เปิดภาพอาหารใต้ ติดดาวมิชลินสตาร์ อยากกินต้องจองล่วงหน้า

ประเด็นน่าสนใจ

  • อาหารปักษ์ใต้ของไทยได้รับ 2 ดาว มิชลิน
  • ร้านนี้มีชื่อว่าร้าน “ศรณ์” ซ.สุขุมวิท 26 เขตคลองเตย
  • ความพิเศษของร้านนี้นอกจากได้ดาวมิชลินสตาร์แล้ว การจะได้กินไม่ใช่เรื่อง่าย เพราะต้องจองคิวล่วงหน้าเป็นเดือน

เชฟไอซ์-ศุภักษร จงศิริ และ เชฟยอด-ยอดขวัญ อยู่พุ่มพฤกษ์ สองเพื่อนชี้เชฟแนวหน้าของไทย ได้จับมือกันเปิดร้าน “ศรณ์” ร้านอาหารปักษ์ใต้ไทยขนาดแท้

ที่นำเสนอความหลากหลายทางชีวภาพ และความร่ำรวยทางวัฒนธรรม ผ่านอาหารใต้รสจัดจ้าน จนสามารถคว้า “2 ดาว มิชลิน” และเข้าสู่ทำเนียบมิชลินไกด์ในปี 2563 สำเร็จ

โดยการได้ 2 ดาว มิชลิน มาครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเฟชและทีมงานได้ใส่ใจทุกรายละเอียดของอาหารแต่ละชนิด เพราะวัตถุดิบที่ใช้มาจากเกษตรกร ชาวสวน ชาวนา ชาวประมงจากภาคใต้ ที่มีอย่างจำกัดในแต่ละวันโดยตรง แถมในทุกๆ เช้าตั้งแต่ 9 โมงเช้า

ทีมงานก็ต้องมานั่งตำพริกแกงด้วยครกสดๆ คั้นกะทิด้วยมือ เคี่ยวอาหารด้วยเตาถ่าน คั่วมะพร้าว คั่วถั่วสดใหม่ และอื่นๆ อีกมากมาย อันเป็นเบื้องหลังอาหารในจานที่ถูกเสิร์ฟให้ลูกค้า

ด้าน นายศุภักษร หรือ เชฟไอซ์ ระบุว่า  “ตนเองเป็นลูกหลานชาวใต้ และในฐานะเชฟ ตนเองปรุงอาหารด้วยหัวใจ เป็นการสืบทอดเจตนารมณ์มาจากรุ่นปู่ รุ่นย่า

ที่ทำอาหารด้วยความใส่ใจและให้เวลา ให้ความสำคัญ มอบให้กับครอบครัว ได้รับประทานทุกเช้า  ตนจึงตั้งใจอย่างมากที่จะทำอาหารทุกเมนูออกมาด้วยความใส่ใจ และให้เวลากับมันอย่างเต็มที่”

การได้ลิ้มชิมรสชาดของอาหารใต้จากร้าน ศรณ์ นี้ใช้ว่าจะสามารถทานกันได้ง่าย เพราะวัตถุดิบที่นำมาทำมีอยู่จำกัด ทำให้ต้องเปิดรับผู้คนที่อยากกินต้องเข้าคิวจองล่วงหน้าถึงจะสามารถเข้ามารับประทานได้

โดยการเสิร์ฟอาหารใต้ของ ร้านศรณ์ เป็นเซ็ตเมนูแบบเดียว ในสไตล์ Your Southern Thai Food Experience ที่เชฟจะคัดสรรเมนูให้เราเลย โดยถึงแม้จะเลือกเมนูเองไม่ได้ (แต่บอกเชฟได้ให้ปรับลดความเผ็ดลงได้)

ประกอบด้วยอาหาร 22 คอร์ส นับตั้งแต่ออร์เดิร์ฟ จานเล็ก จานน้อย ที่ล้วนแต่เป็นซิกเนเจอร์แบบอยากขอซ้ำแต่เสียใจด้วย มีให้เท่านั้นจริงๆ จนถึงจานหลัก และปิดรายการด้วยขนมหวาน ราคา 3,200+ บาท

ร้านศรณ์ เปิดให้บริการ 2 ช่วงเวลาด้วยกัน คือ มื้อกลางวัน (Lunch) วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 12.00-14.00 น. มื้อเย็น (Dinner) เวลา 18.00-20.00 น. ทั้งนี้ปิดวันสงกรานต์ และวันจันทร์
หากผู้สนใจอยากลองสัมผัสชิมรสชาดร้านมิชลินสตาร์ สามารถสั่งจองคิวได้ที่ 099-081-1119 หรือเข้าไปสอบถามที่ร้าน บริเวณ ซ.สุขุมวิท 26 เขตคลองเตย ได้

