มติครม. ยกระดับมาตรการจัดการ PM 2.5

วานนี้ ( 21 ม.ค. 2563) คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ การยกระดับมาตการการป้องกันปัญหาและแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่นละออกงในช่วงสถานการณ์วิกฤต ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยได้มีนโยบายมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 โดย มีรายละเอียด คือ

ให้จำกัดจำนวนและลดการระบายมลพิษจากแหล่งกำเนิด ทั้งจากแหล่งกำเนิดในกรุงเทพและปริมณฑล โดยเฉพาะรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล โรงงาน การเผาในที่โล่งแจ้ง รวมถึงให้มีการยกระดับความเข้มงวด

สั่งหน่วยงานรับผิดชอบแก้ไข-ดำเนินการเร่งด่วน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

  • ดำเนินการออกข้อบังคับเพิ่มเติม จำกัดพื้นที่รถบรรทุก 10 ล้อ ห้ามเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเพิ่มถนนวงแหวนกาญจนาภิเษก
  • ห้ามรถ 10 ล้อ เข้ามาในพื้นที่ชั้นในของกทม. ในวันคี่ ระหว่างเดือน มกราคม – กุมภาพันธ์ 2563 ส่วนวันคู่สามารถเข้าพื้นที่ได้ตามเวลาที่กำหนด
  • ยกระดับความเข้มข้นรถควันดำให้เข้มข้นมากขึ้น
  • ห้ามที่มีมลพิษเกินมาตรฐานมามาใช้งาน

กรมการขนส่งทางบก

  • ตรวจรถควันดำอย่างเข้มงวด เพิ่มชุดตรวจเป็น 50 ชุด โดยร่วมกันระหว่าง กรมการขนส่งทางบก กรมควบคุมมลพิษ และกรุงเทพฯ
  • เข้มงวดในการตรวจจับรถควันดำ ทั้งรถโดยสารและรถบรรทุก โดยให้มีการออกคำสั่งห้ามใช้รถ หากพบว่า มีปัญหา

กรมโรงงานอุตสาหกรรม

  • มอบหมายให้ไปดำเนินการตรวจสอบโรงงานที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งหากไม่ดำเนินการ ให้สั่งหยุดกิจการ
  • ขอความร่วมมือในการลดกำลังผลิตในช่วงวิกฤตฝุ่นละออง

กรุงเทพฯ

  • ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาการจราจรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างรถไฟฟ้า
  • ห้ามเผาในที่โล่ง และให้ดำเนินการตามกฎหายอย่างเข้มงวด

จังหวัดอื่น ๆ

  • ให้ออกเทศบัญญัติ ควบคุมการเผาขยะ หญ้า พืชไร่ พืชสวนต่างๆ ทั้งในที่ดินส่วนบุคคลหรือที่สาธารณะ
  • เข้มงวดในการควบคุมยานพาหนะ โรงงานและการก่อสร้าง

ข้อเสนออื่นๆ

  • ขอความร่วมมือหน่วยราชการ เอกชน ประชาชน ลดใช้รถยนต์ส่วนตัว
  • รถยนต์ของหน่วยงานราชการต้องผ่านมาตรฐานควันดำ
  • สนับสนุนให้ลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีกำมะถัน ไม่เกิน 10 ppm
  • ขอความร่วมมือภาครัฐ เอกชนในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถยนต์ดีเซลที่มีอายุเกิน 5 ปี
  • ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับหน่วยงานอื่น สร้างการรับรู้และเข้าใจแก่ประชาชนในสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในช่วงวิกฤติ

ด่วน!! จับได้แล้ว โจรปล้นร้านทองลพบุรี

ประเด็นน่าสนใจ

  • เมื่อวันที่ 9 ม.ค. ที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้ายบุกกราดยิงร้านทอง ในห้างดัง จ.ลพบุรี มีผู้เสียชีวิต 3 ราย
  • โดยคนร้ายชิงทองรูปพรรณไปได้น้ำหนักรวม 28 บาท
  • ล่าสุดมีรายงานว่าตำรวจสามารถควบคุมตัวคนร้ายที่ก่อเหตุได้แล้ว อยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม

จากกรณีเกิดเหตุคนร้ายสวมผ้าคลุมหัวใช้อาวุธปืนกราดยิงหน้าร้านทองภายในห้างโรบินสิน จ.ลพบุรี เป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย โดย 1 ในเหยื่อผู้เสียชีวิตนั้นเป็นเด็กอายุวัยเพียง 2 ขวบ เหตุเกิดช่วงหัวค่ำวานนี้ (9 ม.ค.63) ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดวันนี้ (22 ม.ค.63) มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุกราดยิงร้านทอง จนมีผู้เสียชีวิต 3 ราย ในพื้นที่ จ.ลพบุรี ได้แล้ว ซึ่งมีรายงานว่าคนร้ายมีอาชีพครู ตำแหน่ง ผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่ง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการควบคุมตัวและสอบสวนเพิ่มเติม ซึ่งทางตำรวจจะมีการแถลงข่าวยืนยันการจับกุมตัวคนร้ายต่อไป

