เอเชียทีค เคานต์ดาวน์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในงาน ASIATIQUE Thailand Countdown 2020

โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ แหล่งท่องเที่ยวอันดับ 1 ในด้านไลฟ์สไตล์ช้อปปิ้ง บริหารโดย แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น หรือ AWC ผนึกพลังพันธมิตรยักษ์ใหญ่ ‘ช้าง กสิกรไทย และ ควอลิตี้ เอ็กซ์เพรส x ดรีมครูซ’ จัดงานเฉลิมฉลอง Thailand Countdown ริมแม่น้ำสายประวัติศาสตร์อย่างยิ่งใหญ่ติดต่อกันเป็นปีที่ 9 ในงาน ‘ช้าง มิวสิค คอนเนคชั่น พรีเซนต์ส เอเชียทีค ไทยแลนด์ เคานต์ดาวน์ 2020’ คอนเซปต์ Boost Your Energy Up ให้ทุกคนมาชาร์จพลัง เติมความสนุกสุดเหวี่ยงแบบไม่มียั้ง

กับกองทัพศิลปินแถวหน้าของเมืองไทย ที่มามอบความสุขและชาร์จพลังให้คนในงานอย่างเต็มที่รับปีใหม่ อาทิ ดา เอ็นโดรฟิน, Mild, Scrubb, UrboyTJ, แสตมป์ อภิวัชร์, อะตอม ชนกันต์, แบล็กเฮด, DJ Gail Werner และ DJ Foamberry ปิดท้ายค่ำคืนกับการแสดงพลุริมโค้งน้ำเจ้าพระยา ที่แบ่งเป็น 5 โชว์ประสารทพร ได้แก่ รื่นรมย์ , รุ่งเรือง , สุขเกษมเปรมปรีย์ , โชคดีมีชัย และสดชื่นเบิกบานใจ ที่ออกแบบมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ จากทีม “PYRO 2000” แชมป์โลกจากประเทศอังกฤษ พร้อมเสียงขับร้องเพลงพรปีใหม่อันทรงพลังจากดีว่าสาว ‘มาเรียม เกรย์’ เปรียบเสมือนเป็นของขวัญและคำอวยพรเพื่อร่วมก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ปี 2020 ไปด้วยกัน

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ และ แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น เพิ่มเติมได้ที่
Website : www.asiatiquethailand.com, www.assetworldcorp-th.com
Facebook : Asiatique.Thailand, AssetWorldCorporation
IG : Asiatique.Thailand, AssetWorldCorporation

ประกาศจัดระเบียบ การ สัก-เจาะ ผิวหนัง

ประเด็นน่าสนใจ

  • มาตการนี้เพื่อควบคุมการประกอบกิจการงานสัก ป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
  • ผู้สักต้องมีสุขภาพแข็งแรง และมีใบรับรองแพทย์ปราศจากโรค
  • ประกาศนี้ไม่รวมถึง การสักหรือเจาะผิวหนัง เพื่อความเชื่อทางพิธีกรรม หรือศาสนา

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ มาตรการควบคุมการประกอบกิจการสักผิวหนัง หรือเจาะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย พ.ศ. ๒๕๖๒ ลงนามโดย นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ปฏิบัติราชการแทนรมว.สาธารณสุข เพื่อให้เป็นไปประโยชน์ในการควบคุมการประกอบกิจการที่ก่อหรืออาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ โดยมีใจความว่า

โดยที่เป็นการสมควรกำหนดหลักเกณฑ์ มาตรการควบคุมการประกอบกิจการสักผิวหนัง หรือเจาะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย เพื่อประโยชน์ในการควบคุมการประกอบกิจการที่ก่อหรืออาจก่อให้เกิด อันตรายต่อสุขภาพ เช่น การติดเชื้อ การแพ้สีหรือสารเคมี เป็นต้น

ประกอบกับมูลฝอยที่เกิดจาก การประกอบกิจการ เช่น เข็มสัก วัสดุปนเปื้อนเลือดหรือสารคัดหลั่ง หากไม่ได้รับการจัดการ ที่ถูกสุขลักษณะอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพและมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนออกสู่สิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นการยกระดับมาตรฐานการประกอบกิจการนี้ด้วย

ซึ่งในประกาศฉบับดังกล่าว ระบุในส่วนผู้ปฏิบัติการสักไว้ ดังนี้

  • มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ขณะให้บริการ ไม่เจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ และโรคผิวหนังที่น่ารังเกียจ
  • มีใบรับรองแพทย์การตรวจสุขภาพประจำปี และการตรวจเฝ้าระวังโรคติดต่อ ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี และวัณโรค
  • มีความรู้และปฏิบัติเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อ และการจัดการมูลฝอย ที่เกิดจากการประกอบกิจการ ให้เป็นไปตามประกาศนี้

ทั้งนี้ ประกาศนี้ไม่ใช้บังคับกับการสักผิวหนัง หรือเจาะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย เพื่อความเชื่อทางพิธีกรรม หรือศาสนา

สำหรับประกาศนี้ ให้มีผลใช้บังคับ เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

อ่าน : ราชกิจจานุเบกษาควบคุมกิจการสัก ฉบับเต็มได้ที่นี่ >>

อนุทิน วอนสื่อฯ ลดเสนอข่าวฆ่าตัวตาย

ประเด็นน่าสนใจ

  • รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงประเด็นการฆ่าตัวตายที่ปรากฏเป็นข่าวให้เห็นบ่อยในช่วงนี้ ชี้ขออย่ากล่าวอ้างว่า ประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างเดียว
  • เพราะเหตุผลของการทำร้ายตัวเองมีปัจจัยหลายอย่าง
  • มองต้องจำกัดการเสนอข่าวประเภทนี้ให้มากที่สุด เพราะอาจเกิดภาวะอุปทานหมู่ได้

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข กล่าวถึงปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งคิดสั้นว่า

ขออย่ากล่าวอ้างในประเด็นนี้อย่างเดียว เพราะเหตุผลของการทำร้ายตัวเองมีปัจจัยหลายอย่าง ที่ไม่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน โดยเฉพาะในภาวะที่ทำให้กระทบจิตใจอย่างรุนแรง

ดังนั้นต้องจำกัดการเสนอข่าวประเภทนี้ให้มากที่สุด เพราะอาจเกิดภาวะอุปทานหมู่ได้ ซึ่งทางการแพทย์มองเป็นเรื่องนี้

หากใครเกิดปัญหาเรื่องนี้ กรมสุขภาพจิตมีหน่วยงานที่คอยดูแลและเยียวยาสภาพจิตใจ แต่สิ่งสำคัญคือต้องช่วยกันดูแลในครอบครัวไม่ให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้ และหากพบว่าเข้าข่ายมีอาการให้รีบพบแพทย์

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น รัฐบาลนี้ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามที่จะเร่งให้มีการหมุนเวียนเงินงบประมาณให้เร็วที่สุด และคาดหวังว่าปลายเดือนมกราคมนี้

เมื่อพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ผ่านความเห็นชอบแล้ว การใช้จ่ายของภาครัฐจะเกิดขึ้น เพราะว่ามีหลายโครงการที่ยังค้างท่ออีกจำนวนมาก ซึ่งยอมรับว่างบประมาณนี้ออกมาล่าช้า ทำให้เกิดข้อติดขัดบ้าง

เช่น กระทรวงสาธารณสุขที่ต้องรองบประมาณในการปรับปรุงและยกระดับโรงพยาบาล ซึ่งอีก 2-3 เดือนนี้ก็เชื่อว่าจะได้รับงบดังกล่าวแล้ว