การอภิปรายไม่ไว้วางใจ คืออะไร? สำคัญไฉน

การอภิปรายไม่ไว้วางใจ คืออะไร ? สำคัญไฉน ประชาชนอย่างเรา ๆ ควรต้องรู้หรือไม่ ? อ่านเกร็ดความรู้ได้ในบทความนี้

ความหมายของ การอภิปราย

อภิปราย คือ การกล่าวถ้อยคำในเชิงแสดงความคิดเห็นและปรึกษาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา โดยมีข้อบังคับการประชุมสภาเป็นกรอบกติกาบังคับการอภิปราย และมีประธานในที่ประชุมสภาเป็นผู้ควบคุมดูแลให้การอภิปรายเป็นไปโดยเรียบร้อย

ตามปกติเมื่อเสร็จสิ้นการอภิปรายหรือที่เรียกว่าการปิดอภิปรายแล้ว จะมีการลงมติอย่างใดอย่างหนึ่งสุดแล้วแต่จะได้ระบุไว้ในญัตติที่เสนอต่อสภา เพื่อผลการอภิปรายเกิดขึ้น เช่น ลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี เป็นต้น

การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

การอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือ ญัตติไม่ไว้วางใจ (motion of no-confidence) หรือที่ทุกคนมักนิยมเรียกว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หมายถึง การอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยส่วนมากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นฝ่ายค้าน จะทำการขอเปิดอภิปราย ซึ่งจะกระทำเมื่อเห็นว่าการทำงานของรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีไม่เป็นที่พอใจ หรือมีข้อสงสัย ไม่ควรแก่การไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ทั้งนี้การขอเปิดอภิปรายทั่วไปจะต้องเสนอเป็นญัตติ ซึ่งหมายถึง ข้อเสนอใดๆ ที่มีความมุ่งหมายเพื่อให้สภาลงมติหรือวินิจฉัยชี้ขาดว่าจะให้ปฏิบัติอย่างไร ญัตติจึงเปรียบเสมือนกลไกอย่างหนึ่งในการดำเนินงานของรัฐสภา เนื่องจากญัตติทุกเรื่องย่อมมีจุดมุ่งหมายอยู่ในตัว อันทำให้รู้ถึงประโยชน์หรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย

หลักเกณฑ์ในการยื่นญัตติเพื่อขอเปิดอภิปราย

1. ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ

กระทำได้โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ญัตติดังกล่าวต้องเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปด้วย และเมื่อได้มีการเสนอญัตติแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ เว้นแต่มีการถอนญัตติ หรือมติไม่ไว้วางใจมีคะแนนเสียงไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

2. ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล

กระทำได้โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 6 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล รวมทั้งยังสามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่ย้ายไปเป็นรัฐมนตรีตำแหน่งอื่นได้ด้วย

นอกจากหลักเกณฑ์ข้างต้นแล้ว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ยังได้เพิ่มหลักเกณฑ์ใหม่เข้ามา คือ ให้สิทธิสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองฝ่ายค้านในการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลได้แม้จะมีจำนวนสมาชิกไม่ถึงเกณฑ์ตามที่กำหนดก็ตาม โดยสามารถเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายได้ต่อเมื่อ

  1. คณะรัฐมนตรีได้บริหารราชการแผ่นดินเกินกว่า 2 ปีแล้ว
  2. มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคการเมืองที่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล (ฝ่ายค้าน) เข้าชื่อเสนอญัตติมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคการเมืองที่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล (ฝ่ายค้าน) ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

บัญญัติการลงมติ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เป็นต้นมา ได้มีการบัญญัติวิธีการตรวจสอบเมื่อการอภิปรายทั่วไปสิ้นสุดลงให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ

  • การลงมติมิให้กระทำในวันเดียวกับวันที่การอภิปรายสิ้นสุดลงและมติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร
  • ในกรณีที่มติไม่ไว้วางใจมีคะแนนเสียงไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายนั้น เป็นอันหมดสิทธิที่จะเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีอีกตลอดสมัยประชุมนั้น
  • ในกรณีที่มติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรนำชื่อผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งต่อไป

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ดีอย่างไร?