เหยื่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจีนเพิ่มเป็น 6 ราย

ประเด็นน่าสนใจ

  • ยอดผู้เสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจีนเพิ่มเป็น 6 รายแล้ว
  • ส่วนจำนวนผู้ป่วยทะลุ 300 ราย มีความเสี่ยงแพร่ระบาดเพิ่มช่วงตรุษจีน
  • ขณะที่ไต้หวันพบผู้ติดเชื้อรายแรก

นายโจว เสี่ยนหวัง นายกเทศมนตรีเมืองอู่ฮั่น เมืองเอกในมณฑลหูเป่ย์ของจีน เปิดเผยว่า จนถึงเมื่อวานนี้ จำนวนผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในเมืองอู่ฮั่น เพิ่มเป็น 6 รายแล้ว ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็นกว่า 300 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในเมืองอู่ฮั่น และมีบางส่วนพบการติดเชื้อในกรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ และเมืองเซินเจิ้น

เจ้าหน้าที่จีนกังวลว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดอาจรุนแรงขึ้น จากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผู้คนหลายล้านคนเดินทางกลับบ้าน รวมทั้งท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศในช่วงเทศกาลตรุษจีน หลังจากก่อนหน้านี้ ทางการจีนออกมาระบุว่า พบการติดเชื้อไวรัสดังกล่าวจากคนสู่คน ซึ่งทำให้เกิดโรคปอดอักเสบ

ขณะที่เจ้าหน้าที่การแพทย์ของจีน 15 คน ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ CNN รายงานว่า ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ แถลงยืนยันพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาจากเมืองอู่ฮั่นรายแรกในรัฐวอชิงตัน

ด้านกระทรวงสาธารณสุขและสังคมสงเคราะห์ของไต้หวัน ยืนยันเมื่อวานนี้ว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่รายแรก เป็นผู้หญิงอายุประมาณ 50 ปี ที่เดินทางกลับจากทำงานในเมืองอู่ฮั่นของจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดการระบาดของโรค

โดยเธอถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาล หลังแสดงอาการต้องสงสัยที่สนามบิน ทั้งเป็นไข้และไอ การพบผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯ และไต้หวัน เป็นการแพร่ระบาดเพิ่มเติมนอกเหนือจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไทย ซึ่งทำให้ประเทศต่างๆ ยกระดับการเฝ้าระวังและคัดกรองผู้ต้องสงสัยที่เดินทางผ่านสนามบิน

องค์การอนามัยโลก (WHO) เรียกประชุมฉุกเฉินในวันนี้ เพื่อลงความเห็นว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาในเมืองอู่ฮั่นสมควรจะประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศหรือไม่ ด้านสถานการณ์ในไทย

นายแพทย์ จตุชัย มณีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ แถลงว่า นับตั้งแต่มีการตรวจคัดกรองนักท่องเที่ยวและผู้โดยสารที่เดินทางบินตรงจากเมืองอู่ฮั่นเข้าสู่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ประมาณ 1,000 คน จากเที่ยวบินตรง 136 เที่ยวบิน จนถึงขณะนี้พบผู้ที่เข้าข่ายต้องสอบสวนโรคและสังเกตอาการรวมทั้งหมด 5 ราย เป็นคนไทยที่เดินทางไปเที่ยวเมืองอู๋เซี๊ยะ และผ่านเมืองอู่ฮั่น กลับสู่เชียงใหม่ 1 ราย และเด็กหญิงจีนอายุ 7 ขวบ อีก 1 ราย ที่มีอาการไข้และปอดอักเสบ

โดย 2 รายนี้ ผลการตรวจยืนยันแล้วว่าไม่ได้ติดเชื้อโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และได้จำหน่ายออกจากระบบสอบสวนและเฝ้าระวังแล้ว

ส่วนที่เหลืออีก 3 ราย เป็นชาวจีนและเป็นเพศชายทั้งหมด อายุ 28 ปี, 23 ปี และรายล่าสุดอายุ 18 ปี ทั้งหมดถูกนำตัวเข้าสู่ระบบสังเกตอาการและสอบสวนโรคที่โรงพยาบาลนครพิงค์ ขณะนี้รอผลการตรวจเลือดจากสภากาชาดไทยและสถาบันบําราศนราดูร คาดว่าภายใน 2 วันจะทราบผล ที่ จ.นครปฐม

แพทย์หญิง ดร.ดารารัตน์ รัตนรักษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม ชี้แจงกรณีพบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 จากเมืองอู่ฮั่น เมื่อวันที่ 15 มกราคม โดยโรงพยาบาลนครปฐมได้รับการประสานส่งตัวผู้ป่วยอายุ 70 ปี มีประวัติเดินทางไปท่องเที่ยวที่เมืองอู่ฮั่นช่วงก่อนปีใหม่และในช่วง 14 วันหลังเดินทางกลับมามีอาการไข้ หายใจเหนื่อย อ่อนเพลีย ทีมแพทย์จึงได้ดำเนินการตามมาตรการเฝ้าระวังของกระทรวงสาธารณสุข และคัดแยกผู้ป่วยไว้

ขณะนี้ยังรอผลการตรวจเลือดจากห้องแล็บ ซึ่งคาดว่าจะออกไม่เกิน 1-2 วันนี้