งการให้ กทพ.พิจารณาแนวทางที่เหมาะสม ไม่ใช่หาแนวทางยุติข้อพิพาท

ด้านนางยุวธิษา ธัญญเจริญ รองประธานฝ่ายวิชาการ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กทพ.กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ทาง กทพ.ได้พยายามเสนอว่า ประเด็นที่หารือยังมีประเด็น
ข้อโต้แย้งอยู่ ส่วนหนี้ข้อพิพาทยังไม่รู้ว่าแพ้หรือชนะ ซึ่งทางผู้ว่าฯ กทพ.เสนอให้ทบทวนเลื่อนการต่อสัญญาและการเจรจาออกไปก่อน เพราะจะกระทบกับฐานะการเงิน
ของการทางฯ ประกอบกับสัญญาที่ร่างมาอาจจะเป็นการเอื้อเอกชนเพียงรายเดียว ในการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์

ขณะที่ในวันที่ 25 มกราคมนี้ สหภาพฯ กทพ.จะมีการระดมความคิดเห็นกับพนักงาน และสหภาพฯ ยังเตรียมร้องศาลปกครองคุ้มครองการพิจารณาขยายสัมปทานอีกด้วย

ศาลอินเดียอนุมัติ ‘ประหาร’ 4 จำเลย รุมโทรมหญิงบนรถเมล์

ประเด็นน่าสนใจ

  • ศาลอินเดียอนุมัติ ‘ประหาร’ 4 จำเลย ฐานรุมโทรมในคดีดัง ด้วยวิธี ‘แขวนคอ
  • จำเลยมีโอกาสในการยื่นคำร้องขอความเมตตา
  • 4 จำเลยกระทำความผิด รุมทำร้ายและข่มขืนนักศึกษาแพทย์วัย 23 ปี ในรถประจำทางที่กำลังวิ่งอยู่ในเขตเดลี

เมื่อวันอังคาร (7 ม.ค.) ศาลเดลีของอินเดียออกเอกสารอนุมัติการประหารชีวิตจำเลย 4 คน ที่กระทำผิดฐานโทรมหญิง โดยเอกสารดังกล่าวระบุว่าจำเลยทั้งสี่จะถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในเดือนมกราคมนี้

อย่างไรก็ดีจำเลยมีโอกาสในการยื่นคำร้องขอความเมตตามิให้ดำเนินการตามเอกสารภายใน 14 วัน

ทั้งนี้ เมื่อคืนวันที่ 16 ธ.ค. 2012 นักศึกษาแพทย์วัย 23 ปี ถูกชาย 6 คน รุมทำร้ายและข่มขืนในรถประจำทางที่กำลังวิ่งอยู่ในเขตเดลี และทำให้เธอเสียโฉม และหลังจากนั้น 13 วัน เธอก็เสียชีวิตลงขณะเข้ารับการรักษา

จำเลย 4 คน ที่ปรากฏตามเอกสาร ได้แก่ อักษัย กุมาร สิงห์ (Akshay Kumar Singh) มุเกศ สิงห์ (Mukesh Singh) พาวัน คุปตะ (Pawan Gupta) และวินัย ศรมา (Vinay Sharma)

ส่วนจำเลยอีก 2 คน ได้แก่ ราม สิงห์ (Ram Singh) ซึ่งฆ่าตัวตายในเรือนจำติฮาร์ (Tihar) ระหว่างการพิจารณาคดี และผู้เยาว์อีกคนหนึ่ง ซึ่งได้รับการปล่อยตัวหลังถูกกักบริเวณในสถานพินิจนาน 3 ปี

คดีข่มขืนสะเทือนขวัญครั้งนี้ หรือที่มักเรียกกันว่าคดีข่มขืนนิรภยา (Nirbahaya Rape Case) ปลุกกระแสความสนใจประเด็นอาชญากรรมต่อผู้หญิงในอินเดียเป็นอย่างมาก

จนก่อให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ ด้านภาคประชาสังคมออกมาร้องขอให้ออกกฎหมายที่เข้มงวดยิ่งขึ้นเพื่อเอาผิดผู้ก่อเหตุข่มขืนหรืออาชญากรรมอื่นๆ ต่อผู้หญิง

แม้อินเดียออกกฎหมายต่อต้านการข่มขืนฉบับใหม่ ทว่าก็ยังมีรายงานเหตุคุกคามทางเพศต่อสตรีและเด็กอย่างร้ายแรงปรากฏให้เห็นอยู่ทุกวัน

อาร์วินด์ เคจ์ริวาล (Arvind Kejriwal) ผู้ว่าการกรุงเดลี รับเอกสารอนุมัติของศาลแล้ว พร้อมเสริมว่าการประหารชีวิตผู้กระทำผิดทั้งสี่จะมีบทบาท “ยับยั้ง” เหตุข่มขืนที่จะเกิดในอนาคต

ที่มา – สำนักข่าวซินหัว

ออสเตรเลียเริ่มสังหารอูฐกว่าหมื่นตัวโทษฐาน ‘แย่งน้ำมนุษย์’

ประเด็นน่าสนใจ

  • บีบีซี รายงานข่าว กลุ่มนักแม่นปืนในออสเตรเลียเริ่มต้นการสังหารอูฐนับหมื่นตัว ในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย
  • สาเหตุที่ต้องฆ่าอูฐ มีสาเหตุมาจากภัยแล้งที่เกิดขึ้น ทำให้ฝูงอูฐรุกล้ำเข้าพื้นที่ชุมชนในชนบท

สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า เจ้าหน้าที่ชาวอะบอริจินในพื้นที่เขตตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐเซาท์ออสเตรเลีย อนุมัติให้มีการฆ่าอูฐเมื่อวานนี้ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 5 วันในการฆ่าอูฐกว่า 1 หมื่นตัว

ซึ่งอูฐเหล่านี้จะถูกยิงโดยนักแม่นปืนมืออาชีพบนเฮลิคอปเตอร์ ท่ามกลางสถานการณ์ภัยแล้งที่รุนแรง ทำให้ฝูงอูฐรุกล้ำเข้าพื้นที่ชุมชนในชนบท เพื่อหาแหล่งน้ำ ทำให้เกิดอันตรายต่อชุมชนชาวพื้นที่เมือง สร้างความเสียหายแก่โครงสร้างพื้นฐาน และก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ขับขี่ยานพาหนะพื้นที่ตั้งกล่าวอยู่ในเขตห่างไกลทางใต้สุดของออสเตรเลีย และมีประชากร มีเพียง 2,300 คน โดยเชื่อกันว่ามีอูฐมากกว่า 1 ล้านตัวในออสเตรเลียและประชากรอูฐในประเทศมีการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม อูฐไม่ได้เป็นสัตว์ประจำถิ่นของออสเตรเลีย แต่เริ่มถูกนำเข้ามาในออสเตรเลียโดยชาวอังกฤษที่เดินทางมาจากอินเดีย อัฟกานิสถาน และตะวันออกกลาง ในสมัยศตวรรษที่ 19 ทำให้ที่ผ่านมาจึงเกิดปัญหาขึ้นระหว่างเกษตรกรท้องถิ่นกับอูฐ อยู่เป็นประจำ