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ถือเป็นมาตรการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินวิธีหนึ่ง และเป็นการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลนอกเหนือจากวิธีการอื่น เป็นมาตรการที่สำคัญและมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเป็นวิธีที่เห็นผลชัดเจนที่สุด มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาลมากที่สุด และยังเป็นการคานอำนาจของฝ่ายบริหารโดยฝ่ายนิติบัญญัติที่ชัดเจนและได้ผลดีที่สุด

และอาจส่งผลให้รัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งได้ ซึ่งนับเป็นหลักการสำคัญอีกประการหนึ่งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ให้มีการถ่วงดุลอำนาจระหว่างกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดใช้อำนาจเกินขอบเขต จนอาจทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

เนื่องจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นไปตามหลักการที่ว่า “ฝ่ายบริหารจะอยู่ได้ก็โดยความไว้วางใจของฝ่ายนิติบัญญัติ” ดังนั้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะมีขึ้นก็ต่อเมื่อรัฐสภาเห็นว่ารัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีไม่ควรแก่การไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ซึ่งอาจเกิดจากการตัดสินใจผิดพลาด การใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ เป็นต้น

สำคัญกับประชาชนอย่างไร?

เรื่องการเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัวประชาชน เกี่ยวข้องกับประชาชนตั้งแต่เกิดออกมาลืมตาดูโลก ประชาชนทุกคนต้องเสียเงินภาษีให้กับรัฐจากหยาดเหงื่อแรงงาน ดังนั้นแล้วในการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยนี้ประชาชนจึงมีสิทธิเสรีภาพในด้านต่าง ๆ

เช่น สิทธิในการได้รับการคุ้มครองจากรัฐ รัฐควรมีการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณให้มีความเจริญพัฒนาได้อย่างทั่วถึงทุกพื้นที่ เช่น ด้านสาธารณูปโภค, รถโดยสาร, ด้านการสาธารณสุข, ค่าจ้างแรงงาน, สิทธิในการได้รับความยุติธรรมตามกระบวนการยุติธรรม เป็นต้น

หากเกิดการทำงานของรัฐบาลที่ไม่โปร่งใสหรือมีข้อน่าสงสัย ซึ่งอาจจะส่งกระทบให้ประชาชนเดือดร้อนได้นั้น เมื่อเกิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลขึ้น ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอัปเดตสถานการณ์ดังกล่าว

อ้างอิงข้อมูลจาก : สถาบันพระปกเกล้า

ธีทัชฐ์ โผล่กราบขอขมา เสรีพิศุทธ์ หลังแถลงข่าวพาดพิงทำให้เกิดความเสียหาย

ประเด็นน่าสนใจ

  • หมอธีร์ เคยแถลงข่าวโจมตี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส จนเกิดความเสื่อมเสีย
  • พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จึงเข้าแจ้งความเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีกับ หมอธีร์
  • หมอธีร์ จึงเข้ามาขอโทษ และร้องให้ถอนแจ้งความ โดยอ้างว่าได้รับข้อมูลมาไม่ถูกต้อง

นายธีทัชฐ์ เกียรติลดารมย์ อดีต ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ สร้างความฮือฮาให้กับวงแถลงข่าวเมื่อออกมารับผิด ขอขมาต่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมีเยเวส กรณีแถลงข่าวพาดพิงจนก่อให้เกิดความเสียหาย

โดยนายทธีทัชฐ์ ได้กล่าวว่า “จากที่ผมแถลงข่าวพาดพิงท่าน ทำให้ท่านเสียหาย ทั้งที่ได้ข้อมูลมาไม่ครบถ้วน ผมได้ลาออกจากพรรคพลังประชารัฐแล้ว ขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวในการ ใส่ร้ายท่าน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส”

ต่อจากนั้น นายธีทัชฐ์ ได้แจ้งถึงข้อกล่าวหา พล.ต.อ. เสรพิศุทธ์ว่า “ผมกล่าวหาท่านสามเรื่อง เรื่องที่หนึ่ง ท่านต้องคดีร้ายแรงถูกออกจากราชการ
เรื่องที่สอง มอเตอร์ไซด์ไทเกอร์ เรื่องที่สามบุกรุกป่าสงวนที่เมืองกาญจน์ ข้อเท็จจริง คือได้ข้อมูลไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ท่านไม่มีความผิดตามที่กล่าวอ้าง ผมากราบขอขมาท่านจากใจจริงครับ

นายธีทัชฐ์ เปิดเผยว่า ตั้งใจทำพรรคการเมือง เพราะร่วมกับใครบางคนไม่ได้ ขออนุญาตไม่เอ่ยนาม ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคนในพรรคพลังประชารัฐพรรค หลังจากนั้น พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ บอกให้เอากระเช้ากับสื่อมวลชน พร้อมกับบอกว่าเป็นการฟ้อง นายธีทัชฐ์ 2 คดีด้วยกัน คดียังอยู่ในศาล

หลังจากนั้น นายธีทัชฐ์ กราบเท้า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ต่อหน้า โพเดี้ยมพร้อมกับตบไหล่ บอกว่าขอให้ตั้งพรรคให้ดี และยินดี ถอนฟ้องให้